[Kuk's Diary] Day 3 : A Day

ช่วงชีวิตวันอาทิตย์ของฉันเป็นช่วงชีวิตที่มักเต็มไปด้วยการเดินทาง การเดินทางของสิ่งมีชีวิตอณูหนึ่งที่เต็มไปด้วยความฝัน ความต้องการ และความเพ้อเจ้อ ช่วงเช้าของทุกวันอาทิตย์ ฉันมีนัดกับคุณครูสอนภาษาอังกฤษวัยใกล้เกษียณ เปิดคลาสสอนวิธีการเขียนภาษาอังกฤษให้สวยงาม โดนใจผู้อ่าน (ด้วยแรงดึงดูดของโลก หนังตาบนฉันมักจะร่วงมาติดกับตาล่างอยู่เป็นประจำ) ปกติ ฉันจะแบกเป้ใบเบอเร่อ กระโดดขึ้นรถเมล์สองสามต่อไปเรียนด้วยตัวเอง แต่วันนี้ ทริปของฉันแปลกใหม่ และเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าประทับใจ

 

พ่อปลุกฉันตั้งแต่ยังไม่หกโมงเช้า บอกวันนี้พ่อจะไปธุระแถวๆจรัญสนิทวงศ์ ถ้าจะติดรถไปด้วยให้ออกไปพร้อมกัน ด้วยความขี้เกียจ(โรคประจำตัว) เลยลุกจากที่นอนทั้งที่ยังงัวเงีย ร่างกายส่งเสียงประท้วงขอเวลานอนเพิ่มตามที่ควรจะได้รับในเช้าวันอาทิตย์ แม้ว่าสมองและหัวใจยังทะเลาะกันอยู่ แต่ร่างกายเดินไปให้อาหารมื้อเช้ากับปลาน้อยสองตัว คุยกับตัวเล็กได้ไม่กี่คำ พ่อก็ตะโกนมาเร่งให้รีบไป

 

รถกระบะ เคลื่อนล้อออกคอนโด เวลา 6.30 น. ไม่ขาดไม่เกิน พ่อบ่นเรื่องรถติดเหมือนทุกครั้ง (ทั้งๆที่วันนี้รถไม่ติด) นั่งรถเลียบคลองประปา ฉันต้องชะเง้อมองน้ำในคลองทุกครั้ง (น้ำที่ฉันอาบทุกวันทำไมสีมันเป็นแบบนี้) หลังจากนั้นไม่เกิน 15 นาที พ่อโยนฉันลงที่ตีนสะพานกรุงธน บอกให้หารถต่อไปสนามหลวงเอาเอง สมองเล็กๆของฉันเริ่มประมวลผล… ถ้าฉันเดินไปท่าพระจันทร์ล่ะ น่าจะไม่ไกลละมั้ง… แต่หลังจากแอบเปิด google map ดู ก็คิดได้ว่าการเดินกว่า 4 กิโลเมตรไปเรียนเป็นเรื่องบ้าบอเกินไป แต่ก็ตัดสินใจลองเดินข้ามสะพานกรุงธนดู ยังไงวันนี้มีโอกาสมาถึงตรงนี้แล้ว ใช่.. ฉันทะเลาะกับตัวเองอยู่ตรงนั้นนานกว่า 5 นาที น้องแมวมายืนมอง เอ๊ะ พี่จะไปไหน ฉันเลยเสียเวลาคุยกับน้องเหมียวอีกแป๊บนึงก่อนบอกลาแล้วเดินขึ้นสะพาน ระหว่างนั้น สังเกตเห็นพี่ๆนักวิ่ง พี่ๆจักรยาน ผ่านไปหลายคน ด้วยอัตราเร็วที่ดูบ้าพลัง แต่ฉันตั้งใจจะเดินให้ช้าที่สุด จะเก็บทุกความรู้สึก จะให้ลมบนสะพานพัดผ่านทุกความรู้สึกของฉัน พลางก็หยิบหูฟัง เปิดเพลงที่ช้าที่สุดที่มี (วนเพลงเดียวตามสไตล์คนคิดอะไรซ้ำซาก) แล้วออกเดิน…

 

