[Kuk's Diary] Day 4: KTD Nayia Trip

DSC_0264141005

26 กันยายน 2557 : “คุณได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมข้าวอินทรีย์ จ.อุบลฯ วันที่ 4-5 ต.ค.2557”
การเดินทางมักเป็นเรื่องมหัศจรรย์ และการเดินทางครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงเพราะข้อความเดียวในวันนั้น

ย้อนกลับไปไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ฉันเปิดเว็บไซด์หาข่าวตามประสาคนเสพข่าวคนหนึ่ง และด้วยแรงบันดาลใจอะไรสักอย่าง ทำให้เปิดเจอกิจกรรม “กระทิงแดง sprit” ของเครื่องดื่มกระทิงแดง หลังอ่านรายละเอียดไปสักพัก ก็ลองกดสมัครโครงการ ด้วยความหวังเผื่อจะได้เดินทาง อย่างน้อยก็ได้พบเจอผู้คน หรืออย่างมากก็อาจจะได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์กับสังคมบ้าง

ข้อความที่ได้รับ ต่อด้วยน้ำเสียงและคำพูดชวนให้ร่วมกิจกรรมของพี่เอฟ (ผู้โทรมาคอนเฟิร์มกิจกรรม) ทำให้รู้สึกว่า กิจกรรมนี้ น่าสนใจมากกว่าที่คิดไว้ตอนแรก พลางก็จัดแจงเตรียมตัว ซื้อรองเท้าใหม่ ซื้อของเพิ่มเติม กางกระเป๋าคู่ใจ จัดแจงของลงไป อื้อ งานนี้ไม่น่าจะเหนื่อยเกินไปหรอก
“นี่ฉันต้องไปคนเดียวจริงๆหรือเนี่ย” – คำพูดนี้ก้องอยู่ในความคิด แม้ว่ากิจกรรมนี้จะไม่ใช่กิจกรรมแรกที่ฉันเข้าร่วมเพียงคนเดียว แต่ทุกๆครั้งที่ต้องไปร่วมกิจกรรมใดๆก็ตามคนเดียว ฉันก็มีคำพูดนี้ก้องอยู่แทบจะตลอดเวลา… ใช่แล้ว ฉันจะเดินทางคนเดียว พบเจอคนแปลกหน้า และมีภารกิจสำคัญที่จะต้องเปลี่ยนคนแปลกหน้าให้เป็นคนรู้จัก หรือเป็น”เพื่อน” ในที่สุด

