[Kuk's Diary] Bangkok 100 km. ride overnight 2014

จักรยาน ยานพาหนะที่ใครต่อใครบอกกันว่า “ไม่เหมาะสมกับการเดินทางในกรุงเทพฯ” ด้วยโครงสร้างการคมนาคมพื้นฐานของกรุงเทพฯ หลายๆส่วนไม่เอื้ออำนวยกับการปั่นจักรยาน ทั้งพื้นถนนที่ขรุขระ มีท่อน้ำตลอดเลนซ้าย หรือการที่กรุงเทพฯ ไม่มีเลนสำหรับการปั่นจักรยานอย่างแท้จริง (ส่วนใหญ่่มีไว้ให้จอดรถยนต์ หรือบางพื้นที่ก็กลายเป็นพื้นที่ให้หาบเร่ขายของ)

เราเริ่มปั่นจักรยานมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนที่อยู่ต่างจังหวัด การเดินทางส่วนใหญ่จะใช้จักรยาน โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็นที่จะปั่นไปสนามกีฬาเพื่อออกกำลังกาย น่าเสียดายที่ไม่มีภาพจักรยานประจำตัวสมัยเด็กๆเก็บไว้สักภาพ เสียดายจริงๆ

วันที่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา เป็นวันที่เราปั่นจักรยานไปเกือบ 160 กม. เป็นการเดินทางที่ยาวนานบนจักรยานพับคันเล็กๆ…

ช่วงเช้า ปั่นจากหอเพื่อนมาธรรมศาสตร์ท่พระจันทร์ และไปปั่นกับชมรมจักรยานของจุฬาฯ ซึ่งได้เขียนไว้แล้วก่อนหน้านี้ ที่ลิ้งค์นี้ https://juicewave.wordpress.com/2014/11/04/kuks-diary-first-cycling-trip/

เกริ่นเรื่องทริป Bangkok 100 km. ride overnight 2014 นิดนึง ทริปนี้จัดโดย a day (อาทิตย์ต่อมาก็มี a day bike fest 2014 ที่มักกะสันให้เลือกซื้อเลือกชมจักรยาน) ตอนแรก ลังเลว่าจะไปปั่นดีมั้ย เพราะไม่มีประสบการณ์การปั่นจักรยานทางไกล และไม่ได้ปั่นออกถนนใหญ่มานานมากแล้ว แต่สุดท้าย ก็ตัดสินใจว่าจะไปปั่นด้วย และทำให้เกิด blog นี้ขึ้นมา :)

หลังจากจบทริปทางจักรยานลอยฟ้า ช่วงเช้า เราก็หาร้านกาแฟนั่งพัก (พักขาและแอบชาร์จแบตมือถือ) ตอนแรกเพื่อนจะมารับช่วงทุ่มครึ่ง แต่วันนั้นฝนตกหนัก ทำให้มาถึงก็สองทุ่มกว่า และจัดแจงซ่อมเกียร์ทาคะที่มีปัญหานิดหน่อย จากนั้น ก็ออกจากจุฬาฯ เดินทางไปมักกะสัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของงาน

การเดินทางไปมักกะสันครั้งนี้ ทำให้เรากลัวการปั่นข้ามทางรถไฟไปโดยปริยาย…

เราสองคน (กับเพื่อน) ปั่นออกประตูโรงพยาบาลจุฬาฯ วิ่งมุ่งหน้าไปทาง BTS ราชดำริ ก่อนตรงข้ามแยกผ่านหน้า CTW ถนนที่รถเมล์ รถแท็กซี่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ พันกันเป็นหางงู ก่อนตรงข้ามแยกไปทาง ARL ราชปรารภ และเลี้ยวขวาเลียบทางรถไฟเพื่อไปมักกะสัน ซึ่งทางเส้นนี้จะมีช่วงหนึ่งที่ตัดกับทางรถไฟ และเป็นทางรถไฟที่เราเอาตัวเองไปกองไว้ (ล้มนั่นแหละ) ตรงจุดนั้น ถนนและทางรถไฟตัดกับแบบเอียงขนานกัน ทำให้พอปั่นมาถึงตรงนั้นแล้ว ล้อจักรยานตกลงไปในช่องระหว่างทางรถไฟ เลยได้แผลที่เข่าซ้ายมา 1 แผล (=_______=)

หลังจากไปถึงมักกะสันแล้ว เราก็ไปลงทะเบียนเพื่อรับป้ายแขวนคอ แล้วเพื่อนก็จัดแจงพาไปทำแผล (เพิ่งรู้วาเบตาดีนราดแผลตอนสดๆมันแสบเหมือนกันนะ) แล้วก็รอเวลาออกเดินทาง