บนสะพานเมื่อเช้า บรรยากาศ อากาศ แสง และเพื่อนร่วมทาง ทำให้ฉันล่องลอย ฉันแค่รู้สึกเหมือนตัวเองเดินข้ามแม่น้ำ ฉันแค่รู้สึกว่าคนที่วิ่งสวนไปเขาก็มีความสุขเหมือนฉัน แม้แต่คนที่มาตกปลาก็ยังมองแม่น้ำแล้วยิ้ม ตอนนั้นเอง ฉันเริ่มไม่แน่ใจว่า พวกเขายิ้มจริงๆ หรือหัวใจฉันยิ้มจนทำให้ทุกอย่างในโลกยิ้มตามไปด้วย เวลามีความสุขฉันมักจะก้าวเร็วขึ้น แต่สั้นลง เพลงช้าที่ฟังเริ่มไม่ส่งผลกับจังหวะการเดินแบบทุกครั้ง ฉันประหลาดใจตัวเองเหมือนกัน ที่ปลายสุดสะพาน มีศาลเจ้าสีแดงสดใสจนทำให้ต้องมองตาม มีอาม่า อาแปะ เดินเข้าไปไม่กี่คน ศาลเจ้าดูไม่ครึกครื้นเท่าที่ฉันเคยไปช่วงไหว้บรรพบุรุษ บรรยากาศเงียบเหงาอีกแล้ว ความเหงากลับมาอีกแล้ว ป้ายเล็กๆหน้าศาลเจ้า ระบุชื่อชุมชน ฉันเอาสมุดออกมาจด เป็นการ check in ว่า “ฉันมาหาแกแล้วนะ ครั้งหน้าจะมาใหม่” ฉันเดินต่อไปอีกหน่อยก็เจอป้ายรถเมล์ กระโดดขึ้นรถเมล์สายคุ้นเคยไปลงปิ่นเกล้า

ระหว่างนั่งรถเมล์ ก็ชั่งใจอยู่ตลอดทางว่าจะนั่งรถเมล์ไปลงสนามหลวงเลย หรือว่านั่งเรือข้ามฟากดี แล้วด้วยเหตุผลอะไรสักอย่างหนึ่ง (จริงๆไม่มีเหตุผล) ฉันเลือกเรือข้ามฟาก  และระหว่างทางไปศิริราช รถเคลื่อนตัวผ่านสะพานอรุณอมรินทร์ ที่เคยมาสอนหนังสือน้องๆ นึกถึงหน้าน้องต้นขึ้นมาลอยๆ เด็กผู้ชายหัวไว ฉลาดแกมโกง ขอทานข้างวัด นอนใต้สะพาน จะเป็นอย่างไรบ้างนะ วันนี้น้องจะขอตังค์ได้กี่บาท น้องจะได้ทานข้าวหรือยัง… จังหวะนั้นเกือบจะตัดสินใจลงจากรถแล้วเดินกลับไปหาน้องที่วัด แต่ด้วยเวลาที่จำกัดเลยต้องเดินทางไปตามภาระหน้าที่มากกว่าความต้องการของหัวใจ ฉันจึงหันหลังกลับ การเดินผ่านวังหลัง ตอน เจ็ดโมงนิดๆ อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เช้าไป ร้านค้าส่วนใหญ่ยังมีแต่แผงเปล่า พ่อค้าแม่ค้ายังวุ่นวายจัดแจงหาข้าวของมาขาย เช้าๆ ที่นี่ก็วุ่นวายดีนะ

กลิ่นจาโก้ย (ภาษาท้องถิ่นภาคใต้ แปลว่า ปาท่องโก๋) ลอยมา อื้อ หอมจัง เมื่อมองเห็นสีแป้งจาโก้ยที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลน่าอร่อยลอยอยู่ในกระทะที่เต็มไปด้วยน้ำมันเดือดๆ ซื้อทานสักสองคู่ดีกว่า ^^ แต่คิวที่รอทำให้ล้มความตั้งใจ ร้านนี้คงอร่อยมากแถวยาวแค่ไหนก็มีคนรอต่อแถว… ฉันยอมแพ้ให้กับความตั้งใจของประชาชนกลุ่มนี้ ฉันเดินต่อไป หยอดเหรียญ 3 บาทแล้วรอเรือข้ามไปท่าพระจันทร์