3 ตุลาคม 2557 :
17.30 น. – การเดินทางครั้งนี้ มีจุดนัดพบที่ โรงเบียร์ฮอลแลนด์ พระราม 2 ตอนนั้นรู้แค่ว่าอยู่ข้างเซ็นทรัลพระราม 2 ด้วยความที่เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด เอ๊ะ พระราม 2 อยู่ที่ไหนกันนะ… หลังลองคุยกับลุงเกิ้ลและอ่านกระทู้ในพันทิป เลยรู้ว่าจากสยาม (พอดีทำงานแถวๆสยาม) เดินทางไปได้ 3 วิธี
– วินรถตู้มาบุญครอง-พระราม 2
– นั่งรถไฟฟ้าสถานีสยามไปลงสถานีวงเวียนใหญ่ ก่อนต่อรถเมล์
– มีรถเมล์สาย 141 วิ่งตรงจากมาบุญครองไปเซ็นทรัลพระราม2
วันนั้น รถตู้ว่างพอดี เลยตัดสินใจนั่งรถตู้ ภาวนาให้รถไม่ติดเท่าทุกๆศุกร์ ภาวนาให้การเดินทางครั้งนี้เป็นไปด้วยดี ฉันเชื่อเสมอว่า การเริ่มต้นที่ดี ย่อมนำมาซึ่งการเดินทางที่ดีและมีความสุข :)
18.30 น. – รถตู้ไม่ทำให้ผิดหวัง เวลา 60 นาทีทีรถตู้แทรกตัวผ่านถนนและทางด่วน ทำให้ฉันเพลิดเพลินได้ไม่มากสักเท่าไหร่ สิ่งเดียวที่ทำให้การเดินทางมาพระราม2ครั้งแรกน่าสนใจ คือ กลีบเมฆและแสงอาทิตย์ยามเย็นที่แข่งกันอวดโฉมให้มนุษย์ในวันที่เร่งรีบเชยชม วันนี้ท้องฟ้าสวยอีกแล้ว
21.20 น. – กิจกรรมนี้เปิดลงทะเบียนช่วง 19.30 น. ฉันได้พบเจอเพื่อนอาสาหลายคน ส่วนใหญ่เป็นการเดินทางครั้งแรกๆ เช่นเดียวกับฉัน หลายๆคนมาคนเดียว (ไม่เหงาแล้วสินะ) หลังเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทริป ก็ได้กลุ่มก้อนเล็กๆขึ้นมา
คนแรก พี่เล็ก – ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่เป็นพี่คนโตของกลุ่ม พี่เล็กพูดค่อนข้างเก่ง และมารู้ที่หลังว่าพี่เล็กมีดีกรีเป็นถึงนักแสดงช่องสีแห่งหนึ่ง พี่เล็กเป็นผู้หญิงช่างแต่งตัว ทุกคนจะได้เห็นพี่เล็กจัดแจงแต่งแต้มความสวยงามทุกเช้าและเย็น ถือเป็นสีสันอีกมุมนึงของงานอาสาเลยก็ว่าได้
คนที่สอง พี่รักษ์ – พี่ที่นั่งเก้าอี้ข้างๆกัน (แอบแย่งเก้าอี้ริมหน้าต่างกันอยู่พักใหญ่) พี่รักษ์เป็นพี่ที่เปรียบเสมือนจุดรวมของกลุ่ม พี่ชวนไปทานข้าว ไปอาบน้ำ ไปทำกิจกรรม หรือแม้แต่ตอนเลือกขึ้นรถ พี่รักษ์ก็เป็นคนเลือกให้ พี่รักษ์เป็นคนน่ารัก
คนที่สาม ฝน – ฝนเป็นคนลุยๆ แต่งตัวแมนแข่งกันด้วย (อันนี้ ยอมไม่ได้ ><)
คนที่สี่ พี่มุก – พี่มุกเป็นคุณครูส่วนภาษามือ และก็เป็นล่ามภาษามืออีกด้วย สิ่งนี้ทำให้รู้สึกว่า พี่มุกน่าสนใจ ทั้งในแง่สิ่งที่พี่มุกมีความรู้ และสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้พี่มุกเดินทางมาถึงสิ่งที่พี่มุกเป็น คุณครูมุกน่ารัก :)
คนที่ห้าและหก (อันนี้ขอรวมกันไปเลยนะ ไม่งั้นบทความจะยาวประมาณสามกระทู้ครึ่ง) น้องคริสปี้และน้องเก๋ากี๊ – น้องสองคนจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ชื่อน้องทำให้ทุกคนเกิดคำถามสั้นๆว่า “แม่ตั้งให้เหรอ” แต่แน่นอนล่ะ ชื่อแบบนี้ เป็นชื่อที่คณะ แต่น้องๆก็มีความสุขที่จะใช้เป็นชื่อแทนตัวเองอย่างมีความสุข
การเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ครั้งนี้ เดินทางด้วยรถบัส 2 ชั้น 2 คัน ฉันเลือกนั่งคันแรก เพราะเป็นรถคันแรก (นี่อาจจะไม่ใช่เหตุผลแต่จริงๆแล้วนี่เป็นเหตุผล) ฉันเลือกที่นั่งฝั่งขวา หลังจากวัดพิกัดแล้วว่าจะเป็นฝั่งที่มองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันใหม่ การเดินทางเริ่มขึ้นแล้ว…
23.09 น. – แวะแรกที่สระบุรี
แม้ว่าการเดินทางจะยังไม่เต็มสองชั่วโมงดี แต่ขบวนของเราก็หยุดพักสักหน่อยที่สระบุรี ฉันเดินเลียบๆเคียงๆดูดาว ณ จังหวัดสระบุรี อาจจะมีคนเห็นรอยยิ้มเล็กๆของฉัน รอยยิ้มที่มักจะเกิดจากสีสันของท้องฟ้า ดวงดาวและพระจันทร์ ใช่ คืนนี้ ดวงดาวเป็นประกาย