IMG_2204

ได้รับเส้นทางการเดินทางและ check point ทั้ง 6 จุด

ได้รับเส้นทางการเดินทางและ check point ทั้ง 6 จุด

(ภาพอาจจะไม่ค่อยชัด ขอโทษด้วยนะคะ)

check point ที่ 1 : เจริญนคร

เราออกเดินทางจากมักกะสันช่วงเกือย 4 ทุ่ม ตรงไปแยก อสมท. เลี้ยวซ้ายเข้าถ.ดินแดงมุ่งหน้าอนุสาวรีย์ชัย เลี้ยวซ้ายไปถ.พญาไท เลี้ยวขวาตรงแยกพญาไทผ่านถ.ศรีอยุธยา เลี้ยวซ้ายออกถ.ราชดำเนินผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตรงไปข้ามสะพานปิ่นเกล้าเลี้ยวซ้ายเข้าอรุณอมรินทร์ตรงเข้าไปอรุณอมรินทร์ซอย 4 ก่อนลอดใต้สะพานกรุงเทพมาตรงเข้าถ.พญาไม้เลี้ยวซ้ายเข้าถ.สมเด็จเจ้าพระยา เลี้ยวขวาเข้าถนนเจริญนคร)

ช่วงแรกของการเดินทางเป็นช่วงเวลาที่สนุกเลยล่ะ จักรยานปั่นออกพร้อมกันหลายคัน ผ่านถนนไปพร้อมๆกัน ทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และที่ชอบที่สุดคือ เวลาปั่นไปด้วยกันจะมีการเตือนเรื่องทาง เรื่องรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์แซงเป็นระยะๆ เป็นการปั่นที่ค่อนข้างอบอุ่นเลยทีเดียว

การปั่นจักรยานของเราเริ่มมีปัญหาช่วงปั่นขึ้นสะพานปิ่นเกล้า เราเริ่มเจ็บด้านบนของเข่าซ้ายที่เพิ่งล้ม เรารู้สึกว่าเข่ามีปัญหาตั้งแต่ยังไม่ครบ 15 กม. แรก เรากังวล ช่วงลงสะพานปิ่นเกล้า เราคุมทาเคะไม่ค่อยได้ รู้สึกเลยว่าจักรยานทั้งคันอยู่เหนือการควบคุม แต่ก็เอาอยู่นะ (^_____^) พอลงสะพานปิ่นเกล้ามา กลุ่มเราแวะทานข้าวที่ร้านค้าแถวๆอรุณอมรินทร์ ก่อนเดินทางไปยัง check point ที่ 1 ที่เจริญนคร

Check point ที่ 2 : สวนนาคราภิรมย์ (ท่าเตียน)

ช่วงระหว่าง check point ที่ 1 ไปที่ 2 เป็นช่วงที่ชอบบรรยากาศมากๆ อาจจะเป็นเพราะปั่นผ่านทั้งความวุ่นวายของเยาวราช (ที่ขาปั่นหลายต่อหลายคนแวะหาอาหารคาวหวานทาน) ความเงียบสงบของถนนเจริญกรุง และความสวยงามของสะพานกรุงเทพ

ภาพจากสะพานกรุงเทพ ><)

ภาพจากสะพานกรุงเทพ ><)

หลังจากออกจากเจริญนครก็มุ่งหน้าขึ้นสะพานกรุงเทพ และลงสะพานตรงไปแยกเจริญกรุง (พอถึงตีนสะพานต้องเลี้ยวลงข้างทางด้วยนะ ตรงนี้ล่ะ เราเกือบล้มอีกรอบ) แล้วเลี้ยวเข้าถ.เจริญกรุงก่อนเลี้ยวซ้ายเข้าถ.ทรงวาดไปทะลุวงเวียนโอเดียน และไปออกเยาวราช ปั่นต่อไปออกพาหุรัด เข้าแยกเฉลิมกรุง เลี้ยวเข้าถ.เจริญกรุงก่อนจะทะลุมาออก check point ที่ 2

check point ที่ 2บรรยากาศดีมากเลย อาจจะเพราะว่าเป็นสวนสาธารณะ อีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยามีวัดเป็นฉากหลัง หลังจากนั่งพักได้สักพัก ก็ฟังเพื่อนคุยกันว่า จาก  check point ที่ 2 ไปที่ 3 ไกลมาก เรานี่แบบหยิบแผนที่มาดูแทบไม่ทัน อืม check point ที่ 3 อยู่แค่ (ลากเสียงคำว่า “แค่” ให้ยาวๆ) ลาดพร้าวเอง และเริ่มออกเดินทางกันต่อ

