สรุป : ความคิดทางการเมืองของคนอเมริกันผิวดำ : จากทาสสู่เสรีชน

ความคิดทางการเมืองของคนอเมริกันผิวดำ : จากทาสสู่เสรีชน

African-American Political Thought: From Slavery to Freedom

– รศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

 

หนังสือเล่มนี้ ได้สะท้อนแนวคิด เรื่อง “ เสรีภาพ” ของชาวอเมริกัน ว่าแท้จริงแล้ว กรอบความคิดเรื่องเสรีภาพแบบคนผิวดำนั้น มีความแตกต่างจากบริบทของคนผิวขาว (ซึ่งเป็นต้นแบบของเสรีภาพสากล) หรืออาจกล่าวว่าขัดแย้งกันเลยก็เป็นได้ ในทางกลับกัน หนังสือเล่มนี้ยังสะท้อนว่า ความเป็นทาสได้เป็นส่วนที่ทำให้เสรีภาพของคนผิวขาวมีความหมาย ซึ่งได้ส่งผลต่อการก่อร่างสร้างตัวของความเป็นประชาธิปไตยของชาวอเมริกันอีกด้วย

     จุดมุ่งหมายหลักของเสรีภาพ คือการปฎิเสธอำนาจนิยม และเพื่อแสวงหาเสรีภาพของปัจเจกชนโดยสมบูรณ์ หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือการมองเลยผ่านคนผิวดำ แม้ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่ถูกผสานเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอเมริกันแล้วก็ตาม

ปัญหาเสรีภาพที่เกิดขึ้นในบริบทของสังคมอเมริกัน อาจกล่าวได้ว่า เป็นปัญหาในเรื่องข้อจำกัด และการเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์ รวมทั้งความคิดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพ โดยให้ความสำคัญในเรื่องความขัดแย้งเรื่องชนชั้น เชื้อชาติและเพศสภาพ ดังนั้น หากจะศึกษาประวัติศาสตร์ของคนผิวดำ ให้เกิดความตรงไปตรงมาจึงมีความจำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์ในแบบที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์แบบเปิด” โดยที่เอาวิสัยทัศน์ เอามุมมองของคนผิวดำเป็นตัวตั้ง เพื่อเป็นการสะท้อนถึงความเป็นตัวตนของคนผิวดำอย่างแท้จริง

ความหมายของเสรีภาพในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา

 

          อาจกล่าวได้ว่า “เสรีภาพ” ของสหรัฐอเมริกา ได้ก่อรูปขึ้นอย่างชัดเจนจากการปฏิรูปใหญ่สองครั้ง คือ การปฏิวัติอเมริกาในปี 1776 และสงครามการเมืองปี 1861-1865  ซึ่งเป็นการปฏิวัติชนชั้นกระฏุมพี เนื่องจากจุดมุ่งหมายของทั้งสองครั้งก็เพื่อแก้ปัญหาเรื่องทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของเอกชน

การปฏิวัติอเมริกา เน้นในเรื่องทรัพย์สินมรดก ซึ่งได้รวมเอา “ทาส” เป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งด้วย การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้เอกชนสามารถก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือทรัพย์สินแทนที่จะเป็นของรัฐบาลอาณานิคมในระบบฟิวดัลอย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนในสงครามกลางเมือง ได้มีการส่งเสริมทรัพย์สินของโรงงานและการขนส่งคมนาคม โดยเน้นกิจการรถไฟ ในขณะเดียวกันก็ได้ทำลายทรัพย์สินในตัวมนุษย์ ซึ่งเป็นการพัฒนาของภาคเหนือและภาคตะวันตก ซึ่งความขัดกันกับภาคใต้ที่ยังใช้ระบบทาสอย่างแพร่หลาย