4 ตุลาคม 2557 :

03.17 น. – อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์
การเดินทางข้ามคืนอาจเป็นเรื่องน่าเบื่อ หรือน่ารำคาญสำหรับใครหลายๆคน…ยกเว้นฉัน… ระหว่างที่รถเคลื่อนตัวด้วยความเร็วที่ไม่สม่ำเสมอ เร็วบ้างช้าบ้าง ร่างกายก็หลับๆตื่นๆ ช่วงที่มีสติก็มองหาสิ่งที่น่าสนใจของเพื่อนร่วมการเดินทาง … มีคนนึงจิ้มมือถือตลอดการเดินทาง ไม่หลับไม่นอน และมีอีกคนหนึ่งที่พยายามจะนอนให้หลับแต่ก็พลิกตัวหาท่านอนที่สบายไม่ได้สักที มองไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าก็เปลี่ยนสี ดวงดาวก็เปลี่ยนทิศ เสียงกรนก็เพื่อนร่วมทางเริ่มมีมาเป็นระยะๆเมื่อราตรีเริ่มก้าวเข้าสู่วันใหม่
เมื่อรถบัสจอดสนิทที่จังหวัดสุรินทร์ มีเพียงไม่กี่คนที่ผลักตัวเองออกจากที่นั่งไปเข้าห้องน้ำ การแวะจอดครั้งนี้ จึงเป็นการแวะที่แสนสั้น ก่อนที่เราจะเดินทางสู่อุบลราชธานีให้ทันเวลาที่ควรจะเป็น
05.45 น. สวัสดี เดชอุดม
ฉันงีบหลับไปตอนไหนก็จำไม่ได้ แต่ตื่นมาอีกทีก็เห็นป้ายอำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี แสงอาทิตย์แรกของวัน ทำเอาฉันลืมความงัวเงีย

06.14 น. สวัสดี นาเยีย
หลังเพลิดเพลินกับท้องฟ้ารถบัสก็เลี้ยวเข้าซอยเล็กๆ ก่อนจอดนิ่งสนิทที่โรงเรียนนาเยียศึกษา รัชมังคลาภิเษก เหล่าอาสาเดินลงจากรถ เดินมาควานหากระเป๋าตัวเองที่กองอยู่ข้างรถ ก่อนรับเสื้อของโครงการไปเปลี่ยน…
08.02 น. วัดป่าอุดมวนาสันต์
IMG_1513

IMG_1512

ขึ้นชื่อว่า วัดป่า ก็ต้องเป็น “ป่า” ต้นไม้หลากหลายชนิดเติบโตสลับกันทั่ววัด บรรยากาศเย็นสบาย ด้านในมีโบสถ์ศิลาแดงที่สวยที่สุดในอุบลราชธานี และมีพระนอนองค์ใหญ่ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ ได้คุยกับคุณยายที่นุ่งขาวห่มขาวมาทำบุญ ท่านบอกว่า วันที่ 19 ของทุกเดือน จะมีการทำบุญที่วัดอย่างพร้อมเพรียงกัน