เรือมาเทียบท่าแทบทันทีที่จะฉันเดินไปถึงโปะ ฉันชอบวิ่งบนโปะ (ถึงแม้จะรู้ว่าอันตราย) ผู้โดยสารคนหนึ่งที่ข้ามมาจากอีกฝั่งสะดุดตาขึ้นมา พี่เขาหิ้วจักรยานสีขาวคันใหญ่ขึ้นเรือมา ฉันคิดว่าควรจะให้พี่เขาลงจากเรือก่อน หรือฉันควรจะขึ้นก่อน พี่เขาจะหิ้วข้ามมาได้ใช่มั้ย และสุดท้ายระหว่างที่ฉันคิดและยังตัดสินใจไม่ได่ เขาก็เหมือนหลีกทางให้ฉันกระโดดขึ้นเรือก่อน แล้วค่อยๆเข็นจักรยานออกไป ดึงดูดจัง ทำไมจักรยานคันนั้นถึงดึงดูดสายตาฉันขนาดนี้ หลังจากเรียกสติตัวเองกลับมา หยิบมือถือมาถ่ายรูปธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ (เสียงเพลงพระราชนิพนธ์ ยูงทอง เริ่มก้องในหัวแทนเพลงฝรั่งมังค่าที่ฟังอยู่) ฉันรู้สึกเป็นอิสระ ฉันยิ้ม ฉันมีความสุข….

เพื่อจะไม่ให้น่าเบื่อ(ไปมากกว่านี้) จะเล่าถึงทริปช่วงบ่ายเลยละกัน เพื่อนร่วมทริปมาถึงประมาณเกือบบ่ายสอง เดินจากธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ไปถนนดินสอ วันนี้มีนัดกับร้านอาหารมังสวิรัติที่ตั้งอยู่ตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพฯ ชื่อ ร้านอร่อย อาม่าคนขายกำลังเตรียมของก๊อกแก๊กๆอยู่ในร้าน ตั้งแต่ทานมังสวิรัติมา อาหารร้านนี้จัดว่ารสชาติเข้มข้นมากกว่าร้านมังสวิรัติทั่วไป (ปกติ อาหารมังสวิรัติจะเน้นไปทางจืดเสียเป็นส่วนใหญ่) เมนูที่ลองคือ “ก๋วยจั๊บ” เมนูโปรด รสชาติถือว่าใช้ได้ ถ้วยใหญ่เครื่องเยอะ เพื่อนคู่ใจสั่งข้าวราดจับฉ่ายและห่อหมก รสชาติก็ถือว่าโอเค (แอบแย่งเพื่อนทานไปเยอะเลย) บรรยากาศในร้าน ทำให้รู้ว่า ร้านนี้อาม่าขายแบบชิลๆ ไม่ได้เร่งรีบ ทำไปขายไป ลูกค้ามาเรื่อยๆ ร้านเงียบบ้างคึกคักบ้างตามประสา

ก๋วยจั๊บ

ก๋วยจั๊บ

จบของคาวต่อด้วยของหวานที่ร้านมนต์นมสด ร้านของหวานขึ้นชื่อของย่าน ถึงตอนนี้ก็คงไม่ต้องบรรยายความวุ่นวายในร้าน ใช่…ร้านวุ่นวายเหมือนทุกวัน แต่เราสองคนก็มุดตัวเข้าไปหาที่นั่งได้ในแว๊บแรกที่เข้าร้าน ฉันรู้สึกชนะอย่างบอกไม่ถูก ^^

หลังอร่อย อิ่ม และฟินกับอาหารไปแล้ว เดินต่อไปอีกหน่อยแวะวัดสุทัศน์ฯ กับเสาชิงช้า  หลังเข้าไปไหว้พระขอพรกันเล็กน้อยตามวิถีคนไม่ค่อยเข้าวัด ก็เดินเล่นถ่ายรูปกันเซทนึงก่อนออกมาล่านกที่เสาชิงช้า ฉันถ่ายได้แค่นกจอด ถ้าเป็นนกบิน กดชัตเตอร์ไม่ทันเลย เสียใจนิดหน่อย แต่ก็รู้ตัวเองดีว่า ไม่ได้ถ่ายรูปเก่งอะไรมากมาย โอเค ให้อภัยตัวเอง ^^ หลังไม่ประสบความสำเร็จกับนก เลยตัดสินใจเดินหาแมวเหมียวแทน (ได้แมวหลับมาหลายตัว^^) หลังจากนั้นก็ตัดสินใจเดินเลียบถนนทะลุมาทางกระทรวงมหาดไทย ไปถ่ายรูปศาลหลักเมือง ก่อนจะจบทริปที่สนามหลวง ….