หากมองตัวหลักการที่ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา 1787 ไม่ได้มีความเชื่อและความศรัทธาในความเป็นมนุษย์ดังที่เคยปรากฏใน “คำประกาศเอกราช” นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มความสำคัญของทรัพย์สินส่วนตัว ซึ่งหากมองในความเป็นจริงแล้วนั้น ตัวทรัพย์สินนั้นได้สร้างความไม่เท่าเทียมกันในสังคม และอาจทำให้เกิดความแบ่งแยกทางสังคม โดยเปลี่ยนจากความขัดแย้งทาง “ชนชั้น” มาสู่ความขัดแย้งของ “กลุ่มผลประโยชน์” ดังที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทำให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ นั้นได้ให้ความสำคัญกับทรัพย์สินส่วนตัวมากกว่าความเสมอภาคของคนในสังคม ทำให้เกิดคำถามว่า คนผิวดำ จะดำรงอยู่ในฐานะอะไร เนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่มีทรัพย์สินและยังเป็นทรัพย์สินของผู้อื่น(คนผิวขาว) ดังนั้น จึงทำให้เกิดข้อสังเกตว่า ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แท้จริงแล้วไม่ได้บัญญัติว่าคนผิวดำเป็นมนุษย์เสรีแต่อย่างใด

ระบบทาสกับการสร้างความหมายของเสรีภาพ

 

สถานะความเป็นทาสของคนผิวดำนั้นมีมาตั้งแต่ช่วงแรกของการนำทาสเข้ามาสู่อาณานิคมเวอร์จิเนีย ว่ามีฐานะเป็นคนรับใช้ก่อนแล้วจึงถูกปรับลดสถานะจนกลายเป็นทาส ซึ่งแตกต่างจากแรงงานรับจ้างที่เข้ามาจากอังกฤษตรงที่ “เงื่อนเวลา”  เนื่องจากความเป็นทาสนั้นจะดำรงอยู่ตลอดไป และยังสืบทอดทางเชื้อสายอีกด้วย นอกจากนี้คนผิวดำทั้งหมด   ได้สูญเสียความเป็นแอฟริกัน ทั้งชื่อตัวและความเป็นอัตลักษณ์แบบคนแอฟริกัน และต้องยอมรับความเป็นทาสอเมริกัน พร้อมทั้งความคิด ความรู้สึกแบบอเมริกันเข้ามาแทน

ทาสนิโกรนั้น มีโอกาสที่จะกลายเป็นเสรีชนได้ และก็มีโอกาสที่จะกลายเป็นแรงงานเสรี  ในการปฏิวัติอเมริกา โทมัส เจฟเฟอร์สัน ได้ประกาศในคำประกาศเอกราชว่า “คนเราทั้งหลายเกิดมาเท่าเทียมกัน……………… และมีสิทธิทางธรรมชาติ อันได้แก่ สิทธิในชีวิต อิสรภาพและการแสวงหาความสุข” (1)  เป็นที่มาของความหมายของคำว่า “เสรีภาพ”ที่คนอเมริกายึดถือต่อมาเป็นเวลายาวนาน หากมองตามคำประกาศดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า คำว่าเสรีภาพไม่สามารถจะเกิดขึ้นด้วยตัวเองได้ หากแต่ต้องมองในมุมที่มีความเป็นเสรีชน หรือในมุมมองที่ไม่เป็นทาสนั่นเอง คำว่า “ทาส” ในตอนนั้นได้ถูกใช้เพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมกัน และความเป็นอิสระจากอังกฤษ ซึ่งถือเป็นการเรียกที่มีจุดมุ่งหมายที่ไม่ตรงกับ คำว่าทาส ที่คนผิวดำเสรีได้ใช้เพื่อเรียกร้องสิทธิทางการเมืองที่มีความต้องการจะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในอีกระดับหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่าการเมืองมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับการดำรงชีวิตและการทำมาหากิน รวมทั้งการดำรงอยู่อย่างเสรีชนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การปฎิวัติอเมริกาทำได้เพียงรักษาเสรีภาพของคนผิวขาวที่อ้างว่ามีอยู่ตามธรรมชาติ ส่วนเสรีภาพของคนผิวดำนั้นก็ปรากฏว่าไม่เกิดขึ้น เป็นที่น่าแปลกใจว่า ฝ่ายที่ประกาศให้เสรีภาพกับคนผิวดำนั้น คืออังกฤษ เนื่องจากต้องการคนมาร่วมทำสงครามกับอเมริกัน

