หนังสือของฉัน

หนังสือของฉัน
หลังจากเห็นผู้คน challenge กันเยอะ เลยอยากลองลิสต์หนังสือของตัวเองบ้าง ปรากฏว่า ได้แค่ 8 เล่ม หันกลับมามองหนังสือที่ตัวเองอ่านอยู่ทุกวันนี้ หลายๆเล่มอ่านเพื่อผ่านไป บางเล่มอ่านไม่จบ บางเล่มอ่านแล้วติดใจ และบางเล่มตราตรึงในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

1.ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน – วินทร์ เลียววาริณ
ฉันเชื่อเสมอว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่อบอวลไปด้วยความเป็น “ประชาธิปไตย” ตามประสาเด็กๆที่ไม่มีความรู้ทางด้านการเมือง(ทั้งของไทยและระหว่างประเทศ) ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ที่เพื่อนแนะนำให้รู้จักเมื่อตอนอยู่ม.5 ทำให้ทัศนคติทางด้านการเมืองของฉันเปลี่ยนไปบ้าง ฉันเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย ฉันมีความสุขกับการค้นข้อมูลเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญและระบบการปกครองของประเทศไทย ถึงแม้หนังสือเล่มนี้ จะอิงนิยายอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่ภาคผนวกของเล่มก็ทำให้ฉันตั้งคำถามกับระบบการเมืองของไทยได้ไม่มากก็น้อย
ฉันเริ่มเปลี่ยนไป ฉันเริ่มอ่านข่าวการเมืองอย่างจริงจัง และเริ่มมองเห็นหนทางของตัวเองในระดับมหาวิทยาลัย หนังสือเล่มนี้เอง ที่ทำให้ฉันเลือกคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (ฉันคิดเพียงแค่ว่าต้องเรียนที่ธรรมศาสตร์ของปรีดี พนมยงค์นะ ที่อื่นไม่เรียน /ความคิดดูไม่ค่อยมีเหตุผล) เล่มนี้เอง ที่ทำให้ชีวิตของฉันมีความฝันเกี่ยวกับอนาคตของประเทศนี้อย่างไม่สิ้นสุด

2. ปีกแดง – วินทร์ เลียววาริณ
เล่มนี้ ได้อ่านช่วงตอนสอบติดธรรมศาสตร์แล้ว เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์การเมืองโลกที่โรแมนติกที่สุดเท่าที่เคยอ่านมาเลย จำได้ว่าเล่มนี้ อ่านจบในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ ผู้เขียนเดินเรื่องได้สนุกจนวางไม่ลง และเป็นหนังสือเล่มที่ฉันเริ่มเป็นแฟนคลับหนังสือพี่วินทร์ไปโดยปริยาย
ปีกแดงเป็นนวนิยายเกี่ยวกับระบอบคอมมิวนิสต์ และบทบาทของคอมมิวนิสต์ของไทยและในระดับโลกที่มีผลต่อการเมืองภายในประเทศ การลุกฮือปฏิวัติที่สุดท้ายจบเป็นเพียง “กบฏ” และประวัติศาสตร์สงครามกลางเมือง สงครามเกาหลี สงครามเดียนเบียนฟู สงครามเวียดนามที่อัดแน่นในหนังสือเล่มนี้ ทำให้ฉันสนใจเกี่ยวกับสงครามและสันติภาพอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง ขอบคุณหนังสือเล่มนี้ ที่ทำให้การเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความสุขและมีความหมายมากยิ่งขึ้น

3. เจ้าชายน้อย – อ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี
“ปกหนังสือช่างดึงดูด” สิ่งที่ทำให้ฉันสะดุดหยุดสนใจหนังสือเล่มนี้ (แม้ว่าต่อมาจะมีวิชาเรียนที่ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ก็เหอะ)
“ว้าว คนเขียนเป็นคนฝรั่งเศส” ความคิดที่สอง
สุดท้ายฉันก็ได้หนังสือเล่มนี้เดินออกจากร้านหนังสือมาในวันนั้น แต่… หลังจากพยายามอ่าน (โมเม้นแบบโลกของโซฟี แบบ เล่มนี้น่าสนุกแต่จริงๆไม่สนุก) ก็ทำให้รู้ว่า เจ้าชายน้อยเต็มเปี่ยมไปด้วยสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจ ยิ่งอ่านยิ่งไม่เข้าใจ ยิ่งอ่านยิ่งเกิดคำถามขึ้นมากมาย สุดท้ายฉันเปลี่ยนใจอ่านแค่ตัวหนังสือแทนที่จะตีความ ฉันอ่านตัวหนังสือจนจบ แต่… บางทีฉันก็ยังสงสัยว่า ฉันอาจจะเป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยความสงสัยเหมือนในหนังสือก็เป็นได้
ปอลอ หนังสือเล่มนี้ กลายเป็นของขวัญวันเกิดให้เพื่อนสนิทคนนึง ฉันชอบให้หนังสือเล่มที่อ่านแล้วมากกว่าหนังสือใหม่ เหมือนมีกลิ่นไอของความทรงจำฟุ้งอยู่กับตัวหนังสือ