วันนี้เขียนไปเรื่อยๆ แนว free-writing ไม่ค่อยมีแก่นสาร (คนเพ้อเจ้อไร้สาระแบบเรา) แต่บรรยากาศ ความรู้สึก การเดินทาง ทำให้วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่พิเศษกว่าทุกๆอาทิตย์ ขอบคุณเพื่อนร่วมทริปที่มาเติมเต็มการเดินทางครั้งนี้ (เล็งนกกันจนเหนื่อยกว่าจะได้สักตัว) ขอบคุณสถานที่แปลกใหม่ ผู้คนที่เดินผ่านไป สายลมและแสงแดด ที่ทำให้บรรยากาศการเดินมีความสุขมากกว่าเดิม ขอบคุณสมองและหัวใจที่มักจะทะเลาะกันบ่อยๆจนทำให้มีคำถามเยอะแยะมากมาย และสุดท้าย… ขอบคุณแรงบันดาลใจ ที่ทำให้ฉันออกเดินทาง :)

 

 

[Kuk's Diary] Day 2 : Postcrossing

โปสการ์ด กระดาษการ์ดหนา ด้านหนึ่งถูกบรรยายด้วยรูปภาพ อีกด้านหนึงบรรจุไว้ซึ่งความรู้สึกและความทรงจำ

ฉันเริ่มเก็บโปสการ์ดเป็นครั้งแรก เมื่อน้าสาวของฉันเดินทางไกลตามหาความฝันในดินแดนแสนไกลอย่างเยอรมนี น้าของฉันเป็นคนชอบเขียนโปสการ์ด บรรยายสภาพอากาศ บอกกล่าวเรื่องราวของผู้คน ประเพณีแปลกๆ และบางครั้งจะส่ง ประโยคเด็ดๆ มาให้ฉันเสมอ ฉันยิ้มอย่างไม่รู้ตัวทุกครั้งที่ได้โปสการ์ด (แม่กระซิบบอก) และเริ่มสะสมโปสการ์ดจากทั่วโลกอย่างจริงจังตั้งแต่ตอนนั้น

 

เริ่มแรก มักจะอ้อนเพื่อน ขอโปสการ์ดเป็นของฝากจากต่างบ้านต่างเมือง บ่อยครั้ง กลายเป็นเริ่มบังคับเพื่อนไปโดยปริยาย (แต่ก็ขอบคุณเพื่อนๆที่ส่งมาให้กันเป็นประจำ) และฉันเอง ก็เริ่มส่งโปสการ์ดเป็นงานอดิเรก…

วิธีการที่ง่ายที่สุดในการเริ่มต้นทำทุกสิ่งอย่างในโลกปัจจุบัน คือ google … และฉันก็ค้นพบเว็บไซด์หนึ่ง http://www.postcrossing.com นึกในใจว่า นี่แหละ ที่นี่แหละที่จะได้พบกับคนทั่วโลก ได้เพื่อนเป็น penpal ได้โปสการ์ดจากอีกฝั่งหนึ่งของโลก… postcrossing เป็นเว็บไซด์สื่อกลางให้คนจากทั่วทุกมุมโลกโคจรมาเจอกันได้โดย “การสุ่ม” เมื่อสมัครเป็นสมาชิกแล้ว (ฟรีด้วยล่ะ) จะมีสิทธิส่งโปสการ์ดในครั้งแรกได้ 5 แผ่น โดยทั้งหมดเว็บไซด์จะสุ่มชื่อและที่อยู่ผู้รับมาให้ ต่อมาเมื่อโปสการ์ดเดินทางไปถึงปลายทาง ผู้รับจะลงทะเบียนโปสการ์ด แล้วเราจะได้รับข้อความ(ทางอีเมล์) น่ารักๆจากผู้รับ (คนจีน คนไต้หวันจะเขียนน่ารักเป็นพิเศษ) แล้วก็จะสามารถส่งโปสการ์ดได้ใหม่ ในทางกลับกัน จะมีคนอื่น(ที่เราไม่รู้จัก) สุ่มได้ชื่อและที่อยู่เรา และส่งโปสการ์ดมาให้ =)