ตอนนั้น ปั่นออกมาแล้วมีเลี้ยวผิดกันนิดหน่อยแต่ว่าก็ไปทะลุตามทางที่ต้องปั่น

เส้นทางก็คือ ออกจากท่าเตียนวิ่งมาทางสนามหลวง ผ่านหน้าธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ (มหาลัยเราตอนเช้ามืดนี่เงียบจริงๆนะ) แล้วก็ไปออกถนนพระอาทิตย์ หลังจากนี้วิ่งทางเดียวกับ รถเมล์สาย 524 ไปจนถึงจตุจักร เลยล่ะ คือ วิ่งเลียบถ.พระอาทิตย์ไปออกถ.สามเสนชนแยกเกียกกาย เลี้ยวเข้าถ.ประดิพัทธ์ ผ่านแยกสะพานควายไปออกถ.พหลโยธิน ผ่านสวนจตุจักรก่อนวิ่งข้ามห้าแยกลาดพร้าวขึ้นสะพานไปลงถ.ลาดพร้าว วิ่งตรงตามถ.ลาดพร้าว ก่อนถึง check point ที่ 3 ที่ปั๊มปตท. ลาดพร้าว

ตอนปั่นผ่านแยกลาดพร้าว เราตื่นเต้นมากเลยนะ คือถนนใหญ่มากจนงงเลน แต่พยายามดูล้อเพื่อนคันหน้าเป็นหลัก (ใช้หลักการมองล้อเพื่อนว่าอยู่เลนไหนตลอดทริปล่ะ) แล้วพอผ่านแยกก็ต้องระวังรถซ้าย  ที่ตัดมาจากวิภาวดี พอขึ้นสะพานแล้วรู้สึกเลยว่าเข่าสองข้างเริ่มไม่ไหวแล้ว แต่สะพานนี้เป็นสะพานที่สนุกดีนะ แบบไม่เคยคิดว่าจะได้ปั่นผ่านห้าแยกลาดพร้าว ได้ปั่นขึ้นสะพาน ตอนนี้นั่งรถผ่านเส้นนี้กี่ครั้งก็ภูมิใจ ><)

check point ที่ 3 : ปั้๊ม ปตท. ลาดพร้าว

นักปั่นหลายๆคนเริ่มหาเครื่องดื่มชูกำลัง และกาแฟเติมพลังให้ร่างกาย หลายๆคนเริ่มซ่อมจักรยาน หลายๆคนยืดเส้นผ่อนคลาย ส่วนเราก็ยังคุยกับเข่าตัวเองว่าจะไหวมั้ย เพราะเข่าขวาเริ่มปวดรุนแรงขึ้น หลังจากพักกันราวๆ 10 นาที พวกเราก็ออกเดินทางต่อไปจุดที่ 4 ที่ถนนสุขุมวิท (พอเพื่อนบอกว่าต้องผ่านคลองตัน นี่คือจินตนาการความไกลได้เลย)

ปั่นตรงตามถนนลาดพร้าวจนถึงแยกบางกะปิ ก่อนเลี้ยวขวาเข้าถ. ศรีนครินทร์ ตรงไปจนแยกศรีนครินทร์ -พัฒนาการ ก็พักทานแมคโดนัลกัน 1 ยก แล้วข้ามแยกไปออกถ.พัฒนาการ  (ตรงนี้ผ่าน  TNI ด้วยล่ะ มีกำลังใจปั่นขึ้นมาหน่อยนึง ><) แล้วไปออกคลองตันก่อนเลี้ยวเข้าสุขุมวิท

แยกศรีนครินทร์ -พัฒนาการเป็นแยกที่ค่อนข้างน่ากลัว เป็นถนนใหญ่หลายเลน รถขับเร็วจนจินตนาการช่วงเบรกไม่ได้ และเลี้ยวข้ามแยกมาถนนซ้ายสุดก็ยังมีหลุมด้วย ปั่นไปตื่นเต้นไป

check point ที่ 4 : Max Valu สุขุมวิท

จุดที่ 4 หลายๆคันเริ่มเติมลมยางกันแล้ว รวมทั้งทาเคะก็โดนเติมลมยางด้วย และกระเป๋าหลังทาเคะก็กระโดดไปอยู่หลังรถเรน นักปั่นหลายๆคนบอกว่าจุดที่ 5 ไม่ไกล แต่จาก 5 ไป 6 ประมาณ 25 กม. เราที่นั่งฟังเงียบๆ กำลังพยายามหลอกตัวเองว่าไม่ปวดเข่ามาทั้งทาง เริ่มหลอกตัวเองไม่ไหว เพราะเข่าขวาปวดมากไม่มีแรงเดินแล้ว

