[opinion]การแบ่งยุคสมัยของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง / ข้อสอบ takehome

การแบ่งยุคสมัยถือได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในการศึกษาประวัติศาสตร์ ในฐานะที่นักศึกษาศึกษาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สองถึงปัจจุบัน นักศึกษาเห็นว่าควรแบ่งยุคสมัยประวัติศาสตร์ในช่วง 7 ทศวรรษที่ผ่านมาอย่างไรจึงจะสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการต่างประเทศได้อย่างชัดเจน ในการนี้ขอให้นักศึกษาระบุเหตุผลในการแบ่งยุคสมัยในลักษณะที่นักศึกษานำเสนอมาโดยละเอียด

ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างและการดำเนินนโยบายต่างๆ รวมทั้งความเป็นอยู่การดำรงชีวิตของคนในสังคม  แต่หากจะแบ่งประวัติศาสตร์โดยรวมแล้วนั้นจะได้ผลสรุปดังนี้

ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ปี 1945-1952 เป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกายึดครองญี่ปุ่นเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบและโครงสร้างต่างๆของญี่ปุ่น ให้เป็นไปตามที่สหรัฐอเมริกาต้องการ โดยสหรัฐอเมริกาจะเน้นในการปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง รวมทั้งทำให้คนญี่ปุ่นมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงดังกล่าวการดำเนินกิจกรรมต่างๆของญี่ปุ่น อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐอเมริกา ข้าพเจ้าจึงมีความคิดว่า การศึกษาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหลังจากที่สหรัฐอเมริกาออกจากญี่ปุ่นไปแล้วมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก

ในช่วงปี 1952-1973 เป็นช่วงที่การเมืองของญี่ปุ่นอยู่ในระบบที่พรรคการเมืองจัดรูปแบบสมบูรณ์ มีความเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ญี่ปุ่นมีเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเข้มแข็งและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง  ส่วนโครงสร้างทางสังคมญี่ปุ่นในช่วงนี้ ยังคงวัฒนธรรมเดิมและยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และการใช้ชีวิตมากนัก และในส่วนการต่างประเทศเป็นช่วงที่ใช้ Yoshida doctrine และปี 1973 เป็นปีที่มีความสำคัญคือ เกิดวิกฤตน้ำมัน ซึ่งส่วนทำให้เกิดปัญหาในระดับโลก ดังนั้นแล้วในช่วงเวลาที่กล่าวมา จึงเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นมีความจำเป็นที่ต้องปรับตัวทั้งในเชิงนโยบายภายในประเทศและภายนอกประเทศ

การเมือง ในปี 1955 เป็นปีที่พรรคการเมืองของญี่ปุ่นมีการจัดรูปแบบอย่างสมบูรณ์ และเป็นส่วนที่การเมืองญี่ปุ่นมีเสถียรภาพ จนกระทั่งปี 1973 ที่เกิดวิกฤตการณ์น้ำมัน ทำให้พรรครัฐบาลต้องมี            การปรับตัวโดยเปลี่ยนนโยบายต่างเพื่อทำให้ระบบเศรษฐกิจของญี่ปุ่นยังคงอยู่ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อความมีเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญเนื่องจากหากศึกษาประวัติศาสตร์วิกฤตเศรษฐกิจแล้วจะเห็นได้ว่า การเมืองมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการดำรงอยู่ของ       การเจริญทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจ ในช่วงปี 1952-1955 เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเร็วซึ่งเป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจโดยรวมของโลกค่อนข้างดี โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเติบโตในลักษณะที่ทำให้ญี่ปุ่นสามารถเข้าหาผลประโยชน์จากการก้าวหน้าดังกล่าวได้ จนกระทั่งปี 1973 ที่เกิดปัญหาวิกฤตน้ำมันที่ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นประสบกับภาวะขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี นอกจากนี้ ยังต้องมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ

สังคม ในช่วงดังกล่าว ลักษณะโครงสร้างทางสังคมของคนญี่ปุ่นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักถึงแม้จะเริ่มมีการขยายของตัวเอง และมีกลุ่มชนชั้นกลางเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก  ลักษณะโครงสร้างครอบครัวยังคงเป็นลักษณะสังคมขยาย ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมอีกรูปแบบหนึ่ง กระทั่งต้นทศวรรษที่ 1970 ที่เป็นช่วงปลายยุค pop culture มีกลุ่มศาสนาใหม่เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นว่ามีความสำคัญ คือการเปลี่ยนแปลงของระบบโครงสร้างครอบครัว

การต่างประเทศ ในช่วงปี 1952 -1973 ญี่ปุ่นใช้นโยบายต่างประเทศภายใต้ Yoshida doctrine โดยเน้นความมั่นคงภายใต้การมีอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นไม่ได้ให้ความสำคัญกับภูมิภาคอื่นๆยกเว้นสหรัฐอเมริกาและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทั่งเมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันในปี 1973 ที่ทำให้ญี่ปุ่นเห็นว่าต้องมีการปรับตัวทางด้านนโยบายการต่างประเทศเพื่อให้สามารถดำเนินความสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเรื่อง “น้ำมัน”ที่ญี่ปุ่นมีความจำเป็นต้องนำเข้าเป็นจำนวนมหาศาล

ต่อมาในช่วงปี 1973-1990 เป็นช่วงที่มีการผันผวนทางด้านนโยบาย ทำให้ต้องเกิดการปรับตัวครั้งใหญ่ในการดำเนินนโยบายของญี่ปุ่น ผลจากการเกิดวิกฤตน้ำมันครั้งแรก ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มราคาสูงขึ้น และการที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความจำเป็นที่จะต้องนำเข้าน้ำมันเป็นจำนวนมหาศาลนั้น ก็ส่งผลให้ญี่ปุ่นได้เริ่มปรับปรุงเทคโนโลยีขนานใหญ่

การเมือง ผลจากวิกฤตการณ์น้ำมัน ในปี 1973 ทำให้รัฐบาลของญี่ปุ่นมีความจำเป็นต้องปรับและให้ความสำคัญต่อปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจเพื่อทำให้เกิดเสถียรภาพทางการเมือง จนกระทั่งช่วงทศวรรษ1990 ที่เสถียรภาพทางการเมืองของญี่ปุ่นได้ล่มสลายลงเนื่องจากการพรรค LDP ที่บริหารงานญี่ปุ่นมาเป็นเวลานานนั้น พ่ายแพ้การเลือกตั้ง

เศรษฐกิจ ปี 1973 ญี่ปุ่นประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากปัจจัยภายนอก ทำให้ญี่ปุ่นต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีที่ประหยัดน้ำมัน รวมทั้ง รักษาสิ่งแวดล้อม เนื่องจากญี่ปุ่นเริ่มมีความตระหนักถึงจำนวนน้ำมันที่หมดไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ในที่สุดญี่ปุ่นก็ได้กลับขึ้นมามีบทบาททางเศรษฐกิจอีกครั้งในฐานะที่เป็นผู้ที่สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะโลกได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งต้นทศวรรษที่1990 ที่เริ่มเกิดปัญหาเศรษฐกิจอีกครั้ง

ด้านสังคม ในช่วงปี 1973 ถึง 1990 เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัว โดยเปลี่ยนจากครอบครัวขยายกลายเป็นครอบครัวเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการที่คนญี่ปุ่นอพยพเข้าสู่ตัวเมืองมากยิ่งขึ้นและ ในช่วงนี้ คนญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดที่ลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญของสังคมญี่ปุ่นในปัจจุบัน