ช่วงหลังการปฎิวัติอเมริกา เสรีภาพที่คนผิวดำคาดหวังไว้ไม่ได้เกิดขึ้น เนื่องจากมีความขัดแย้งในประเด็นเรื่องการเลิกทาส ในระยะแรก รัฐทางเหนือหลายรัฐได้ออกกฏหมายยกเลิกระบบทาส และออกกฏหมายให้การปลดปล่อยทาสทำได้ง่ายยิ่งขึ้น  ซึ่งต้องมีการประนีประนอมกับรัฐทางภาคใต้ที่ยังต้องการคงระบบทาสเอาไว้ สุดท้ายจึงมีการตกลงกันว่าให้ทาสเป็นเสียง 3 ใน 5 คือ มีสถานะความเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ คนอเมริกันผิวขาวเห็นว่า คนผิวดำไม่มีวันที่จะสามารถกลมกลืนเข้ากับสังคมได้ โดยมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องวิวัฒนาการเข้ามาประกอบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วส่วนนี้ได้มองข้ามการมองหรือวิเคราะห์ทางด้านจริยธรรมหรือทางสติปัญญา

หากมองตามรัฐธรรมนูญและระบบการเมืองใหม่ของอเมริกา จะเห็นว่า มีการบัญญัติว่า บุคคลที่เป็นอิสระแก่ตนเองเพื่ออำนาจอธิปไตยต่อไป ซึ่งสะท้อนเฉพาะคนผิวขาว โดยในช่วงแรกยังจำกัดเฉพาะคนผิวขาวที่มีทรัพย์สิน ดังนั้นจึงไม่ได้รวมผู้หญิงไม่ว่าสีผิวใดก็ตาม ในมุมมองของคนผิวดำที่ไม่ได้รับความเท่าเทียมกันจากรัฐธรรมนูญนี้ ได้ตีความรัฐธรรมนูญในอีกมุมมองว่า ความเสรี คือ สิทธิในร่างกายของตนเอง มีเสรีภาพและสามารถถือครองทรัพย์สินของตนเองซึ่งเป็นการตีความตามปรัชญาสิทธิธรรมชาติ โดยทาสจะให้ความสำคัญกับเสรีภาพในร่างกายมากที่สุดเนื่องจากคนกลุ่มนี้ไม่มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง

จากที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่าสิ่งที่คนผิวดำคาดหวังว่าจะได้รับจากการปฏิบัติมีความขัดแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิวัติ ดังนั้น จึงเกิดการเรียกร้องโดยเริ่มรวมตัวกัน โดยวิธีการที่ใช้มีตั้งแต่การฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขอเสรีภาพ การร้องทุกข์ต่อสภาของรัฐ และการสมัครเข้าเป็นทหาร(2) ต่อมาเมื่อเห็นว่ากระบวนข้างต้นไม่ได้ผลจึงมีการออกมาประท้วง ทำให้เกิดปัญหาในการควบคุมการทำงานของทาสไม่น้อย เช่น การแสดงความไม่พอใจโดยการหลบหนีจากนาย ต่อมามีการลุกฮือของทาสทำการกบฎต่อต้านระบบทาส นำไปสู่ความรุนแรงและการทำร้ายชีวิตและทรัพย์สินของนาย ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงมีการบังคับไม่ให้ทาสรู้หนังสือ

การพัฒนาและเติบใหญ่ของเสรีภาพ

 