08.34 น. บ้านผู้ใหญ่บ้าน
เหล่าอาสาเดินทางด้วยรถกระบะมาที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน ที่อยู่เลียบลำน้ำโดม บรรยากาศค่อนข้างเย็นสบายมีลมพัดเบาๆ หลังจากได้ฟังประวัติบ้านนาเยียคร่าวๆแล้วพอทราบได้ว่า บ้านนาเยียสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2288 (โหววววว นานมาก) โดยเริ่มตั้งถิ่นฐานริมฝั่งน้ำโดม แรกเริ่มมีการทำนา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นการทำไร่ปอ และในปัจจุบัน มีการทำนา ไร่มันสำปะหลังและไร่ยางพารา
คำว่า “เยีย” คือ คำที่ใช้เรียกส่วนที่ต่อยุ้งฉางข้าวออกมา เป็นนัยยะว่า พื้นที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์จนต้องต่อยุ้งฉางออกมานั่นเอง
บริเวณบ้านนาเยีย มีข้าวพันธุ์พื้นบ้างที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้จำนวนกว่ายี่สิบสายพันธุ์ เช่น ข้าวหอมไฮ่ (เป็นข้าวไร่ใช้ทำขนมจีน) ข้าวเจ้าแดง (ใช้เลี้ยงไก่ชน) ข้าวดอแพ ข้าวหอมบุญมาก (เป็นข้าวพันธุ์ที่ช่วยลดน้ำตาล) ข้าวเหนียวสามกอ (รักษาโรคเบาหวาน)
ที่บ้านนาเยีย ยังเป็นพื้นที่นำร่องในการทำนารวม ซึ่งเป็นการทำนาร่วมกัน ซึ่งเป็นการทำนาที่พยายามจุดประกายให้ชาวนาเปลี่ยนจากนาเคมีเป็นนาอินทรีย์ โดยเริ่มจากพื้นที่นา 10 ไร่ เตรียมดินโดยหว่านมูลสัตว์ลงแปลงนา ก่อนจะทำการเพาะปลูก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาทำนาอินทรีย์ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปีแรกและปีที่สอง ผลผลิตที่ได้จะน้อยลงกว่าครึ่งหนึ่ง และจะค่อยๆดีขึ้นในปีที่ 3 ทำให้ชาวนาบางส่วนเลือกที่จะใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อให้มีรายได้เพียงพอจุนเจือรายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น
ที่บ้านนาเยีย ทำนาปี โดยอาศัยน้ำฝนเท่านั้น ลำน้ำโดมที่ไหลผ่านพื้นที่ทำการเกษตรแทบจะไม่มีผลด้านระบบชลประทานเลย เพราะพวกเขาไม่เลือกใช้น้ำที่มีสารเคมีเจือปน นอกจากนี้ ยังมีการปลูกต้นไม้บนคันนาเพื่อกรองสารเคมี และให้นาที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ได้ผลผลิตแบบอินทรีย์จริงๆ
หลังทราบประวัติเบื้องต้นของหมู่บ้านไปแล้ว เราก็ร่วมกันจัดแจงตั้งชื่อกลุ่มว่า “เยีย” พร้อมท่าประกอบ และถ่ายรูปหมู่พอเป็นพิธี หลังจากนั้น ก็แบ่งกลุ่มเป็น 4 กลุ่ม เพื่อเตรียมเข้าเรียนรู้ภูมิปัญญา 4 ฐาน ได้แก่

1. การทำน้ำหมัก (หอยเชอรี่) และปุ๋ยหมักใบไม้

1. น้ำหมัก
ส่วนประกอบ
1. หอยเชอรี่ 3 กิโลกรัม
2. กากน้ำตาล 4 กิโลกรัม
3. น้ำ 3 กิโลกรัม
วิธีทำ
1. ทุบหอยเชอรี่ให้แหลก (อันนี้โหดมาก)
2.เอาหอยเชอรี่ที่ทุบแล้ว และกากน้ำตาลมาคลุกกัน
3.เติมน้ำ (อย่าเติมให้เต็มถัง เพราะภายในจะขาดอากาศ)
4. ปิดฝา หมักไว้ประมาณ 1 เดือน แล้วกรองกากออก (หากแยกเก็บให้ใช้ชวดพลาสติกเท่านั้น)

วิธีใช้
1. ผสมน้ำให้เจือจาง (ถ้าเป็นไม้ที่ทานใบให้เจือจางมากๆ)
2. ใช้ฉีดหรือรดที่ต้นไม้ (ฉีดใบ ช่วงเช้า-เย็น)
ประโยชน์ ช่วยบำรุงผัก ผลไม้ โดยเฉพาะส่วนใบและดอก แทนปุ๋ยเคมี

2. ปุ๋ยหมักใบไม้
ส่วนประกอบ
1. แกลบดำ (เอาแกลบขาวมาเผา) 1 ส่วน
2. ใบไม้/ฝางข้าว (ใบไผ่ดีที่สุด) 2 ส่วน
3. แกลบขาว 2 ส่วน
4. ขี้ไก่หรือมูลสัตว์อย่างอื่น 2 ส่วน
5. รำอ่อน 6 กิโลกรัม
6. น้ำหมัก (ผสมน้ำหมักกับน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 1)