4. ทางรถไฟสายดาวตก – ทรงกลด บางยี่ขัน
หนังสือเล่มนี้เข้ามาอย่างบังเอิญ โดยคนที่พบกันโดยบังเอิญ และบังเอิญชอบอะไรคล้ายๆกัน
“รถไฟ” การเดินทางที่มีเสน่ห์ที่สุด บรรยากาศสองข้างทาง บรรยากาศบนรถไฟ การพบเจอผู้คนเริ่มต้นที่นี่ หลายๆคนอาจจะไม่ชอบการเดินทางโดยรถไฟไทยที่รถส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้การเดินทางเป็นไปเชื่องช้า และไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร
หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับ “รถไฟ” และการเดินทางโดยรถไฟทั่วเกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ผู้เขียนสะท้อนความคิดที่ดูแปลกใหม่(ของการนั่งรถไฟ) และเปิดโอกาสให้ผู้ที่ชื่นชอบรถไฟหลงใหลในความสวยงามของรายละเอียดเล็กๆของพาหนะ และการเดินทางช้าๆนี้ เป็นหนังสือที่อ่านไปยิ้มไป อ่านไปก็อยากก้าวเท้าออกเดินทาง และที่สำคัญ อยากไปนั่ง seven star ที่มีช่วงจอดให้ดูดาวด้วยล่ะ :)

5. The Fault in Our Stars – John Green

เป็นหนังสือที่บรรยายความเจ็บปวดได้มีความสุขที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา

6. Harry Potter –J.K. Rowling
หนังสือที่โตมาด้วยกัน เพ้อเจ้อมาด้วยกัน เติมความฝันให้กัน
Harry Potter and The Philosopher’s Stone เป็นนวนิยายหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกที่ฉันอ่าน แม้ว่าภาษาอังกฤษของฉันจะไม่ดีมากนัก แต่เล่มนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เป็นหนังสือที่อ่านง่าย ไหลลื่น และสนุกน่าติดตาม ต่อจากเล่มนี้ ฉันก็มีความพยายามในการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษมากขึ้น เหมือนมีเวทมนตร์เสกให้ฉันอยากเรียนรู้และเติบโต

7. Ender’s Game (series) – Orson Scott Card
ต้องขอขอบคุณเพื่อนที่แนะนำหนังสือเซทนี้ให้รู้จัก ชอบมากๆเลย >< เป็นหนังสือเซทที่หายากมาก (ช่วงก่อนหนังเข้า หาอ่านแทบไม่ได้) แต่สนุกมาก เล่มแรก (Ender’s Game) หนังสือออกเป็นแนว Sci-fi แต่เล่มหลังจากนั้น เป็นนวนิยายปรัญชาชั้นเลิศ และแน่นอน “ฉันอ่านแล้วไม่เข้าใจ” เนื้อหาของหนังสือแต่ละเล่มจะพัฒนาความซับซ้อนทั้งในแง่วิทยาศาสตร์ และความเป็นเอนเดอร์ สิ่งที่เขาคิดและเข้าใจ สิ่งที่เขาทำ ทำให้ผู้อ่านต้องคิดวิเคราะห์ ทำความเข้าใจกับความยากที่จะเข้าใจของเขา บางเล่มใช้เวลาอ่านมากกว่า 3 เดือน (แบบอ่านย่อหน้านั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก) เป็นหนังสือชุดที่ต้องอ่านอย่างมีสติ และมีปัญญาจริงๆ (ซึ่งดูเหมือนอีกนานกว่าจะเข้าใจว่าผู้เขียนต้องการจะสื่ออะไรอย่างแท้จริง)

8. ผีเสื้อและดอกไม้ – นิพพาน
ปกหนังสือสำนักพิมพ์ผีเสื้อ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเสมอ แค่มองผ่านๆ ก็มั่นใจได้เลยว่าหนังสือเล่มนี้เป็นของสำนักพิมพ์ผีเสื้ออย่างแน่นอน
ผู้เขียนสะท้อนภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวเล็กๆ สภาพสังคม และคลุกเคล้าความเศร้าปนความสุขได้อย่างลงตัว เป็นหนังสือที่อ่านแล้วย่อมสร้างความประทับใจให้ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย ช่วงก่อนหน้านี้ ฉันมักจะพกหนังสือเล่มนี้ไปไหนมาไหนด้วยเสมอ เปิดอ่านสักบทก็ทำให้มีความสุขได้แล้ว :)