IMG_0749

โปสการ์ดที่มีคนใจดีส่งมา (ร่วมๆ 300 แผ่น) ยิ่งเห็นยิ่งมีความสุข ><

 วันนี้ อยากจะนำเสนอหน้าตาโปสการ์ดที่ export ไปสู่เพื่อนๆชาวต่างชาติ :)

เริ่มจากเตรียมอุปกรณ์ ฉันมักจะหาโปสการ์ดที่สวยใสตรงสเปก หรือบางคนอาจจะทำการ์ดของตัวเอง แต่ส่วนใหญ่ฉันมักจะซื้อมากกว่า ด้วยเหตุผลง่ายๆ 2 ข้อ หนึ่ง คือ เราไม่มีความสามารถด้านนี้ และสอง หลายๆคนไม่ชอบการ์ด  hand-made (ถ้าหากส่งผ่าน postcrossing ผู้รับที่ไม่ชอบการ์ดแบบนี้ จะระบุไว้เลยว่า ไอไม่เอานะ) แต่ก็มีอยู่ชุดนึงที่เราอัดรูป(ที่ไปเดินถ่ายเล่นๆ) ส่งไปให้ผู้รับ และ feedback ก็ดีมากๆ จนยิ้มไม่หุบเลย ^^

ร้านที่ขายโปสการ์ดในกรุงเทพฯ มีหลายร้าน หลายแนว ถ้าเน้นโปสการ์ดถูก แนะนำเป็นร้านที่ท่าเตียน โปสการ์ดที่นี่จะเป็นแนวบรรยากาศประเทศไทย ท้องฟ้า วัด ทะเล พระราชวัง เคยไปซื้อเขาขาย 3 ใบ 10 บาท เดินเข้าท่าเรือท่าเตียน ร้านจะอยู่ทางซ้ายมือ แม่ค้าเป็นผู้หญิงมีอายุสักหน่อย ชวนคุย แนะนำโปสการ์ดในร้านตลอดเวลา ป้าน่ารักดีนะ ลองไปอุดหนุนดูได้ ^^

อีกร้านที่จะแนะนำ เป็นร้านที่เพิ่งรู้จักเมื่อไม่นานมานี้ โดยการแนะนำของเพื่อนคนหนึ่ง “ร้านหนังสือเดินทาง” อยู่ใกล้ๆ สะพานผ่านฟ้า (เคยเดินจากธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เลียบถนนพระอาทิตย์ มาเกือบชนแยกผ่านฟ้า ร้านจะอยู่ซ้ายมือ บรรยากาศร้านน่ารัก มีโปสการ์ดวางขายหน้าร้าน จริงๆแล้ว ร้านหนังสือเดินทางเน้นขายหนังสือ และเป็นในขณะเดียวกันก็ขายกาแฟ แบบที่ฉันมักเรียกว่า “ร้านนั่งชิล” (ถ้ามีโอกาสจะเก็บรูปมาฝากในโอกาสต่อไป) โปสการ์ดที่นี่เริ่มต้นที่แผ่นละ 5 บาท โปสการ์ดมีหลายแนวหลายแบบ แนะนำให้ไปเลือกได้ตามใจชอบ (แอบกระซิบว่า เครื่องดื่มร้านนี้เน้นหวาน ถ้าไม่ทานหวานให้แจ้งตอนสั่งนิดนึง)

