[Kuk’s diary] อาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง 5-7 ธันวาคม 2557 (วันสุดท้าย)

เช้าวันที่ 7 ธันวาคม 57
วันเวลาแห่งการพักผ่อนมักจะผ่านไปเร็วเสมอ

 

นัทเคยบอกว่า เวลาเดินด้วยความเร็วเท่ากันเสมอ แต่ความรู้สึกดีๆ ของเราเป็นตัวเร่งให้เราลืมนับทุกวินาทีที่ผ่านเลยไป
คิดถึงนัท…
 

อากาศของเช้าวันนี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 12 องศา เราปรับตัวเข้ากับอากาศได้ค่อนข้างเร็ว อย่างน้อยอากาศเย็นที่นี่ก็สบายกว่าความหนาวเย็นจากช่องแอร์ในเมืองหลวง อย่างน้อยๆ 3 วันที่นี่ก็ทำให้เราสดชื่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ตอนแรกสุด พี่เล็กชวนไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่หลังแป เพราะอยากเห็นพระอาทิตย์ขึ้นในมุมมองใหม่ๆ แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ไป เราอาจจะอ้างความเจ็บปวดที่เข่าว่าเป็นสาเหตุที่อยากพักขาก็ได้ แต่เราไม่อ้างหรอก เรามั่นใจว่าเข่าเรายังไปได้อีกไกล :)
เรามุดออกจากเต้นท์มาตอนเกือบๆ 6 โมง แสงอาทิตย์จ้าแสบตาแล้วล่ะ
 

เช้านี้ไปทานข้าวเช้ากับพี่ยุ พี่ปลา พี่น้ำ ได้ลองซาลาเปาทอดเวอร์ชั่นภูกระดึง อร่อยดี แต่เพราะงบหมด เราเลยต้องอาศัยกล้วยฟรี (ที่แบ่งกันเมื่อคืน) กับนม จากนั้นก็ไปเก็บของก่อนรวมตัวเพื่อเดินทางกลับ

เราออกเดินทางกันประมาณ 9.30 น. พี่ต๋องแบกเป้และถุงนอนให้ แล้วยังแถมขนมอีก 1 ถุงให้เราเดินหม่ำไปตลอดทาง (กราบงามๆ) เราเดินลงมาพร้อมพี่เล็กแบบรวดเดียวจบ ไม่ได้พักตามซำแบบขาขึ้น จะมีพักก็แบบหยุดถ่ายรูปนิดหน่อย (วันนี้แบตกล้องหมดเกลี้ยงไปแล้ว ไม่มีภาพมาให้ดูเลย )
 

วันนี้เป็นวันที่หลายๆคนทะยอยเดินทางกลับ ตรงทางลงช่วง 1,300 เมตรแรก คนเคลื่อนตัวได้ช้ามาก หลายๆคนเปิดเส้นทางใหม่ หลายๆคนยืนรอ หลายๆครั้งต้องหยุดหลบทางให้ลูกหาบ เรามองจากด้านบนลงไปแล้วมีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามา ทำไมพวกเราทุกคนต้องมาเดินเขาให้ลำบากมากมายขนาดนี้ ทำไมแหล่งท่องเที่ยวนี้ยังมีมนต์เสน่ห์ที่ทุกคนยังต้องมาเยือน

ระหว่างทาง เราเจ็บเท้ามากๆ พี่เล็กคอยประคองลงมาเรื่อยๆ จนถึงตีนเข เราถึงตีนเขาประมาณ 12.20 น.  ลงมาถึงปุ๊บถอดรองเท้าเดินปั๊บ เดินเอาขยะที่ขนลงมาไปชั่งน้ำหนัก แล้วก็ไปแวะอาบน้ำ (อาบน้ำครั้งแรกของทริปเชียวนะ) ก่อนจะไปเปิดโต๊ะหม่ำส้มตำ ตอนแรกก็ทานกันอยู่ 2 คนกับพี่เล็ก ต่อมาก็มีพี่บอยพี่เบิ้มมาแจม และปิดท้างด้วยกิฟกับเกต เรานั่นๆนอนๆจน 16.00 น. ก่อนพี่โยจะประกาศเสียงตามสายรวมพลที่รถทัวร์ รถออกจากภูกระดึงในอีกครึ่งชั่วโมงถัดมา
 

เราเก็บขยะได้น้ำหนัก 1 กิโลกรัมพอดีเป๊ะ ขอบคุณขวดสปอนเซอร์ของคุณพี่สักคนระหว่างทางที่ทิ้งใส่ถุงขยะของเรา ส่วนของพี่เล็กน้ำหนักอยู่ที่ 2กิโลกรัม

ถ้าเพื่อนๆไปเที่ยวภูกระดึงครั้งหน้า อย่าลืมพกถุงพลาสติกไปเก็บขยะลงมากันคนละนิดคนละหน่อยนะคะ โดยเฉพาะขยะที่ไม่ย่อยสลาย พวกพลาสติก ขวดแก้ว หรือถ้าเก็บทุกอย่างลงมาได้จะยิ่งดีมากๆ
เราได้ยินมาว่าภูกระดึงมีการจัดการขยะด้วยการ “ฝัง” ซึ่งเป็นทางออกที่ไม่ได้อิงหลักการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สักเท่าไหร่ และแม้ว่าช่วงปลายฤดูกาลท่องเที่ยว ลูกหาบบางส่วนจะขนขยะกลับลงมา แต่ปริมาณขยะที่เราทุกคนนำขึ้นไปนั้นเรียกได้ว่ามหาศาล และถ้าหากยังถมกันไปเรื่อยๆ อนาคตของภูกระดึงจะเป็นอย่างไร
 

อีกประเด็นที่ค่อนข้างสำคัญเกี่ยวกับเจ้าภูเล็กๆภูนี้ จริงๆแล้วที่เดินกันขึ้นไปกว่า 6 กิโลเมตรนั้น เป็นความสูงเพียง 1,310 เมตรจากระดับน้ำทะเล จะเดินทางลำบากนิดหน่อยก็เพราะต้องอาศัยแรงขา แรงใจของตัวเราเอง เมื่อไม่นานมานี้ มีกระแสการสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง

การสร้างกระเช้าขึ้นภูกระดึง เท่าที่ทราบคือ จะสร้างความสะดวกและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ค่อนข้างมาก คนจำนวนมหาศาลสามารถเดินทางไปเชยชมความงามได้อย่างง่ายดาย การลำเลียงอาหาร เครื่องดื่ม และผู้ป่วยทำได้ง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นั่นแปลว่า ราคาอาหารบนภูกระดึงจะไม่สูงลิบลิ่วจนกระเป๋าสตางค์แห้งกันแบบทุกวันนี้ อีกทั้งความทันสมัยของวิศวกรรมศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นในปัจจุบันนั้น สามารถสร้างกระเช้าโดยที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดได้ และที่น่าอัศจรรย์ คือ การสร้างกระเช้าจะไม่ได้บดบังทัศนียภาพที่สวยงามของภูกระดึงสักเท่าไหร่
 

แต่…

 