ดังที่ได้กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการมีทาสในสังคมสหรัฐอเมริกานั้น เป็นสิ่งที่ขัดกับความเป็นจริงทั่วไปในดินแดนแห่งความเสรีนี้ เป็นสิ่งที่สะท้อนด้านมืดของความเป็นอเมริกันออกมาสู่ชาวโลก แต่แล้วทำไมความเป็นทาสยังสามารถดำรงอยู่และไม่สามารถทำลายระบบนี้ให้หมดสิ้นไปจากดินแดนแห่งนี้ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นในสำหรับอเมริกา คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจภายหลังการปฏิวัติตามหลักเศรษฐกิจทุนนิยม และหากสังคมของอเมริกาได้พัฒนาตามแบบทุนนิยมโดยสมบูรณ์แบบแล้ว ระบบทาสจะอ่อนแอและในที่สุดจะหายไปจากสังคม หากแต่เกิดความบังเอิญให้ระบบทาส เป็นส่วนที่เอื้อต่อการพัฒณาอุตสาหกรรม เมื่อเกิดอุตสาหกรรมทอผ้าขึ้นในประเทศอังกฤษ เนื่องจากได้ทำให้ฝ้ายกลายเป็นสินค้าที่มีความสำคัญต่อตลาดโลกเป็นอย่างมาก ส่วนนี้เองทำให้รัฐทางใต้ต้องการทาสมาทำงานในไร่ฝ้าย ส่วนรัฐทางภาคเหนือนั้นไม่ได้ต้องการระบบทาส แต่ต้องการให้มีระบบแรงงานเสรีเข้ามาแทนระบบทาส ซึ่งถือเป็นความขัดแย้งดั้งเดิมของรัฐทางเหนือและรัฐทางใต้เลยทีเดียว

นอกจากนี้แล้ว การที่คนผิวขาวได้รับแนวความคิดเรื่อง Manifest destiny จึงมีความพยายามขยายตัวเข้าไปทางตะวันตกของดินแดนสหรัฐอเมริกา หากแต่การขยายตัวดังกล่าว ทำให้เกิดความขัดแย้งกับกลุ่มอินเดียนที่เป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิม ดังนั้น คำว่าเสรีภาพของคนกลุ่มเดิมนี้ คือ ต้องการเสรีภาพที่จะดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมของตน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดของคนผิวขาวที่ต้องการสิทธิของปัจเจกชนในการขยายพื้นที่

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าโครงสร้างทางการเมืองเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดเสรีภาพในอเมริกา โดยคนผิวขาวที่มีทรัพย์สินส่วนตัวเป็นกลุ่มที่ได้รับเสรีภาพมากที่สุด  ดังนั้น คนผิวดำจึงมีสถานะเป็นทรัพย์สินของคนผิวขาว อาจกล่าวได้ว่าคนผิวดำไม่มีอัตลักษณ์ ไม่มีตัวตน ดังนั้นนอกเหนือจากการแสวงหาสิทธิทางการเมืองแล้ว ยังต้องการแสวงหาสิทธิพลเมืองให้แก่คนกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่คนในกระแสหลักอีกด้วย ในช่วงนี้มีนักคิดแนวเสรีภาพออกมากลายคน เช่น เฟรเดอริก ดักลาสส์ ชายผิวดำที่ต่อสู้ในเรื่องความยุติธรรม เสรีภาพของคนผิวดำ และแฮเรียต เจ. เจคอบส์ ที่เป็นหญิงผิวดำที่ต้องต่อสู้เพื่อที่จะหลุดพ้นจากการถูกข่มขืนจากนายจ้าง อีกทั้งยังได้ต่อสู้เพื่อให้ลูกๆของเธอไม่ต้องเป็นทาสโดยการตัดสินใจหลบหนีจากนายจ้าง อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้นมีการออกกฏหมายว่าด้วยทาสที่หลบหนี ทำให้การหลบหนีทำได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น

จะเห็นได้ว่า โครงสร้างทางการเมืองสีขาวนั้น ได้ทำร้ายคนผิวดำที่ไม่มีสิทธิไม่มีอำนาจในการเข้ามาออกเสียง อีกทั้งยังส่งผลที่ค่อนข้างร้ายแรงต่อสภาพความเป็นอยู่ของคนผิวดำเป็นอย่างมาก มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีความกล้าและมีความสามารถเพียงพอที่จะหลุดพ้นจากความเป็นทาส