ฉันเป็นคนชอบตราปั๊ม และที่เป็นจุดดึงดูดความสนใจผู้รับที่สุด คือ “ตั๋วรถเมล์” ที่ผู้รับหลายๆคนมักจะส่งข้อความกลับมาขอเพิ่ม (^^”) และที่ขาดไม่ได้ คือ สติ๊กเกอร์ Airmail สีฟ้า (ขอได้ฟรีที่ไปรษณีย์ไทยทุกสาขา) เป็นสิ่งที่ช่วยแยกประเภทจดหมายให้ไปรษณีย์ไทย คุณภาพระดับโลก นั่นแปลว่า ถ้าอยากให้โปสการ์ดไปถึงผู้รับ จงแปะสติ๊กเกอร์

อุปกรณ์ผลิตโปสการ์ดของฉันเอง ^^

อุปกรณ์ผลิตโปสการ์ดของฉันเอง ^^

ต่อมาก็ขอที่ชื่อ ที่อยู่ และโค้ดของการ์ดจากเว็บไซด์…

IMG_0752

ต่อมาก็แปลงร่างการ์ดเล็กๆน้อยๆ

 

 

หน้าตาโปสการ์ดก่อนจะเขียนบรรยาย

หน้าตาโปสการ์ดก่อนจะเขียนบรรยาย

โดยส่วนใหญ่จะเขียนคำสวัสดีเป็น ภาษาไทย แล้ววงเล็บคำอ่านเป็นภาษาอังกฤษ (อันนี้ผู้รับก็ชอบ บางคนขอให้เขียนเลยด้วยซ้ำ) บรรยายสภาพอากาศเล็กน้อย เล่ารายละเอียดของประเทศไทยพอสังเขป ถ้าเป็นช่วงเทศกาลก็เล่าให้ฟังบ้าง (ล่าสุด เล่าเรื่องประเทศไทยมีรัฐประหาร แต่บอกว่าฉันมีความสุขดี ฉันไม่เป็นไร) และบรรยายถึงตั๋วรถเมล์ รายละเอียดและราคา ^^

 

POSTCROSSING PROJECT

The goal of this project is to allow people to receive postcards from all over the world, for free. Well, almost free! The main idea is that: if you send a postcard, you will receive one back from a random Postcrosser from somewhere in the world.

- http://www.postcrossing.com/about

[Kuk's Diary] Day 1 : Parting is such sweet sorrow

Parting is such sweet sorrow

Juliet:
‘Tis almost morning, I would have thee gone—
And yet no farther than a wan-ton’s bird,
That lets it hop a little from his hand,
Like a poor prisoner in his twisted gyves,
And with a silken thread plucks it back again,
So loving-jealous of his liberty.

Romeo:
I would I were thy bird.

Juliet:
Sweet, so would I,
Yet I should kill thee with much cherishing.
Good night, good night! Parting is such sweet sorrow,
That I shall say good night till it be morrow. [Exit above]

Romeo And Juliet Act 2, scene 2, 176–185 -Shakespeare

คนสิบกว่าคนเพิ่งแยกย้ายกลับบ้าน จากงานเลี้ยงส่งเพื่อนที่ทำงาน ในเวลาโอกาสที่ประจวบเหมาะกับความสามารถของเพื่อนไปถูกตาต้องใจผู้ให้สัมภาษณ์งานจนอยากดึงตัวไป บรรยากาศร้านแบบ outdoor สภาพโปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี เพลงเพราะน่านั่ง ไม่อาจลบความเศร้าที่แฝงอยู่ในพวกเราทุกคน ใช่แล้ว เราต้องจากกัน เราจะไม่มีวันพรุ่งนี้ของ “เรา” แต่จะเป็น ของ “ฉัน” และของ “เธอ”

สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำ คือ งานเลี้ยงส่งจะเป็นงานที่มีความสุขและความเศร้าปนกันอยู่มาก จนบางครั้ง การลาจากกันนั้น อาจจะเป็นความเศร้าที่แสนหอมหวาน ดังที่ Shakespeare เคยกล่าวไว้…