เราจะไม่อ้างคำว่ามนต์เสน่ห์ของการเดินขึ้นภูกระดึงจะหายไป

เราเพียงเห็นว่า หลายๆคน มาภูกระดึงด้วยหัวใจ หัวใจที่จะมาเพื่อค้นหา
หลายๆครั้งที่เรามักจะบอกตัวเองว่า เส้นชัยไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับสิ่งที่พบเจอระหว่างทาง (อาจจะโลกสวยไปนิดนึงละมั้ง :p) ถ้าเรามีกระเช้า เราจะจอดพักที่ซำแฮกหรือเปล่า ถ้าเราหยุดแล้วลงมาเดินเล่น ความรู้สึกที่ได้รับจะต่างไปหรือไม่ ความสวยงามของสถานที่ ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ หรือ กล้องถ่ายรูป หรือองค์ประกอบเพียงไม่กี่อย่าง ร่างกายที่ต้องต่อสู้กับความชัน ความเหนื่อยก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่จะทำให้ความรู้สึกที่สะท้อนออกมา มีความพิเศษกว่า สิ่งที่ได้รับมาด้วยความสะดวกสบาย
มาภูกระดึงด้วยหัวใจกันเถอะ แล้วจะรู้ว่า กระเช้าไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญ แล้วจะรู้ว่า ขาสองข้างของเรา สายตาของเรา เหงื่อของเรานี่แหละ ที่ทำให้ภูกระดึงสวยงามดังที่เราหมายปอง
ข้อแนะนำสำหรับเพื่อนๆที่กำลังจะไป
1. ผาจำศีล เป็นโลเคชั่นเหมาะสำหรับดูพระอาทิตย์ตก (คนไม่เยอะและไม่มีต้นไม้บังทัศนียภาพ) อยู่ห่างจากผาหมากดูกประมาณ 550 เมตรเท่านั้น
2. ขอให้ทำใจไว้ว่าผาหล่มสักไม่ได้สวยงามอย่างในรูปถ่ายที่เคยเห็น
3. ก่อนสั่งอะไรบนภูกระดึง ถามราคาให้ครบ อย่าคิดว่าข้ียวจะไม่แพง (พี่บอยโดนถงละ 40 บาทมาแล้ว)
4. ตอนกลางคืนอย่าตากผ้าไว้ข้างนอก และให้เก็บรองเท้าใส่ไว้ในเต้นท์ ไม่งั้นตื่นมาจะได้เสื้อผ้าและรองเท้าเปียกชุ่ม
5. อย่าเดินลุยหญ้าชื้นๆ เพราะน้องทากมีอยู่ทุกที่
6. อากาศช่วงที่เราไปเยือนภูกระดึง (5-7 ธันวาคม 2557) อุณหภูมิต่ำสุด 10 องศา สูงสุด 22องศา ตอนกลางวันร้อน ตอนกลางคืนหนาว
7. ภูกระดึงเที่ยวคนเดียวได้ แต่ถ้าเหงาอันนี้เราไม่รับผิดชอบนะ

[Kuk’s diary] อาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง 5-7 ธันวาคม 2557 (วันที่สอง)

เช้าวันที่ 6 ธันวาคม 2557 เราถูกปลุกด้วยความหนาว อากาศสิบองศาไม่ใช่เรื่องล้อเล่นสำหรับผู้หญิงตัวแห้งๆแบบเรา แม้ว่าร่างกายจะขดอยู่ในถุงนอนพร้อมด้วยเครื่องทำความอบอุ่นอีกสองสามชิ้น
เราตัดสินใจเปิดเต้นท์ออกมาดูท้องฟ้า ก็พบว่าท้องฟ้าแทบจะไม่มีดาวเลย เรารูดซิปปิดเต้นท์ พยายามนอนต่อแต่เหมือนเป็นการกระทำโง่ๆที่ต้องการหนีจากความหนาวเย็นเสียมากกว่า ความคิดแล่นไปไกลถึงขนาดอยากมีอ้อมกอดอุ่นๆของใครสักคน (แหนะ) กว่าจะรวบรวมสติและความกล้าท้าหนาวออกมาจากเต้นก็ตีสี่กว่าๆ อุณหภูมิรอบตัวอยู่ที่ 15 องศา หนาวเกินกว่าเสื้อตัวเดียวที่มีอยู่จะรับได้ เราออกจากเต้นท์และเดิน(ด้วยความเร็วสูง) ไปผานกแอ่น ด้วยความหวังเล็กๆว่าจะอุ่นขึ้น และจะได้เห็นอาทิตย์ขึ้นชัดกว่าคนที่ตามมาทีหลัง

เช้านี้พระจันทร์สวย แต่เรายังมั่นใจว่าดวงจันทร์คืนนี้จะสวยกว่า เรารักดวงจันทร์วันเพ็ญ ชอบความกลมอย่างไร้ที่ติของเจ้าธรรมชาติกลมๆเล็กๆดวงนี้ เราถึงผานกแอ่นเวลา ตีห้าสามสิบห้า ยืนอยู่แถวที่สามจากหน้าผา กล้องในมือสั่นน้อยๆ เราคุยกับกล้องอยู่นานทีเดียวกว่าจะถ่ายได้แสงที่พอใจ เช้านี้ ไม่มีทะเลหมอก หลายคนบ่นกันไปไกล จนเราเริ่มเหนื่อยกับการรับฟัง เราเดินแยกกลับมาคนเดียวโดยใช้เส้นทางคนละทางกับทางมา เราเดินผ่านลานพระแก้ว

(สำหรับคนที่มาเที่ยวภูกระดึง ตอนเช้าออกเร็วสักนิด สักตีสี่กว่าๆ เดินไปประมาณ2.5 กิโลเมตรก็จะได้ยลโฉมอาทิตย์ขึ้น ที่ผานี้ อย่าลืมเอาไฟฉายไปนะ ไม่งั้นตกหลุมระหว่างทางแน่ๆเลย)

ตอนเดินกลับ เราก็เดินเก็บภาพกับเลนส์ฟิคสุดโปรดไปเรื่อยๆ เจอพี่ต๋องเดินตามหลังมาก็คุยกันนิดหน่อย ก่อนจะเจอพี่เล็กและเราก็ไปทานโจ๊กมื้อเช้าด้วยกัน เช้านี้สนุกดีนะ

DSC_0280141206

DSC_0307141206

DSC_0297141206

DSC_0310141206

เช้านี้เมฆค่อนข้างเยอะและไม่มีหมอก (เห็นได้จากรูปอาทิตย์ขึ้นที่เต็มไปด้วยเมฆ)
ทริปวันนี้เราตั้งใจเดินไปกับทีมพี่เล็กเพื่อจะเลาะไปดูใบเมเปิลสีแดง เดินกว่า 20 กิโลเมตรเพื่อเก็บขยะ และไปดูอาทิตย์ตกดินที่ผาหล่มสัก

พวกเราที่ตัดสินใจเดินทางไปดูใบเมเปิลซึ่งต้องผ่านน้ำตำเพ็ญพบใหม่ เป็นน้ำตกแรกที่เจอเมเปิลสีแดงด้านบน และพอมองลงไปด้านล่างก็พบว่าสวยมาก >< แต่…มองจากด้านล่างขึ้นมาบรรยากาศสวยกว่า !!!  (ถ้ามาต้องลงไปดูด้านล่างให้ได้นะ)

น้ำตกโผนพบ เป็นน้ำตกเล็กๆ ไม่ค่อยมีอะไร แต่การเดินทางทำให้ทิวทัศน์ระหว่างทางดึงดูดให้มองน้ำตกนี้ไม่ใช่น้อย

น้ำตกเพ็ญพบ (อันนี้ไม่ใหม่) เป็นน้ำตกเล็กๆอีกน้ำตกนึง ระหว่างทางมีต้นเมเปิลและใบเมเปิลให้เก็บ(ภาพ)ประปราย
DSC_0345141206

และน้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกขนาดใหญ่และเป็นแอ่งหินเข้าไป (อันนี้สวยจริงๆนะ) มีต้นเมเปิลเต็มไปหมด ขอบอกว่านี่เกาหลีดีๆนี่เอง

DSC_0365141206

พอเดินออกมาอีกหน่อยก็เจอทางแยกที่พี่เล็ก พี่บอย พี่เบิ้ม กิฟ เกตและเราจะแยกกับอีกกลุ่มเดินเลาะเก็บหน้าผา(ตอนกลางวัน)แทนที่จะเดินไปสระอโณดาต

เราเดินผ่านสระแก้ว (ชื่อลำธารนะ ไม่ใช่จังหวัด) ที่ไม่น่าจะชื่อหรูขนาดนี้ ก่อนผ่านทุ่งหญ้าสะวันนา แล้วมองไกลๆจะเห็นหมอก (สวยมากจริงๆ) พอเลยทุ่งหญ้าสะวันนาเหมือนหลุดไปอีกโลกนึง กลายเป็นป่าสนมีหมอก อากาศเย็นสบาย และทะลุเข้าผานาน้อย

ที่ผานาน้อยมีร้านอาหารเพียงร้านเดียว เป็นบุฟเฟ่ต์หนึ่งอิ่ม 50 บาท (highly recommended) และคุณลุงคนขายเปี่ยมล้นไปด้วยยุทธศาสตร์ทางการตลาด สามารถต้อนนักท่องเที่ยวทุกคนให้เข้าร้านได้ง่ายๆ (ร้านนี้ทานได้ทุกอย่าง แต่อย่าไปลองซาลาเปานะ มีคนบอกว่าปาหัวหมาแตก) บรรยากาศที่นี้เต็มไปด้วยหมอก  อากาศค่อนข้างเย็น เป็นเครื่องบำรุงกำลังได้ดีอย่างนึงเลยทีเดียว