วิธีทำ
1. ผสมส่วนผสมทั้งหมด คลุกให้ทั่ว
2.เอาใส่กระสอบพลาสติก (ไม่เต็มกระสอบ)
3.หมักไว้ 3 เดือน (สังเกตว่าจะมีราขึ้น)
* การเรียงกระสอบให้เอาไม้คั่นระหว่างกระสอบเพื่อให้ไม่เกิดความร้อน และให้เอาผ้าใบคลุม

วิธีใช้
1. ใช้โรยและไถกลบก่อนทำการเพาะปลูก
2. ใช้ปุ๋ย 1 ตันต่อ 1 ไร่

2. การสกัดสารไล่แมลงจากพืช
พืชที่ใช้ในการไล่แมลงได้ เป็นพืชที่มีรสเผ็ดและขม เป็นพืชที่ไม่เป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ เช่น ฟ้าทลายโจร แมงลักผี สะเดา ขิง ข่า ตะไคร้

วิธีทำ
1.นึ่งให้ไอน้ำผ่านพืช
2. ไอน้ำไปควบแน่น
3. จะมีสารสกัดผ่านท่อออกมา

วิธีใช้
1. สัดส่วนผักสวนครัว (สารต่อน้ำที่ 1 ต่อ 100 )
2. ใช้ 3 วันครั้ง ติดกัน 3 ถึง 4 ครั้ง
3. สารสกัด 1 ลิตรใช้พืชประมาณ 1 กิโลกรัม

3. การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์
ต้นข้าว 1 ต้น มี 1 รวง
1 รวง มี 120-300 เมล็ด
1 เมล็ดแตกกอได้ 7-20 ต้น
การคัดพันธุ์ข้าว – เป็นการคัดเพื่อเอาต้นกล้าไปปักดำได้ 3 ปี หลังจากนั้นอาจมีการเปลี่ยนสายพันธุ์จึงต้องคัดพันธุ์ใหม่
วิธีการคัดพันธุ์
1. แกะหางข้าว (ปลายข้าว) เพื่อให้จมูกข้าวสมบูรณ์
2. เลือกขาวที่สมบูรณ์
3. เพาะเมล็ด รดน้ำวันละครั้ง 25 วัน
4. เอาไปปักดำ

4. การทำขนมเปียกปูน และขนมชั้น
ฐานทำขนมเป็นอะไรที่สนุกมากๆ ได้ลองทำขนมที่เราหาซื้อทานได้ในราคา 15-20 บาทในเมืองกรุง แต่พอได้ลองทำเองแล้ว รู้สึกว่าขนมที่เราทานมีคุณค่าขึ้นและที่สำคัญคือ อร่อยมากๆเลย ><
1. ขนมเปียกปูน
ส่วนผสม
1. กาบมะพร้าว (ทำสีดำ)
2. แป้งข้าวเจ้า
3. แป้งมัน
4. น้ำตาล
5. น้ำปูนใส
6. หัวกะทิ
7. หางกะทิ
วิธีทำ
– เอาแป้ง น้ำตาล หัวกะทิ หางกะทิใส่หม้อ คนให้ละลาย
– ตั้งไฟประมาณ 30 นาที คนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแป้งเหนียวพอจะเซทตัว
2. ขนมชั้น
ส่วนผสม
1. แป้งข้าวเจ้า
2. แป้งมัน
3. น้ำตาล
4. หัวกะทิ
5. หางกะทิ
6. น้ำใบเตย
7. เกลือ
วิธีทำ
– เอาส่วนผสมทุกอย่างผสมให้เข้ากัน
– ตั้งน้ำให้เดือด เอาแม่พิมพ์วาง
– ตักส่วนผสมใส่ครั้งละบางๆ ตั้งนึ่ง 5 นาทีแล้วค่อยตักอีกชั้น (สีของแต่ละชั้นสามารถใช้สีได้ตามใจชอบ)

5 ตุลาคม 2557 :