ฉันยืนอยู่ตรงระเบียงคอนโด ชั้นที่สิบกว่าๆ ลมข้างนอกพัดเข้ามาปะทะร่างกายฉันจนตัวสั่นเบาๆ มือข้างหนึ่งถือสมุดเล่มเล็ก มืออีกข้างจรดดินสอบรรยายความรู้สึกที่ตัวฉันมี สายตามองไปบนฟ้า “คืนนี้เมฆเยอะจัง” ใช่แล้ว ฉันกำลังคุยกับท้องฟ้า ฉันกำลังมองหาดวงดาว เพียงแต่คืนนี้เมฆเยอะ ฟ้าปิด ไม่มีดวงดาว ตัดไปที่เสียงเพลงลอยดังมาจากในห้อง เพลงที่เล่นวนอยู่เพลงเดียว ท่อน “But are we all lost stars,trying to light up the dark” ยังก้องดังในความคิด ( แปะ link เผื่อมีใครสนใจ http://youtu.be/vyT-oGDnMqE) ลมปะทะตัวเบาๆ อีกระลอกหนึ่ง ทำให้หนาวยิ่งไปกว่าเดิม

มองไปด้านหน้า เห็นแสงสีเมืองหลวง ตามประสาคืนวันศุกร์สิ้นเดือน…. หลายคนอาจจะกำลังปั่นงานก่อนได้นอนพักวันหยุดสุดสัปดาห์ หลายคนอาจจะกำลังปาร์ตี้อย่างสนุกสนาน  หลายคนอาจจะหนีแสงสีเข้าป่าขึ้นดอยขึ้นภู… ส่วนฉันมีคำพูดมากมายที่อยากจะบรรยายออกมา ฉันอยากให้พระจันทร์และดวงดาวฟังฉันที

โลกนี้มีการจากลาเกิดขึ้นทุกวัน บางคนต้องพรากจากกันช่วงเวลาหนึ่ง บางคนจำใจเดินห่างกันไปเพราะความไม่เข้าใจ บางคนโดนโชคชะตากระชากชีวิตให้ต้องไกลจากครอบครัวและคนรัก บางคนไล่ตามหาความฝันจนห่างไกลไปจากความสุข และบางคนพยายามละทิ้งความรู้สึกบางอย่าง ใช่ บางคนพยายามหนีความรัก ความเกลียดหรือความรู้สึกอื่น ไม่ว่าจะพยายามทิ้ง หรือ เป็นเพราะจำเป็นต้องลาจาก สิ่งหนึ่งที่จะต้องเกิดขึ้น (ไม่มากก็น้อย) คือ “ความคิดถึง”

ฉันยังยืนนิ่งอยู่ที่ระเบียง เอามือกอดตัวเอง (ทำไมมนุษย์กอดตัวเองแล้วไม่อุ่นนะ) ยิ้มให้ท้องฟ้าที่ไม่มีดาว ในใจหวังเพียงแค่ให้อีกฝั่งนึงของประเทศ ท้องฟ้าประดับด้วยดาว มีลมพัดเย็น มีคนอิ่มเอมใจกับท้องฟ้าและหมู่ดาวในคืนนี้…

เอามือถือออกมาเก็บภาพเล็กๆน้อยๆ ภาพที่มุมเดิม แต่บรรยากาศไม่เคยเดิมเลยสักวัน บางวันรถเยอะ บางวันรถน้อย บางวันวุ่นวาย บางวันเงียบสงบ บางครั้งชีวิตคนเมืองแบบฉัน ก็อาจจะแค่ต้องการมุมเล็กๆ ให้ชีวิตของฉันเป็นไปในแบบที่ต้องการ… ชีวิตที่เราได้ยินความคิดตัวเอง ชีวิตที่ได้อวยพรให้เขามีความสุขกับสิ่งที่เขาทำ กับสิ่งที่เขาชอบ….

IMG_0725

เวลาแสงไฟฝีมือมนุษย์ตัดกับสีดำมืดของท้องฟ้าตามธรรมชาติแล้วสวยดี แต่ฉันชอบมองดวงดาวแสงตามธรรมชาติมากกว่านะ

ปล. ฉันคิดถึงเธอนะ ดวงดาวน้อยๆของฉัน

ปล. 1 ขอบคุณแรงบันดาลใจในการเขียนครั้งนี้ (ไม่ได้เขียนอะไรแบบนี้นานแล้วนะ เขินๆเหมือนกัน )

Good night, good night! Parting is such sweet sorrow,
That I shall say good night till it be morrow.

ROMEO AND JULIET ACT 2, SCENE 2, 176–185 -SHAKESPEARE