หลังจากนั้นไม่นาน เราก็เดินทางไปผาเหยียบเมฆ เราชอบชื่อผานี้เป็นพิเศษ รู้สึกว่าอยู่ใกล้เมฆเป็นพิเศษ (:

(แอบถ่ายรูปคู่ป้ายมาด้วยล่ะ นี่คนไทยสุดๆไปเลย) มีข้อสงสัยนิดนึงว่า “เหยียบเมฆ” ยังไง แต่พี่เล็กก็เฉลยว่าตรงหน้าผาจะหินที่ยื่นออกไป ถ้ามีหมอกแล้วเราไปยืนจะเหมือนยืนอยู่บนเมฆ (ว้าววว)

และเราก็เดินทางไปพักยาวๆที่ผาแดงเกือบหนึ่งชั่วโมง จากผาเหยียบเมฆ เดินมาอีกประมาณ 1.9 กิโลเมตรก็ถึงผาแดง (เป็น 1.9 กิโลเมตรที่เหนื่อยมาก) เดินมากันแบบกระท่อนกระแท่น แถมอากาศยังร้อนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เป็นจุดที่เราว่าเหนื่อยที่สุดเลยก็ว่าได้ และไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ …. ผาหล่มสัก

DSC_0223141205

เราออกเดินทางไปผาหล่มสักให้พอดีดูอาทิตย์ตกดิน ระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร โดยที่กิฟกับเกตขอกลับที่พักก่อน น่าแปลกใจที่การเดินทางจุดสุดท้ายนี้ เป็นไปอย่างรวดเร็ว (ประมาณ 45 นาที) อาจจะเพราะทุกคนได้แอบงีบที่ผาแดงละมั้ง ^^”

พอถึงผาหล่มสักก็เจอพี่ต๋องกับแอร์ และเพื่อนๆที่มาถึงก่อนแล้ว สักพักเราก็ไปหาอะไรหม่ำ เราก็ข้าวไข่เจียว ข้าวคะน้าปลากระป๋องกับพี่เล็ก ส่วนพี่บอยกับพี่เบิ้มโดนส้มตำ ไก่ย่าง ไข่เจียวและข้าวเหนียว (ถุงละ  40) หลังจากนั้นก็ไปต่อคิวถ่ายภาพที่จุดยอดนิยม และเรา….เป็นคนถ่าย และทุกภาพออกมาเหมือนกันหมด (ภาพมืดไป เค้าขอโทษพี่ๆทุกคน T^T) แล้วเราก็อ้อมไปอีกนิดหน่อยเพื่อรอเก็บภาพอาทิตย์ตกดิน แต่… วันนี้เมฆค่อนข้างเยอะ ทำให้ภาพออกมาไม่สวยเท่าที่ควร และทำให้หลายคนงอนคุณพระอาทิตย์กันเลยทีเดียว

อีกฝั่งดวงจันทร์วันเพ็ญขึ้นสวยสว่างเต็มดวง

เราออกเดินทางกลับ มุ่งหน้าเข้าหาพระจันทร์ (เจ้านี่ทำให้มีแรงเดินจริงๆ) ขากลับระยะทางอยู่ที่ประมาณ 10 กิโลเมตร เรากลับมากับพี่ต๋อง พี่เล็ก (ที่สละเสื้อแขนยาวให้เราใส่ ขอบคุณฮับ) พี่บอย พี่เบิ้ม และแอร์ ถึงที่พักประมาณ 20.10 น.

อ่อ ลืมบอกไปว่าพี่บอยดูดาวเป็น พี่บอยจะขีดๆขอบฟ้าให้ดูเสมอๆ เรามีความสุขมากเลยล่ะเวลาที่พี่บอยเล่าเรื่องท้องฟ้าให้ฟัง (ขอบคุณฮับ)

ค่ำนี้ พี่เล็กเลี้ยงหมูกระทะ (ราคาเบาๆชุดละ 500 บาท พร้อมชาร์จแบตมือถือฟรี)  ก่อนที่พี่เล็กจะมาส่งกลับเต้นท์ (เป็นอีกคืนที่ไม่ได้อาบน้ำ)

อากาศสบายๆ real feel ที่ 11 c

ตอนที่ 1 [Kuk’s diary] อาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง 5-7 ธันวาคม 2557 (วันแรก) http://wp.me/p3hcuH-gy

ตอนที่ 3 [Kuk’s diary] อาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง 5-7 ธันวาคม 2557 (วันสุดท้าย) http://juicewave.wordpress.com/2014/12/12/kuks-diary-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%81/

[Kuk’s diary] อาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง 5-7 ธันวาคม 2557 (วันแรก)

ช่วงเดือนธันวาคม เดือนที่อุดมไปด้วยวันหยุด เดือนแห่งการเฉลิมฉลอง เดือนที่เขาว่ากันว่า คนไทยมีความสุขที่สุด

สำหรับ เรา เดือนธันวาคมเป็น เดือนที่อากาศหนาวมาเยือน และคิดไปเองว่า จะเป็นเดือนที่ท้องฟ้าสวยที่สุดในรอบปี เพราะจะเป็นเดือนที่ฟ้าเปิด ปราศจากฝนและเมฆ

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้เรามีแรงบันดาลใจอยากจะออกไปไขว่คว้าหาโอกาสเจอะเจอท้องฟ้าในมุมมองใหม่ๆ มุมมองที่ใกล้กันมากขึ้น และสิ่งที่ผ่านตามาใน facebook คือ โครงการอาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง ประจำปี 2014 (รุ่นที่ 2) เราสมัครแทบจะในแวบแรกที่เห็นโพสต์นั้น บางทีความรู้สึกก็มีเหตุผลมากกว่าความคิด บางทีความรู้สึกก็ทำให้เราได้พบเจอสิ่งดีๆ อย่างที่ได้พบเจอมา

โครงการนี้ จัดขึ้นในวันที่ 5-7 ธันวาคม 2557 และออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในคืนวันที่ 4 ธันวาคม 2557 ตามประสาการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว หลังจากที่อ่านกำหนดการ (ที่มีการเปลี่ยนไปมาจนวันสุดท้าย) แล้ว เราก็ได้รู้ว่างานอาสาสมัครครั้งนี้ คือ การขึ้นไปเก็บขยะบนภูกระดึงลงมาทิ้ง น้ำหนักขั้นต่ำอยู่ที่ 1 กิโลกรัม

เราเตรียมตัวค่อนข้างพิถีพิถันกว่าทริปอื่น อาจจะเป็นเพราะพยากรณ์อากาศบอกว่า ยอดภูมีอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 13.8 องศาซี ในวันที่ 4 ธันวาคม 2557 กระเป๋าเป้ใบใหม่แทนที่ใบเก่าที่เพิ่งปลดระวางไป จุเสื้อผ้าได้น้อยลง เจ้ากล้องตัวเล็กไม่ใช่ปัญหา แต่เลนส์ของเจ้าตัวเล็กกลับแย่งกันจะไปเที่ยวภูกระดึง เลนส์ 3 ตัวที่มีอยู่ ต้องถูกตัดออกหนึ่งตัว เพราะบ่าของเราคงรับน้ำหนักไม่ไหว และสุดท้ายเจ้าเทเลก็ถูกปลดออกจากกระเป๋าพร้อมน้ำตา ครั้งนี้ เราจะไม่ได้ส่องนกกันนะ

ความกังวลอื่นๆ เช่น แบตมือถือที่อาจจะไม่พอ 3 วัน 2 คืน เรามีแค่ powerbank อันเล็ก เลยตัดสินใจเปิด airplane mode ตั้งแต่ออกจากที่ทำงาน และเปิดบ้างตอนที่อัพรูปลงไอจี (บนภูกระดึงมีบริการที่ชาร์ตแบต แบตมือถือ 20 บาท แบตไอแพด 40 บาท แบตอื่นๆ 40 บาท ราคาทั้งหมดนั้นเป็น ราคาต่อ 2 ชั่วโมง และต้องไปรับคืนก่อน 4 ทุ่ม เพราะทางอุทยานจะตัดไฟฟ้าตอน 4 ทุ่มตรง)

การเดินทางเริ่มจากไปขึ้นรถบัสที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. สนามเป้า (ข้างททบ. 5) เวลา 21.00 น.