DSC_0334141005

ภารกิจสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้ คือการเกี่ยวข้าว พวกเราได้ไปเกี่ยวเป็นนาที่ทำโดยวิถีอินทรีย์ พวกเรามั่นใจได้ว่า แม้จะเดินถอดรองเท้าย่ำในนา เราจะไม่ได้รับอันตรายจากสิ่งใดๆก็ตามยกเว้นมดแดง แฮ่
การเกี่ยวข้าวครั้งนี้ พวกเราถูกแบ่งออกเป็น 4 ทีม ทีมละแปลง แต่ละแปลงจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน บางแปลงเป็นข้าวนาดำ บางแปลงเป็นนาหว่าน ซึ่งนาหว่านจะเกี่ยวข้าวยากกว่านาดำ เพราะการขึ้นของต้นข่้าวจะไม่สม่ำเสมอ และลำต้นก็จะสูงไม่เท่ากัน หลังจากพูดคุยกับพ่อๆที่เป็นชาวบ้านในพื้นที่ พ่อบอกว่า โดยปกตินั้น การทำนาหว่านจะได้ผลผลิตเยอะกว่านาดำ เพราะข้าวขึ้นได้ทุกที่ ไม่มีช่องว่างระหว่างต้น แต่การทำนาหว่านต้องถูกคุมด้วยยาฆ่าหญ้า และปุ๋ยเคมีเพื่อให้ข้าวเติบโตในลักษณะที่ไม่ต่างกันมาก

การเดินทางครั้งนี้ อาจเปรียบได้กับอีกบทหนึ่งของชีวิต อาจเป็นเพียงเวลาสั้นๆที่ได้พบปะพูดคุย ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ และท้องถิ่น ช่วงเวลาไม่นานที่ทำให้หลายๆคนผูกพันกัน ช่วงเวลาเหล่านี้ ที่ทุกคนเรียนรู้ ผลักดัน และก่อเกิดแรงบันดาลใจ
สำหรับฉัน การจากลาพร้อมน้ำตา เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น (เราควรจะมีความสุขกับวันเวลาที่เราเคยใช้ร่วมกันมากกว่า เศร้าที่จะไม่มีพรุ่งนี้ร่วมกัน) แต่เป็นเรื่องที่สะกิดใจไม่น้อย เมื่อพิธีปิดของกิจกรรมครั้งนี้ เต็มไปด้วยรอยน้ำตา และเสียงสะอื้น
DSC_0190141005
ขอบคุณกระทิงแดง (นี่ไม่ได้ค่าโฆษณา และไม่มีโฆษณาแฝงจริงๆนะ) ที่จัดโครงการดีๆขึ้นมาก อย่างน้อยก็ทำให้ชีวิตคนเมืองกับคนชนบทได้เข้าใจกันมากขึ้น ได้ถ่ายทอดความรู้สึก ความรู้ และความสามารถเฉพาะตัวแก่กัน

ขอบคุณค่ะ

หนังสือของฉัน

หนังสือของฉัน
หลังจากเห็นผู้คน challenge กันเยอะ เลยอยากลองลิสต์หนังสือของตัวเองบ้าง ปรากฏว่า ได้แค่ 8 เล่ม หันกลับมามองหนังสือที่ตัวเองอ่านอยู่ทุกวันนี้ หลายๆเล่มอ่านเพื่อผ่านไป บางเล่มอ่านไม่จบ บางเล่มอ่านแล้วติดใจ และบางเล่มตราตรึงในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

1.ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน – วินทร์ เลียววาริณ
ฉันเชื่อเสมอว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่อบอวลไปด้วยความเป็น “ประชาธิปไตย” ตามประสาเด็กๆที่ไม่มีความรู้ทางด้านการเมือง(ทั้งของไทยและระหว่างประเทศ) ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ที่เพื่อนแนะนำให้รู้จักเมื่อตอนอยู่ม.5 ทำให้ทัศนคติทางด้านการเมืองของฉันเปลี่ยนไปบ้าง ฉันเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย ฉันมีความสุขกับการค้นข้อมูลเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี รัฐธรรมนูญและระบบการปกครองของประเทศไทย ถึงแม้หนังสือเล่มนี้ จะอิงนิยายอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่ภาคผนวกของเล่มก็ทำให้ฉันตั้งคำถามกับระบบการเมืองของไทยได้ไม่มากก็น้อย
ฉันเริ่มเปลี่ยนไป ฉันเริ่มอ่านข่าวการเมืองอย่างจริงจัง และเริ่มมองเห็นหนทางของตัวเองในระดับมหาวิทยาลัย หนังสือเล่มนี้เอง ที่ทำให้ฉันเลือกคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (ฉันคิดเพียงแค่ว่าต้องเรียนที่ธรรมศาสตร์ของปรีดี พนมยงค์นะ ที่อื่นไม่เรียน /ความคิดดูไม่ค่อยมีเหตุผล) เล่มนี้เอง ที่ทำให้ชีวิตของฉันมีความฝันเกี่ยวกับอนาคตของประเทศนี้อย่างไม่สิ้นสุด