การต่างประเทศ ช่วงปี 1973-1990 เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเริ่มออกห่างจากสหรัฐอเมริกาและเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศในเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และที่สำคัญคือ เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับจีน เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นเริ่มกำหนดนโยบายต่างประเทศเองบ้างโดยที่ไม่อิงกับสหรัฐอเมริกาเท่าช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้เห็นได้ว่าญี่ปุ่นได้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกร่วมกับสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นมาต้องการที่จะแข่งขันเพื่อให้ชนะสหรัฐอเมริกา แต่ยังต้องการให้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ควบคุมระบบโลกแบบเดิมต่อไป

และในช่วงปี 1990 จนถึงปัจจุบันนั้น ก็เป็นอีกช่วงหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นเสมือนผลจากประวัติศาสตร์ยุคต่างๆที่ทำให้เป็นผลและเป็นตัวอย่างที่สำคัญหากจะปรับแก้นโยบายเพื่อให้การดำรงอยู่ของประเทศมีความก้าวหน้าต่อไป ซึ่งปี 1990 เป็นช่วงที่มีปรากฏการที่สำคัญ คือ เป็นปีที่สิ้นสุดสงครามเย็น ทำให้บทบาทและโครงสร้างของระบบโลกเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะเป็นอีกช่วงเวลาที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

การเมือง ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 เป็นช่วงที่การเมืองภายในญี่ปุ่นมีความปั่นป่วนเป็นอย่างมาก และไร้เสถียรภาพ จึงน่าจะเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังหาระบบการปกครองญี่ปุ่นใหม่ว่าการเมืองที่เหมาะสมกับญี่ปุ่นนั้น จริงๆแล้วควรจะเป็นระบบแบบใด ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้การเมืองของญี่ปุ่นก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีเสถียรภาพมากนัก

เศรษฐกิจ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นประสบกับปัญหาทางเศรษฐกิจซึ่งในครั้งนี้เกิดจากระบบโครงสร้างภายในของญี่ปุ่นเอง โดยเป็นผลโดยตรงมาจะระบบอุปถัมภ์ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงความไร้เสถียรภาพในการตรวจสอบบริษัทและธนาคาร วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ ยังไม่สามารถแก้ได้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเห็นได้ว่าญี่ปุ่นไม่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาทางเศรษฐกิจในอัตราเดียวกับที่เคยเป็นมาก่อนในช่วงก่อนหน้านี้

สังคม ตั้งแต่ช่วงปี 1990 ถึงปัจจุบัน ปัญหาทางสังคมที่เป็นปัญหาที่หนักใจแก่รัฐบาลญี่ปุ่นประการหนึ่งคือ การที่สังคมญี่ปุ่นกลายเป็นสังคมคนชรา เนื่องจากญี่ปุ่นมีอัตราการเกิดที่ต่ำมากและมีในทางเดียวกันอัตราการตายของคนก็มีน้อยมาก(ซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี) ทำให้คนหนุ่มสาวของญี่ปุ่นต้องรับภาระค่าใช้จ่ายของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังมีปัญหาอาชญากรรมและการฆ่าตัวตายที่ยังคงเกิดขึ้นในสังคมญี่ปุ่น อาจเกิดจากความเครียดและความกดดันจากการเรียนหรือการทำงานที่มีการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงในสังคมญี่ปุ่นก็เป็นได้

การต่างประเทศ ช่วงหลังปี 1990 เป็นช่วงการกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศใหม่ของญี่ปุ่น รวมทั้ง ให้ความสำคัญกับสหรัฐอเมริกาที่น้อยลงมาก อีกทั้งญี่ปุ่นเริ่มมีปัญหาจากการที่มีมาตรา 9 ในเรื่องกองทัพ เนื่องจากในหลายๆเหตุการณ์ญี่ปุ่นไม่สามารถส่งทหารเข้าร่วมรบได้และนโยบายต่างประเทศที่สำคัญคือ การที่ประเทศต่างๆเริ่มมีการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจทำให้ญี่ปุ่นมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมกับภาคส่วนต่างๆมากยิ่งขึ้น

My Original text was published : http://www.liknice.wordpress.com

OCTOBER 18, 2012

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s