ตอนที่ไปถึงปั๊ม เราได้เจอกับพี่ยุและพี่ปลา (พี่สองคนแรกที่รู้จัก และเป็นพี่ที่นั่งรถไปกลับด้วยกัน) ก่อนจะไปลงทะเบียนรับเสื้อโครงการฯ และรอเวลาออกเดินทาง

เราออกเดินทางกันประมาณ 21.46 น. รถบัสคันใหญ่พอจะบรรจุ 47 ชีวิตเคลื่อนตัวออกจากสนามเป้า ฝนก็โปรยลงมา จากฝนตกเปาะแปะไม่นานก็กลายเป็นพายุฝน ฝนตกหนักจนคิดถึงคำพูดอาจารย์เมย์ตอนไปอาสาสร้างโรงเรียนที่ อ.พาน ที่ว่า “นี่คือฝนสั่งลา ตกที่นี่ พอไปถึงนู่นเราจะได้ไม่เจอฝนอีก” เราแอบยิ้มให้เม็ดฝน จริงๆแล้วอาจารย์เมย์ก็มีมุมมองที่น่ารักดีนะ

และเพราะว่าเราเดินทางในวันก่อนวันหยุดยาว รถจำนวนมากพร้อมใจกันขับออกต่างจังหวัด บนทางด่วนรถค่อนข้างเยอะแต่ ดีใจที่รถไม่ถึงกับติด เราเคลื่อนที่กันไปได้เรื่อยๆ ค่อยๆไปด้วยกัน หลังทำความรู้จักกับเพื่อนข้างๆเพิ่มอีก 2 คน (น้องแอร์จากปัตตานีและพี่น้ำ) พี่โย ผู้นำค่ายของเราก็เดินทางแจกป้ายชื่อ พร้อมแบ่งเต้นท์ เราได้นอนกับน้องกิฟและน้องเกต ที่เต้นท์เบอร์ 13 พี่โยบอกให้นอนพักผ่อนให้เต็มที่ เพราะวันรุ่งขึ้นเราจะเดินขึ้นเขากันอีกกว่า 9 กิโลเมตร

รถปิดไฟตอน 4 ทุ่มครึ่ง การเดินทางเริ่มขึ้นแล้ว เราได้กลิ่นถึงความอบอุ่นปนความหนาวเย็นที่อยู่ข้างหน้า

……………………………………………………………………..

5 ธันวาคม 2557

00.05 น. แวะปั๊มครั้งแรก ช่วงเวลาที่งัวเงียแต่อยากรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เป็นช่วงที่ทรมานจิตใจนิดหน่อย

รู้สึกเหมือนเพิ่งงีบไปนิดเดียว อยากให้เป็นงีบยาวๆจัง ร่างกายเรียกร้องให้พักผ่อน ช่วงนี้อะไรๆเหมือนจะเหนื่อยเกินไปหน่อย  อากาศบนรถทัวร์หนาวจนทำให้เริ่มหวั่นอากาศบนยอดภูตามประสาคนขี้หนาว กลัวว่าถ้าหนาวเดินไปเสื้อแจ๊กเก็ตตัวที่หยิบมาจะไม่ช่วยอะไร ทำไมเราไม่ค่อยพร้อมเลยนะ

หลังรถขับออกมาหน่ยก็เจอป้ายทับกวาง อ้อ เราอยู่ที่จังหวัดสระบุรีกันแล้ว :)

04.13 น. แวะปั๊มอีกแล้วล่ะ

คืนนี้ นอนไม่ค่อยหลับ ไม่รู้ว่าเพราะตื่นเต้นหรือเพราะเรานั่งแถวสุดท้ายเป็นครั้งแรก แต่มองในอีกมุมนึง เราก็ควรจะหัดตื่นตี 4 ด้วยความหวังว่าวันรุ่งขึ้นจะตื่นมาดูดาวด้วยความสดชื่น ทั้งๆที่รู้ทั้งรู้ว่าอาทิตย์ที่ไปเป็นคืนวันเพ็ญ ดาวอาจจะไม่สวยสักเท่าไหร่

ดูจากป้ายของปั๊ม (ในระยะไกล) ทำให้รู้ว่าเราถึงอ.เมือง จ.ชัยภูมิแล้ว แต่อีกนานแค่ไหนนะกว่าเราจะเดินทางถึงอุทยานแห่งชาติ แล้วจ.เลยอยู่ติดกันจังหวัดไหนบ้างนะ อยากเก่งภูมิศาสตร์กว่านี้สักหน่อย

อากาศข้างนอกอยู่ที่ 24 องศาซี ที่ปั๊มมีรถมาจากทุกจังหวัดเลยล่ะ เหมือนหลายๆคนก็มาเที่ยวภูกระดึงเหมือนเรา เหมือนใครๆก็อยากมีความสุขกับวันหยุดยาว ตั้งแต่ออกเดินทางมา เรายังไม่เห็นดาวเลยล่ะ อันนี้เสียใจนิดๆ และกลัวว่าบนยอดภูจะไม่มีดาวให้ยลโฉม แต่อย่างที่บอก ก็มาเที่ยวทำไมวันเพ็ญล่ะ 555+

05.57 น. แวะปั๊ม (บ่อยจัง) สวัสดี อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น

เราตื่นเต็มที่แล้ว ดีใจที่ร่างกายตอบสนองกับจิตใจได้ดีในเช้าวันนี้ บอกตัวเองว่า วันนี้เราจะได้เห็นแสงแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนใคร

06.07 น. ทางทิศตะวันออกเริ่มสว่าง ท้องฟ้าเริ่มมีปฎิกิริยากับแสงอาทิตย์แล้ว อุณหภูมิ 23 องศาซี บ่งบอกว่า วันนี้อากาศน่าจะไม่หนาวสักเท่าไหร่ เช้านี้เมฆค่อนข้างเยอะ บรรยากาศครึ้มๆ ในใจเริ่มกลัวฝนมากกว่าอากาศหนาวขึ้นมาแว้บนึง (เจ้าคาโมเมะ(กล้อง) ไม่มีอุปกรณ์กันฝนนี่นา) รถทัวร์ของเรามุ่งหน้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทำให้พระอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงจากขอบฟ้าอยู่เฉียงไปทางท้ายรถ เป็นครั้งแรกๆที่เราพยายามหาทิศทาง ขอบคุณการปั่นจักรยานที่ทำให้รู้สึกว่าทิศเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับชีวิตในระดับหนึ่ง

และแล้วเวลาก็ล่วงเลยมาจน 6.30 น. พวกเราเลี้ยวเข้าอ.โนนหัน จ.ขอนแก่น พระอาทิตย์ก็ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ท้องฟ้าวันนี้ไม่ค่อยโอเคเอาซะเลย หรือว่าวันนี้คุณพระอาทิตย์จะแกล้งกันซะแล้ว

6.45 น. พวกเรามาถึงผานกเค้า

แวะทานข้าวมื้อแรก ข้าวราดแกงที่ บขส. เริ่มต้นที่ 40 บาท นี่ยังไม่ขึ้นภู อาหารก็แข่งกันแพงเสียแล้ว

7.52 น. เลี้ยวเข้าถนน 2019 ถึงอ.ภูกระดึง จ.เลยแล้วล่ะ มองไปทางไหนก็มีแต่คำว่า “ภูกระดึง” เรารู้สึกได้เลยว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นๆ เรามีความสุขจริงๆนะ

อากาศยังอยู่ที่ 22 องศาซี (นี่ดูอุณหภูมิตลอด) แอบเห็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆตามทาง พวกรหัสโทรศัพท์ (042) รหัสไปรษณีย์ (42180) และบรรยากาศน่ารักๆ ตึกรามบ้านช่องน่าหยุดถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกจริงๆ

เช้านี้ ไม่แน่ใจว่าเมฆลอยต่ำ หรือว่าเราอยู่สูง(กว่าปกติ) แต่มุมเมฆตรงยอดภูสวยดี เมฆเป็นชั้นๆ สวยนะ หลงรักเลยล่ะ

7.59 น. สวัสดี อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

หลังจากรถทัวร์จอดนิ่งสนิท พวกเราก็ทยอยลงจากรถมารับกระเป๋าเดินทาง พี่โย พร้อมด้วยพี่ต๋อง แจกเอกสารประกอบการเดินทาง และชี้แจงรายละเอียดการเดินทาง พร้อมทั้งแจกนมที่ให้สปอนเซอร์แก่ชมรมของเรา (ขอบคุณนมไทย-เดนมาร์คมา ณ ที่นี้)