2. ปีกแดง – วินทร์ เลียววาริณ
เล่มนี้ ได้อ่านช่วงตอนสอบติดธรรมศาสตร์แล้ว เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์การเมืองโลกที่โรแมนติกที่สุดเท่าที่เคยอ่านมาเลย จำได้ว่าเล่มนี้ อ่านจบในเวลาไม่ถึงอาทิตย์ ผู้เขียนเดินเรื่องได้สนุกจนวางไม่ลง และเป็นหนังสือเล่มที่ฉันเริ่มเป็นแฟนคลับหนังสือพี่วินทร์ไปโดยปริยาย
ปีกแดงเป็นนวนิยายเกี่ยวกับระบอบคอมมิวนิสต์ และบทบาทของคอมมิวนิสต์ของไทยและในระดับโลกที่มีผลต่อการเมืองภายในประเทศ การลุกฮือปฏิวัติที่สุดท้ายจบเป็นเพียง “กบฏ” และประวัติศาสตร์สงครามกลางเมือง สงครามเกาหลี สงครามเดียนเบียนฟู สงครามเวียดนามที่อัดแน่นในหนังสือเล่มนี้ ทำให้ฉันสนใจเกี่ยวกับสงครามและสันติภาพอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง ขอบคุณหนังสือเล่มนี้ ที่ทำให้การเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความสุขและมีความหมายมากยิ่งขึ้น

3. เจ้าชายน้อย – อ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี
“ปกหนังสือช่างดึงดูด” สิ่งที่ทำให้ฉันสะดุดหยุดสนใจหนังสือเล่มนี้ (แม้ว่าต่อมาจะมีวิชาเรียนที่ต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ก็เหอะ)
“ว้าว คนเขียนเป็นคนฝรั่งเศส” ความคิดที่สอง
สุดท้ายฉันก็ได้หนังสือเล่มนี้เดินออกจากร้านหนังสือมาในวันนั้น แต่… หลังจากพยายามอ่าน (โมเม้นแบบโลกของโซฟี แบบ เล่มนี้น่าสนุกแต่จริงๆไม่สนุก) ก็ทำให้รู้ว่า เจ้าชายน้อยเต็มเปี่ยมไปด้วยสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจ ยิ่งอ่านยิ่งไม่เข้าใจ ยิ่งอ่านยิ่งเกิดคำถามขึ้นมากมาย สุดท้ายฉันเปลี่ยนใจอ่านแค่ตัวหนังสือแทนที่จะตีความ ฉันอ่านตัวหนังสือจนจบ แต่… บางทีฉันก็ยังสงสัยว่า ฉันอาจจะเป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยความสงสัยเหมือนในหนังสือก็เป็นได้
ปอลอ หนังสือเล่มนี้ กลายเป็นของขวัญวันเกิดให้เพื่อนสนิทคนนึง ฉันชอบให้หนังสือเล่มที่อ่านแล้วมากกว่าหนังสือใหม่ เหมือนมีกลิ่นไอของความทรงจำฟุ้งอยู่กับตัวหนังสือ