แต่ก็เป็นอย่างที่ทุกคนบอก คือจุดที่ 5 ไม่ไกลมาก ปั่นไปได้เรื่อยๆ (ช่วงนี้ความเร็วเริ่มตกแล้ว) ก็ถึงสวนเบญจสิริ

check point ที่ 5 : สวนเบญจสิริ

ที่สวนเบญจสิริ เราโดนพาไปทำแผลที่เข่าซ้ายอีกรอบ ก่อนจะไปฉีดสเปรย์เย็นๆ (ถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร) เพื่อนบอกว่าถ้าไม่ไหวก็พักเลย อย่าฝืนเพราะระยะทางที่เหลือ คือไกลมาก (เรามองแผนที่อีกครั้ง) แต่ฤทธิ์สเปรย์ที่เพิ่งฉีดไป ทำให้เข่าดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ และพี่ pr ก็โฆษณาว่าจะช่วยได้ประมาณ 2 ชั่วโมง (ว้าวววววววว) เราก็เลยตัดสินใจไปต่อ

พอออกจากสวนเบญจสิริก็วิ่งมุ่งหน้าแยกอโศก ไปออกถ.รัชดาภิเษก ถ.พระราม 4 ก่อนเข้าสาทรนิดนึงแล้วเลี้ยวเข้านราธิวาสราชนครินทร์ วิ่งตรงไปชนแยกพระราม 3 – นราธิวาส ก่อนปั่นยาวบนพระราม 3 จนถึงแยกเจริญราษฎร์ แล้วเข้าถ.เจริญราษฎร์ ตรงมาแยกสาทร-สุรศักดิ์ ปั่นเข้าสาทรอีกครั้งก่อนตรงไปเข้าถ.วิทยุ และเลี้ยวเข้าเพชรบุรี ก่อนกลับมาถึงมักกะสัน ช่วง6 โมงเช้า

คำโฆษณาที่ว่าฤทธิ์อยู่ได้ 2 ชั่วโมงไม่เป็นความจริง เข่าเริ่มปวดอย่างรุนแรงอีกครั้งตั้งแต่ยังไม่ผ่านแยกพระราม 3 – นราธิวาส หลังฝืนปั่นไปเรื่อยๆ พอเข้าช่วง 10 กม. สุดท้ายเหมือนให้กำลังเฮือกสุดท้ายปั่นเพื่อให้ชนะสิ่งที่อยู่ในใจทั้งหมด เราปั่นมาถึงมักกะสัน พอลงจากจักรยาน เรารู้สึกแค่ว่าขาเราไม่ไหวแล้ว เราพยายามพยุงตัวเอง และเอามือเกาะเพื่อนไป เรามาถึงเส้นชัยด้วยล่ะ

บรรยากาศเช้าวันอาทิตย์ สวยงามมากจนพวกเราหยุดถ่ายรูปกันนิดหน่อย สมเป็นคุณค่าที่คุณคู่ควรจริงๆ

check point ที่ 6 : มักกะสัน

IMG_2206

สุดท้ายแล้วเราก็พาทาเคะไปไม่ถึงบ้าน ต้องยอมพับทาเคะขึ้นแท็กซี่ไปหย่อนคืนเพื่อน และผลจากการปั่นอย่างหนักหน่วง ทำให้วันต่อมา ต้องไปหาหมอ ได้ยาเม็ดโตมาหลายเม็ด และได้ยาทามาหลอดนึง หมอบอกให้ประคบเย็นและหยุดปั่นอย่างน้อย 2 อาทิตย์ หรือจนกว่าเข่าจะหายเป็นปกติ

check point สุดท้าย : ความเจ็บปวด

การมาปั่นครั้งนี้ เรามาเพื่อชนะตัวเอง ชนะความเจ็บปวด แต่สุดท้ายแล้ว เราก็รู้ว่า ความเจ็บปวดที่เราพยายามเอาชนะนั้น ไม่เคยจางหายไปจากเรา เราปั่นไปพร้อมความเจ็บปวด ด้วยความหวังว่าความเจ็บปวดนั้นจะหายไป เราพยายามแม้กระทั่งหาตัวช่วยมาระงับความเจ็บปวดในระยะหนึ่งเพื่อให้เราลืมไปว่าเราเจ็บปวด เราพยายามจะชนะ แต่เราก็แพ้ ถึงแม้เราจะฝืนแค่ไหน ความเจ็บปวดที่อยู่ในใจก็ไม่เคยหายไปเลยจากความทรงจำ

ขอบคุณ :

1. บี 2 ที่คอยดูแลตลอดการเดินทาง

2. ทาเคะ ที่ไม่ดื้อเลย ปั่นได้ไหลลื่นมาตลอด 160 กม.

3. โชกุน ที่คอยปั่นตามหลัง (และแอบแซงบ่อยๆ)