การเดินทางขึ้นภูกระดึงมีทางเดียวคือ “เดิน” ระยะทางขึ้นเขาประมาณ 5.5 กิโลเมตร และเดินทางราบอีก 3.5 กิโลเมตรเพื่อไปจุดกางเต้นท์ ส่วนสัมภาระ จะแบกขึ้นไปเองหรือจะจ้างลูกหาบก็ได้ (ค่าบริการอยู่ที่กิโลกรัมละ 30 บาท) อุปสรรคเล็กๆน้อยของวัน คือ ตอนที่ไปถึงนั้นลูกหาบหมด ทำให้อาสาส่วนใหญ่ต้องแบกของขึ้นไปเอง ถือเป็นเรื่องเหนือการคาดหมายของวันเลยล่ะ พี่โยย้ำแค่ว่าให้ขึ้นไปถึงก่อนหนึ่งทุ่มตรง เพราะจะมีกิจกรรมช่วงสองทุ่ม แล้วการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ตอน 9 โมงเช้า

หลังเดินไปได้ประมาณชั่วโมงครึ่ง เราก็ถึงซำแฮก(หอบแฮกเลย) ซึ่งเป็นซำแรกที่ได้พัก บรรยากาศจากซำนี้ ทำเอาหายเหนื่อยไปได้เยอะ ใบไม้ร่วง จินตนาการว่าอยู่เกาหลียังไงอย่างงั้น และทีมเราก็แวะทานน้ำแข็งใส ราคา 20 บาท

DSC_0044141205

ต่อจากนั้นเราก็เดินทางราบประมาณ 700 เมตรถึง ซำบอน ต่อด้วยทางชันอีก 200 เมตร ถึงซำกกกอก

และทางชันอีก 140 เมตร (อันแสนยาวไกล) ถึงซำกอซาง ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มสวยแล้ว แดดเริ่มออก เมฆเป็นปุยๆ

จากนั้นเจอทางชันมากๆ ไปพร่านพรานแป 440 เมตร และเดินยาวๆผ่าน ซำกกหว้า ซำกกไผ่ (ต้นไผ่เยอะสมชื่อเลยล่ะ) และไปหยุดพักที่

ซำกกโดน

ซำนี้บรรยากาศโดนใจ เราแวะทานข้าวมื้อเที่ยวกันที่ซำนี้ ข้าวไข่เจียว ราคาอยู่ที่ 50 บาทแล้วล่ะ น้ำแข็งแก้วละ 10 บาท และโค้กเล็กขวดละ 30 บาท หลังเราแอบชิมส้มตำของพี่ที่บังเอิญร่วมวงทานข้าวกัน รสชาติส้มตำที่นี่ไม่หวานเท่ากทม. ออกไปทางรสเค็มและเผ็ด (ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็น “รสดี”) หลังจากนั้นเราก็เดินผ่านซำแคร่และผ่านทางชันชุดสุดท้ายถึงหลังแปราวๆ 15.30 น.

เรานั่งพักกันที่หลังแปสักพัก ก็เดินทางไปที่พัก ไม่อยากจะเชื่อว่าทางราบ 3.5 กิโลเมตรที่ต้องเดินนั้น ทำให้ร่างกายเพลียกว่าทางเดินขึ้นเขาเสียอีก อาจจะเพราะเราไม่รู้ว่า เมื่อไหร่จะถึงที่พักเสียที กระเป๋าที่เบาเมื่อตอนขึ้นภูมา ตอนนี้เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ

พอถึงที่กางเต้นท์ พี่ต๋องเป็นคนเช็คจำนวนอาสาที่มาถึง ก็ทำให้รู้ว่า เรามีถึงเป็นคนท้ายๆ ในเวลาไม่นานตรงนั้นก็ได้เจอกับพี่เล็กที่กำลังรวมเพื่อนๆไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ผาหมากดูก เราวิ่งเอากระเป๋าไปเก็บที่เต้นท์แล้วรีบทำเวลากึ่งวิ่งกึ่งเดินไปให้ทันพระอาทิตย์ตกดิน

แต่สุดท้ายเราก็มาถึงทันพระอาทิตย์ลับขอบฟ้านะ อากาศตรงผาค่อนข้างเย็น ฝั่งตะวันตกมีอาทิตย์ตกดิน ฝั่งตะวันออกมีพระจันทร์เปล่งความงามริมขอบฟ้า วันนี้เป็นวันที่สวยงามจริงๆ

ตอนเดินกลับที่พัก ท้องฟ้าประดับด้วยเมฆและดวงดาว  ถึงดาวจะไม่เยอะแต่ก็สวยงาม มีหิ่งห้อยบินพอให้เราตื่นเต้นได้เป็นระยะๆ ขอบคุณแอร์ที่เดินมาเป็นเพื่อน

กลับมาถึงที่พักไม่เท่าไหร่ เราก็แอบไปหม่ำมาม่าคัพ (30 บาท น้ำตาจะไหล) และไปแอบดูบรรยากาศจุดเทียนชัยถวายพระพร ก่อนมีการประชุมแนะนำตัว และกิจกรรมสร้างสัมพันธ์ (แบ่งกลุ่มตามกลุ่มเดือนแล้วให้เล่าเกี่ยวกับความรักครั้งแรก)

ไดอารี่วันแรกเราจบที่เวลา 20.27 น.

เราควรจะไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ตื่นเช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้น

ตอนนี้ real feel 16 c

(ตอนตี 1 วันที่ 6 ธันวาคม real feel 10 c)

ตอนที่ 2 [Kuk’s diary] อาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง 5-7 ธันวาคม 2557 (วันที่สอง) http://wp.me/p3hcuH-gB

ตอนที่ 3 [Kuk’s diary] อาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง 5-7 ธันวาคม 2557 (วันสุดท้าย) http://juicewave.wordpress.com/2014/12/12/kuks-diary-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%81/

 

[Kuk’s diary] ทาเคะมารถไฟ

เมื่อสองอาทิตย์ก่อน เราพาทาเคะกลับมานอนที่บ้าน

การปั่นจักรยานจากจุฬาฯ มาแจ้งวัฒนะ น่าจะเข้าข่ายน่ากลัวมากกว่าสนุกไปนิดหน่อย บวกกับวันเสาร์นี้ จะไปปั่นจักรยานช่วงเช้า (ทาเคะไม่มีไฟท้าย ทำให้ปั่นตอนเช้ามืดไม่ได้) เราเลยตัดสินใจพาทาเคะกลับมาจุฬาฯ ด้วยรถไฟฟ้า

การเดินทางเริ่มต้นง่ายๆด้วยการอุ้มทาเคะนอนไปกับรถกระบะของพ่อ และอ้อนให้พ่อพาไปส่งบีทีเอสสถานีไหนก็ได้ที่พ่อขับผ่าน

พ่อพาเราไปหย่อนที่สถานี วุฒากาศ เอาทาเคะขึ้นบันไดไปกางตรงทางเข้าสถานี แล้วแจ้งรปภ. ว่ามีจักรยาน ก่อนจะพาทาเคะผ่านประตูเข้าไป

ตอนแรกจะเอาทาเคะขึ้นบันไดเลื่อน แต่คนที่ใช้บริการรถไฟฟ้าเช้าวันหยุดค่อนข้างเยอะ เราเลยตัดสินใจยกทาเคะขึ้นทางบันได ตอนนี้เราอุ้มทาเคะเก่งขึ้นแล้วนะ :)

พอขึ้นไปยืนรอรถไฟฟ้า จำได้ว่าเคยอ่านผ่านๆในเว็บไซด์ว่าควรจะไปทางหัวขบวน เลยพาทาเคะไปรอตรงทางเข้าของหัวขบวน และหวังว่าในรถไฟฟ้าขบวนที่จะไปนั้น หัวขบวนจะมีที่ว่างให้ทาเคะไปด้วย

แล้วรถไฟฟ้าก็เทียบสถานี

ประตูเปิดออก เราเข็นทาเคะเข้าไปยืนด้านใน เอาทาเคะพิงเราเอาไว้ แล้วเราก็พิงผนังรถไฟไว้ ขยับทาเคะให้ใช้ที่น้อยที่สุด