4. ทางรถไฟสายดาวตก – ทรงกลด บางยี่ขัน
หนังสือเล่มนี้เข้ามาอย่างบังเอิญ โดยคนที่พบกันโดยบังเอิญ และบังเอิญชอบอะไรคล้ายๆกัน
“รถไฟ” การเดินทางที่มีเสน่ห์ที่สุด บรรยากาศสองข้างทาง บรรยากาศบนรถไฟ การพบเจอผู้คนเริ่มต้นที่นี่ หลายๆคนอาจจะไม่ชอบการเดินทางโดยรถไฟไทยที่รถส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้การเดินทางเป็นไปเชื่องช้า และไม่สะดวกสบายเท่าที่ควร
หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับ “รถไฟ” และการเดินทางโดยรถไฟทั่วเกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ผู้เขียนสะท้อนความคิดที่ดูแปลกใหม่(ของการนั่งรถไฟ) และเปิดโอกาสให้ผู้ที่ชื่นชอบรถไฟหลงใหลในความสวยงามของรายละเอียดเล็กๆของพาหนะ และการเดินทางช้าๆนี้ เป็นหนังสือที่อ่านไปยิ้มไป อ่านไปก็อยากก้าวเท้าออกเดินทาง และที่สำคัญ อยากไปนั่ง seven star ที่มีช่วงจอดให้ดูดาวด้วยล่ะ :)

5. The Fault in Our Stars – John Green

เป็นหนังสือที่บรรยายความเจ็บปวดได้มีความสุขที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา

6. Harry Potter –J.K. Rowling
หนังสือที่โตมาด้วยกัน เพ้อเจ้อมาด้วยกัน เติมความฝันให้กัน
Harry Potter and The Philosopher’s Stone เป็นนวนิยายหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกที่ฉันอ่าน แม้ว่าภาษาอังกฤษของฉันจะไม่ดีมากนัก แต่เล่มนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เป็นหนังสือที่อ่านง่าย ไหลลื่น และสนุกน่าติดตาม ต่อจากเล่มนี้ ฉันก็มีความพยายามในการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษมากขึ้น เหมือนมีเวทมนตร์เสกให้ฉันอยากเรียนรู้และเติบโต

7. Ender’s Game (series) – Orson Scott Card
ต้องขอขอบคุณเพื่อนที่แนะนำหนังสือเซทนี้ให้รู้จัก ชอบมากๆเลย >< เป็นหนังสือเซทที่หายากมาก (ช่วงก่อนหนังเข้า หาอ่านแทบไม่ได้) แต่สนุกมาก เล่มแรก (Ender’s Game) หนังสือออกเป็นแนว Sci-fi แต่เล่มหลังจากนั้น เป็นนวนิยายปรัญชาชั้นเลิศ และแน่นอน “ฉันอ่านแล้วไม่เข้าใจ” เนื้อหาของหนังสือแต่ละเล่มจะพัฒนาความซับซ้อนทั้งในแง่วิทยาศาสตร์ และความเป็นเอนเดอร์ สิ่งที่เขาคิดและเข้าใจ สิ่งที่เขาทำ ทำให้ผู้อ่านต้องคิดวิเคราะห์ ทำความเข้าใจกับความยากที่จะเข้าใจของเขา บางเล่มใช้เวลาอ่านมากกว่า 3 เดือน (แบบอ่านย่อหน้านั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก) เป็นหนังสือชุดที่ต้องอ่านอย่างมีสติ และมีปัญญาจริงๆ (ซึ่งดูเหมือนอีกนานกว่าจะเข้าใจว่าผู้เขียนต้องการจะสื่ออะไรอย่างแท้จริง)

8. ผีเสื้อและดอกไม้ – นิพพาน
ปกหนังสือสำนักพิมพ์ผีเสื้อ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเสมอ แค่มองผ่านๆ ก็มั่นใจได้เลยว่าหนังสือเล่มนี้เป็นของสำนักพิมพ์ผีเสื้ออย่างแน่นอน
ผู้เขียนสะท้อนภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวเล็กๆ สภาพสังคม และคลุกเคล้าความเศร้าปนความสุขได้อย่างลงตัว เป็นหนังสือที่อ่านแล้วย่อมสร้างความประทับใจให้ผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย ช่วงก่อนหน้านี้ ฉันมักจะพกหนังสือเล่มนี้ไปไหนมาไหนด้วยเสมอ เปิดอ่านสักบทก็ทำให้มีความสุขได้แล้ว :)