พอจัดแจงทาเคะเสร็จเราเพิ่งเห็นสายตาคนบนรถไฟฟ้าไม่น้อยเลยที่มองมาที่ทาเคะและเรา เราไม่ค่อยแน่ใจกับสายตาที่มองมาที่จักรยานคันน้อยสักเท่าไหร่ เขาจะคิดว่าเจ้าตัวเล็กเกะกะหรือเปล่า หรือจะคิดว่าทาเคะน่ารัก หรือจะคิดว่าทำไมต้องเอาขึ้นมาบนรถไฟฟ้า เรารู้ว่าหลายๆคนไม่ได้มองจักรยานในด้านบวก อันนั้น เราต้องยอมรับ

เรายิ่งกังวลกับทาเคะที่ขยับไปมาตามรถไฟฟ้า เรากลัวจะไปกระแทกโดนใครเข้าแล้วจะเกิดปัญหา เราเลยตัดสินใจมองออกไปที่หน้าต่างของรถไฟฟ้า สมมติเอาว่าท้องฟ้ากำลังคุยกับเรา

รถไฟฟ้าทำเวลาได้ดีในเช้าวันนี้ เราถึงสถานีสยามเร็วกว่าเวลาที่คิดเอาไว้

ยังดีที่เราได้ที่จอดฝั่งขวา พอถึงสถานีสยาม ประตูเปิดตรงหน้าทาเคะพอดี เราพาทาเคะออกมาจากขบวนรถไฟ เดินลงไปตามทางปกติที่มาทำงาน ภารกิจที่เหลือคือ พาทาเคะไปฝากเอาไว้

การยกทาเคะที่กลายเป็นเรื่องปกตินั้น ทำให้การเดินทางของเรากับทาเคะเป็นไปอย่างรวดเร็วและง่ายขึ้น เรายกทาเคะลงมาตรงหน้า Digital gateway ก่อนปั่นไปออกถนนพญาไทแล้วปั่นไปจอดตามแผน

วันนี้เราปรับเบาะทาเคะสูงกว่าปกติ แต่ก็ทำให้ปั่นง่ายขึ้นเยอะ ทาเคะมักอยู่ที่เกียร์ 5 และเบาะอยู่ในระดับขอบกางเกงของเรา พอปรับเบาะสูงขึ้นมาอีกนิด (เหยียดขาสุดพอดี) เราปั่นได้เร็วขึ้นเยอะเลย (อันนี้ไม่แน่ใจว่าใช่ข้อดีหรือเปล่า) รวมๆ วันนี้ปั่นไปแค่ 6 นาที กับระยะทางแค่ไม่กี่กิโลเมตร พอล็อกทาเคะเข้ากับที่จอดเรียบร้อย เช็คความเรียบร้อยนิดหน่อย เราก็ออกมา

 

ออกมาได้ไม่นาน …

“คิดถึงทาเคะ”

แว่วดังเข้ามาในความรู้สึก

[Kuk’s Diary] กลับบ้านกันเถอะ

“ทาเคะอยากไปไหน”

“ทาเคะอยากกลับบ้าน”

“ไปได้นะ แต่เราไม่รู้ทาง”

“ไปได้สิ ถ้าไปไม่ถูก ก็พับทาเคะแล้วโบกแท๊กซีเอา”

“อื้อ”

เดิมทีวางแผนจะพาทาเคะไปสวนรถไฟ อยากไปปั่นกินลมชมวิว ไม่ต้องฟ่าฟันกับรถบนถนนแบบที่เราพาไปบุกมาตลอดเวลา แต่แผนเป็นต้องพับไปเมื่อเรา (เน้นว่าเรา ไม่ใช่ทาเคะ) เสียใจกับเหตุการณ์นึงเมื่อช่วงบ่าย แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะไม่ได้กระทบความรู้สึกมากเท่าทุกๆครั้ง แต่ก็ทำให้เราอยากปั่นไปไกลๆ อยากปั่นไปให้ลืมสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น …

เราเข็นทาเคะออกมาจากที่จอด คิดเล่นๆว่าพาทาเคะไปเที่ยวท่าพระจันทร์ ก็น่าจะดี วันนี้มีละครเวทีวารสาร ธรรมศาสตร์ เผื่อจะได้เจอรุ่นน้องที่ไม่ได้เจอกันมานาน แต่พอถึงถนนใหญ่ เรากลับปั่นไปทางพญาไท แบบไม่มีสติ งั้นไปไหนดีล่ะ … ทาเคะบอกว่ากลับบ้าน เราก็กลับ

เรามุ่งหน้าไปทางบีทีเอสพญาไท แล้วเลี้ยวซ้ายตรงซีพีทาวเวอร์ มุ่งหน้าสู่กระทรวงการต่างประเทศ ถนนช่วงตรงนี้ ปั่นยากนิดหน่อย มี 4 เลน ปั่นตรงไปเรื่อยๆ ต้องเข้า 2 เลนขวาเพื่อเลี้ยวขวา ซึ่งเราเข้าขวาไม่ทัน (รถขับกันเร็วจนน่ากลัว) เราถึงแยกช่วงติดไฟแดงพอดี เลยตัดสินใจเข็นจักรยานข้ามแยกไปทางขวา แล้วกลับรถหน้ากระทรวงการต่างประเทศ ก่อนวิ่งเลียบถนนไปจนเลี้ยวเข้าประดิพัทธ์ แล้วเลี้ยวเข้าประชาชื่น ซึ่งเป็นเส้นทางที่กำลังก่อสร้าง ตรงไปอีกหน่อยก็เข้าสถานีรถไฟบางซื่อ แล้วเลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานเพื่อจะเลี้ยวขวาเข้าถนนเลียบคลองประปา (่ช่วงนี้ รถค่อนข้างเยอะและเบียดกันมาก พอขึ้นสะพานไปจะมีรถจากซ้ายและขวาวิ่งทางตรง ถ้าปั่นไปต้องระวัง เพราะตรงแยกนี้มีอุบัติเหตุเป็นประจำ) หลังจากเลี้ยวขวาแล้วก็ปั่่นเลียบถนนประชาชื่น มาจนกระทั่งถึงแยกพงษ์เพชร ก่อนตรงข้ามแยกเพื่อตรงไปแจ้งวัฒนะ ทางเลีบยคลองประปาเป็นถนนสี่เลน จนมาเบียดเหลือสองเลนช่วงใกล้ถึงถนนแจ้งวัฒนะ เราไม่พาทาเคะลงไหล่ทาง ล้อทาเคะไม่เหมาะกับทรายจริงๆนะ ทาเคะลื่นเป็นประจำ

เมื่อทะลุมาสู่ถนนแจ้งวัฒนะ ตอนแรกตัดสินใจจะกลับรถใต้สะพาน แต่รถค่อนข้างเยอะ และขับเร็ว (ขับเร็วกันตลอดเลย) เราเลยยกทาเคะขึ้นสะพานลอย

เรายกทาเคะไม่ค่อยไหว (ถึงจะบอกใครต่อใครว่ายกได้ก็เถอะ 555) มีคนเคยสอนวิธีเอาทาเคะพาดบ่า จะช่วยให้ยกทาเคะได้ง่ายขึ้น แต่พอลองยกแล้ว ทำไมพาดไม่ได้ก็ไม่รู้ เลยยกแบบงงๆ ขึ้นสะพานไป จริงๆแล้วเราก็อุ้มทาเคะไหวนะ :)

หลังจากข้ามสะพานมาด้วยกัน ก็ปั่นอีกห้านาทีก่อนจะพับทาเคะใส่ลิฟต์ และพามาจอดในห้อง

ทาเคะได้มาเที่ยวบ้าน ทาเคะนอนนิ่งๆอยู่ข้างๆ เป็นครั้งแรกที่ทาเคะอยู่ด้วยตอนเขียนบล๊อก :)

อีกเรื่องที่สำคัญ คือ วันนี้เป็นวันที่เราปั่นทาเคะมาครบ 1 เดือนพอดี

อยากอยู่กับทาเคะไปอีกนานๆ แต่ว่าอีกไม่นานทาเคะก็ต้องกลับไปอยู่กับป๊ะป๋าของทาเคะแล้ว เราคงจะคิดถึงทาเคะน่าดู :’)

รักทาเคะนะ

[Kuk’s Diary] พาทาเคะไปสอบ ทาเคะพาไปสอบ

เช้าวันเสาร์

นาฬิกาปลุกตอนตีห้าครึ่ง (กดปิด หัวทิ่มลงกับหมอน)

นาฬิกาปลุกตอนตีห้าสี่สิบห้า (กดปิด เดินมาหัวทิ่มที่โซฟา)

นาฬิกา… หกโมงเช้าแล้ว ร่างกายยังงัวเงียแต่ต้องลุกแล้ว

วันนี้มีสอบช่วง 8 โมงถึง 11 โมง ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

หลังจากลองวาดแผนที่ใน google map เรียบร้อยแล้ว ก็ทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า ระยะทางที่ต้องปั่นไปอยู่ที่ประมาณ 5.4 กิโลเมตร

ถ้าไม่หลงทาเคะคงใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที

เส้นทางที่เลือก อาจจะดูอ้อมไปนิดนึง แต่เป็นเส้นทางที่เคยปั่นผ่านครั้งนึง (เมื่อเดือนก่อน) และเคยนั่งรถผ่าน(เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ทางขาไป ปั่นไม่ยากมาก (มั้ง) แต่กังวลตอนข้ามแยกวิทยุนิดหน่อย ตอนแรกวางแผนจะจูงข้าม หรือไม่ก็จูงลง mrt เพื่อความปลอดภัย แต่สุดท้ายก็ปั่นข้ามแยกเอา

 

เราเดินทางถึงจุฬาฯ ประมาณ 7.30 น. กว่าจะไปรับทาเคะ ก็เกือบ 7.45 น. เช้านี้รถเมล์ทำเวลาไม่ดีเอาซะเลย

เราปั่นออกจากจุฬาฯ เข้าถนนพญาไทตามที่วางแผน แล้วเลี้ยวซ้ายตรงจามจุรีสแควร์ เราปั่นตรงไปเรื่อยๆ พอถึงแยกแรก (เลี้ยวเข้าอังรีดูนัง) ก็โดนรถเบียดซ้าย ทำให้ต้องเลี้ยวซ้ายก่อนไปกลับรถกลับเข้าถนนเส้นเดิม ตรงนี้น่ากลัวมาก ตอนแรกเรางงเลนว่าเลนไหนตรงเลนไหนเลี้ยว (ปกติเราจะต้องมองป้ายไกลๆก่อนเร่งเข้าเลนที่ต้องไป) พอเราจะเข้าเลนที่สองเพื่อจะตรง มีรถเลนขวาเบียดซ้ายเข้ามา ตอนนั้น ไม่่รู้ว่าทาเคะหรือเราตกใจมากกว่ากัน แต่ก็ต้องไหลตามรถคันนั้นออกซ้ายไปด้วย

พอกลับมาสู่ถนนเส้นเดิมได้ ก็ปั่นชิดซ้าย ตรงไปถึงแยกวิทยุ (เลี้ยวขวาได้ 2 เลน) แล้วก็เลี้ยวขวาเข้าสาธรใต้ ถนนเส้นนี้มีเลนจักรยานนะ แต่…ที่เส้นนี้เองที่เราโดนแท๊กซีปาดหน้ารับผู้โดยสารหลายครั้ง ทำให้ต้องระมัดระวังกว่าเดิม

ทาเคะปั่นเข้าซอยไปตามทางที่คิดไว้ (แอบดู google streetviewมาก่อนแล้ว) ไม่นานก็ถึงมหาลัย จอดถามรปภ. ว่าจอดจักรยานไว้ตรงไหนได้บ้าง รปภ. เลยให้ล็อกไว้กับรั้วเหล็กหลังป้อม พี่เขาบอกว่าจะดูให้ (ขอบคุณพี่รปภ. นะคะ)

 

ขาไปทาเคะปั่นไป 15 นาที ความเร็วเฉลี่ยของทาเคะดีขึ้นเรื่อยๆ เรารู้สึกเหมือนเข้ากับทาเคะได้มากขึ้นทุกครั้งทึ่ปั่น

ขากลับ ตื่นเต้นกว่าขามา เราไม่ได้วางแผนเส้นทางขากลับไว้ คิดแค่ว่า ปั่นตามทางเดิมที่มาก็คงได้ แต่… ทางขากลับปั่นยากมากๆ เริ่มจากพอปั่นออกจากซอยมาถึงถนนใหญ่ ต้องชิดขวาเพื่อกลับรถ (การปั่นข้ามถนนสี่เลนที่มองหาไฟแดงไม่เจอ ไม่ใช่เรื่องสนุก) พอดีได้จังหวะที่รถสองแถวออกจากซอยแล้วออกขวาเหมือนกัน เลยอาศัยให้พี่เขากันรถให้ พอกลับรถมาวิ่งเข้าซ้าย เลี้ยวซ้ายกลับมาถนนเส้นเดิม ปรากฏว่าฝั่งขากลับ ทางแยกปั่นยากขึ้นกว่าขามา เพราะเลนเลี้ยวซ้ายส่วนใหญ่จะกินสองเลนซ้าย แถมรถเมล์ก็วิ่งเร็วในช่องกลาง (พี่ๆไม่รับผู้โดยสารกันหรือคะ แง้) เราเลาะไปเรื่อยๆ จนกลับมาถึงจุฬาฯ ได้ ระหว่างทางมีเสียงบีบแตรไล่บ่อยๆ ทั้งๆที่เราคิด(เอง)ว่า ก็ปั่นเร็วและปั่นถูกเลนแล้วนะ 5555

 

พาทาเคะกลับไปส่งที่จอด มีแอบเเย่งที่จอดจักรยานกับจักรยานพับอีกคันนึงด้วย เพราะมีเหลือช่องเดียว ^^”)

 

วันนี้ เป็นครั้งแรกที่ปั่นจักรยานไปสอบ เดินทางง่ายและเร็วกว่าเพื่อนๆหลายคน ชอบโมเม้นที่ไม่ต้องไปรอรถเมล์

ทาเคะได้ลองเปลี่ยนเส้นทางบ้าง แต่วันนี้ต้องไปโดนปาดหน้าหลายครั้ง คงจะมีสีสันในการปั่นขึ้นหน่อย (ไม่ต้องบ่อยนะ เค้ากลัว)

แต่วันนี้ตอนสอบเหงื่อชุ่มตัวเลย เพราะไปถึงจวนเวลา กว่าจะเปลี่ยนชุด กว่าจะขึ้นไปถึงห้องสอบ ขาสั่นหมดเลย 5555

ชอบจัง รู้สึกร่างกายได้ออกแรงทำอะไรหลายๆอย่างในวันเดียวกัน

 

พรุ่งนี้ ถ้าไม่ขี้เกียจจะอัพอีกโพสนึง เพราะเป็นวันสำคัญของทาเคะ แต่ถ้าขี้เกียจก็ไว้ก่อนละกันเนอะ ^^)

ขอให้ทุกคนสนุกกับการปั่นจักรยานค่ะ

[Kuk’s Diary] ปั่นจักรยานถวายพระพรในหลวง กับชมรมจักรยานจุฬาฯ

“วันอาทิตย์นี้ มาปั่นจักรยานกันนะ”

เช้าวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน 2557 กลุ่มจักรยานจำนวนหนึ่งรวมตัวกันบริเวณหน้าลานพระบรมรูปสองรัชกาล ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บรรยากาศช่วงเช้า ผู้คนบางตา บางคนปั่นมาจากบ้าน บางคนเอาจักรยานส่วนตัวขึ้นท้ายรถมา บางคนมายืมจักรยานปันปั่น ที่โครงการฯ จัดเตรียมไว้ให้ … เช้านี้ จะต้องสนุกแน่ๆเลย

เราออกเดินทางจากบ้านตั้งแต่ ตีห้ากว่าๆ และเพราะบ้านค่อนข้างไกลจากจุฬาฯ บวกกับเส้นทางการปั่นจากบ้านไปถึงปลายทางนั้นทำได้ยาก เราเลยตัดสินใจจอดทาเคะไว้ที่จุฬาฯ (เหมือนทุกครั้ง) เรามาเจอทาเคะช่วงหกโมงนิดๆ ทั้งๆที่นัดทาเคะไว้ตอนหกโมง ถ้าทาเคะบ่นได้ คงจะต่อว่าที่มาสายไปเกือบครึ่งชั่วโมง เราปั่นออกจากที่จอดรถ ไปถึงจุดรวมพล สังเกตเห็นว่ามีเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องๆ ใส่เสื้อสีชมพูมากันประมาณ 20 คนแล้ว เราคิดในใจเยอะดีจัง เยอะกว่าทริปที่แล้วแน่ๆ

โครงการที่เรามาปั่นวันนี้ ชื่อเต็มๆยาวๆ คือ “โครงการจุฬาฯ รวมใจปั่นจักรยานถวายพระพรในหลวง” จะเป็นการปั่นจักรยานจากจุฬาฯ ไปยังโรงพยาบาลศิริราช ถวายพระพรในหลวง และปั่นจักรยานกลับมาที่จุฬาฯ ระยะทางรวมประมาณ 18 กิโลเมตร การเดินทางครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหลายๆฝ่าย โดยมีน้องชมรมจักรยาน จุฬาฯ เป็นผู้รับผิดชอบจัดเส้นทางและกิจกรรม (เป็นกิจกรรมแรกๆของน้องเลยล่ะ)

เราได้รับหน้าที่ให้ล่วงหน้าไปเตรียมที่จอดรถจักรยานที่ศิริราช

ขาไป

เราตั้งใจจะปั่นทางเดียวกับทริป แต่เนื่องจากเส้นทางของทริปนี้จะต้องปั่นขึ้นสะพานปิ่นเกล้า และเราคิดว่าอาจจะอันตรายเกินไปสำหรับทาเคะ เลยตัดสินใจเปลี่ยนเป็นนั่งเรือข้ามฟากไปแทน

เราปั่นไปจนถึงสวนรมมณีนาถแล้วเลี้ยวเข้าซอยข้างสวน ก่อนไปกลับรถตรงเข้าเสาชิงช้า แล้วเลี้ยวเข้าถนนดินสอ ก่อนจะวิ่งไปออกถนนราชดำเนิน แล้วเลี้ยวเข้าธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ก่อนข้ามฟากจากท่าพระจันทร์ไปท่ารถไฟ

การปั่นจักรยานเช้าวันอาทิตย์ ไม่เคยทำให้เหงาเลย ตลอดทางมีกลุ่มจักรยาน หรือบางคนปั่นคนเดียว แวะทักกันเสมอๆ บางทีเราก็อยากทักคนอื่นก่อนบ้าง แต่หลายๆครั้งก็อายที่จะต้องคุยกับคนแปลกหน้าก่อน ><) เช้านี้ที่สนามหลวง มีจักรยานหลายคันเริ่มมาปั่นออกกำลังกายกันแล้ว ทั้งๆที่ยังไม่เจ็ดโมงเช้า ทุกคนดูมีความสุขกับกิจกรรมของเขา เราก็มีความสุข :)

 

หลังจากเดินทางถึงศิริราช ก็ประสานกับพี่รปภ. (ขอบคุณพี่สมชายมากๆค่ะ) เพื่อจัดเตรียมที่จอดรถจักรยาน เช้านี้มีปัญหาเรื่องที่จอดจักรยานนิดหน่อย เพราะตอนแรกทราบจากเจ้าหน้าที่ว่าให้จอดบริเวณที่จอดรถของวัดอมรินทร์ แต่พอมาถึงหน้างาน พี่รปภ. ให้เข้ามาจอดบริเวณท่าศิริราช (หน้าตึกอำนวยการ) โดยบอกว่าตรงนี้พี่เขาดูแลได้ง่ายกว่า และใกล้กับจุดถวายพระพรมากกว่า เราตัดสินใจ (ร่วมกับน้องชมรมฯ) ในนาทีสุดท้ายว่า เราจะเปลี่ยนมาจอดด้านในกันนะ ให้น้องนำกลุ่มเข้ามาด้านในได้เลย และแจ้งรปภ.

แวบแรกที่เห็นหัวขบวนเข้าประตูศิริราชมา ทำให้อุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก น้องๆมาถึงกันแล้ว และตามมาด้วยทีมผู้บริหาร และปิดท้ายด้วยน้องประธานชมรมจักรยานฯ เมื่อมากันครบพวกเราก็ร่วมถวายพระพรร่วมกัน

IMG_2504

หลังจากถ่ายรูปร่วมกัน นักปั่นก็พักทานขนม น้ำ และนั่งพักกันสักพัก ก่อนจะออกเดินทางกลับจุฬาฯ

การเดินทางขากลับ จะเป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางขามา แตกต่างกันนิดเดียวตรงที่เราจะตรงเข้าถนนบำรุงเมือง (ไม่ต้องอ้อมไปถนนหลวง)

ขากลับ

เมื่อทุกคนออกมาเตรียมจักรยานกัน เราก็ไปรับทาเคะ (ที่จอดอยู่อย่างเดียวดาย) และเตรียมปั่นกลับ ซึ่งแน่นอนว่า เป็นการปั่นไปจุฬาฯ ที่น่าตื่นเต้นที่สุด เพราะเราจะได้ขึ้น “สะพานปิ่นเกล้า” จากฝั่งธนบุรี

สะพานปิ่นเกล้า เป็นสะพานที่แทบทุกคนบอกว่าอย่าปั่นข้ามคนเดียว เพราะอันตราย อาจจะโดนรถเฉี่ยวได้ง่าย โดยเฉพาะการปั่นจากฝั่งธน ที่ต้องปั่นข้ามแยกอรุณอมรินทร์ แล้วชิดซ้ายขึ้นสะพาน เป็นเส้นทางที่น่ากลัวเลยทีเดียว

เราออกมาด้วยเกียร์ต่ำๆ ทาเคะในวันนี้ไม่ค่อยแข็งแรง (ถึงแม้ว่าเบรกจะซ่อมมาแล้ว แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนใหม่ให้มีประสิทธิภาพดีพอจะปั่นเร็วๆได้) เราปั่นรั้งท้ายออกมา ก่อนจะแซงไปอยู่ตรงช่วงกลางของขบวน เราที่ปั่นยังไม่แข็งเท่าไหร่ พยายามดูคนข้างหน้า ที่คอยให้สัญญานบอกขบวนให้ชิดซ้าย และคอยกันรถให้เป็นตัวอย่าง เผื่ออีกหน่อยปั่นเก่งกว่านี้ ก็อยากจะช่วยคนอื่นได้บ้าง ^^

เมื่อปั่นลงสะพานอรุณอมรินทร์ลงมาแล้วก็ต้องชิดขวา (ถนนสามสี่เลน เริ่มเป็นอุปสรรคในการปั่นไม่มากก็น้อย) ตรงช่วงนี้ขบวนขาดนิดหน่อย ก่อนจะมาสมทบกันครบตรงแยกอรุณอมรินทร์ พอเลี้ยวขวาแล้วก็ชิดซ้ายเตรียมขึ้นสะพานปิ่นเกล้า ทาเคะเปลี่ยนเป็นเกียร์ 1 (เคยมีเพื่อนแนะนำตอนปั่น a day bike fest ว่าให้ปรับเป็นเกียร์ที่เบาที่สุดไปเลย) แล้วทาเคะก็เลาะริมขวาสุดของเลนซ้ายขึ้นไป เราชะลอทาเคะลงเมื่อใกล้ถึงจุดสูงสุดของสะพาน และไม่ลืมที่จะเปลี่ยนเกียร์กลับเป็นเกียร์ปกติ เราตั้งใจจะปล่อยให้ทาเคะไหลลงมาแบบไม่เบรก แต่ก็กระซิบทาเคะเบาๆว่า อย่าเร็วกว่า 28 กม./ชม. นะ กลัวทาเคะส่าย

ทาเคะลงมาด้วยความเร็วเกือบ 38 กม./ชม. ทาเคะส่าย เรามีความสุข ทาเคะเองก็น่าจะมีความสุข เป็นสะพานที่เราชอบที่สุดสะพานนึง

หลังจากนั้นอีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง จักรยานทั้งหมดก็เลี้ยวเข้าประตูจุฬาฯ และหยุดลง… จบลงอีกทริปแล้ว

ทาเคะนอนนิ่งอยู่ข้างๆจักรยานน้องชมรมจักรยานฯ ทาเคะยิ้ม เรารู้สึกได้ เรายิ้ม เรามีความสุข

ขอบคุณ

- โรงพยาบาลศิริราช

- น้องเบล ประธานชมรมจักรยานฯ (:

- โครงการปันปั่น สำหรับให้ยืมจักรยาน

- กองบังคับการตำรวจนครบาล 6

- I’m Park สำหรับน้ำดื่ม

- พี่ๆกองกิจการนิสิต (ฮือออออออ)

- ทาเคะ จักรยานที่น่ารักที่สุดในโลก ><

- เจ้าของทาเคะ สำหรับจักรยาน