ความคิดเสรีภาพของคนผิวดำหลังสงครามกลางเมือง

 

แม้ว่าคนผิวดำจะได้เข้าร่วมทำสงครามกลางเมืองแต่ผลสุดท้ายก็เป็นเช่นเดียวกับการปฏิวัติ สิ่งที่ได้รับก็มีความคล้ายคลึงกัน คือ ความเป็นทาส และไม่ได้มีการับรองความเป็นเสรีของทาส นอกจากนี้เหตุการณ์ยังทวีความรุนแรงขึ้นด้วยแนวคิดเรื่องเชื้อชาติ (Racism) และแม้ว่าภายหลังสงครามกลางเมืองจะมีการประกาศเลิกทาสแต่ในทางปฎิบัติกลับรุนแรงมากยิ่งขึ้น แม้ว่า ช่วงระยะฟื้นฟูบูรณะภาคใต้ จะเป็นช่วงที่มีการล้มระบบทาส และมีการให้สิทธิทางการเมืองและการปกครองแก่คนผิวดำ ได้เกิดกลุ่มอดีตเจ้าของทาสที่ต้องการใช้ความรุนแรงในการทำลายคนผิวดำ โดยมีชื่อว่า Klu Klux Klan

ขบวนการสิทธิพลเมืองกับเสรีภาพของคนผิวดำ

 

          ผู้ที่มีบทบาทหลักในการเรียกร้องเสรีภาพและสิทธิของคนผิวดำ คือ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ที่มีความคิดว่า แม้ว่าคนผิวดำจะมีความเสมอภาคทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่อาจจะบังคับได้เนื่องจากมลรัฐภาคใต้ได้ออกกฎหมายมาบังคับโดยที่รัฐบาลกลางไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ เนื่องจากระบบโครงสร้างรัฐเป็น “โครงสร้างสีขาว” ดังนั้นจึงสะท้อนอุดมการณ์สีขาวออกมา เช่น มีการประณามคนผิวดำโดยนักเทศณ์และพระ ดังนั้นแล้ว ดร.คิงได้ใช้วิธีการแบบอหิงสา และได้แสดงอุดมการณ์ในงานชิ้นสำคัญคือ I have a dream ซึ่งทำให้ดร.คิงได้รับรางวัลโนเบล แต่ความรุนแรงกลับไม่ลดลง อย่างไรก็ตาม เราอาจสรุปบทบาทของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงได้ว่า เป็นผู้ที่สามารถต่อสู้เพื่อสิทธิเสมอภาคให้เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง

บทสรุป ความขัดกันของเสรีภาพกับประชาธิปไตยในอเมริกา

 

จากการวิเคราะห์สภาพการณ์ในสหรัฐอเมริกาเรื่องระบบทาส อาจจะกล่าวได้ว่า  สังคมอเมริกันมีต้นกำเนิดและมีความต้องการที่จะเป็นอิสระจากอำนาจการปกครอง เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันของคนในสังคม แม้ว่าคนผิวดำจะได้เข้าร่วมในการทำสงครามกับคนผิวขาวมาเป็นเวลานาน และมีความหวังว่าจะได้รับเสรีภาพที่เท่าเทียมกับคนขาว แต่กลับถูกกีดกันออกจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง นอกจากนั้น ยังมีการเหยียดผิวและเชื้อชาติ โดยเฉพาะกับคนผิวดำ ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยอาณานิคมจนถึงสงครามการเมือง และในที่สุดก็มีการยกเลิกระบบทาส ที่ได้นำมาซึ่งความรุนแรงมากกว่าเดิม และสาเหตุหลักที่ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ อาจเนื่องมาจากความเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันระหว่างสังคมคนผิวดำและคนผิวขาว เนื่องจากการมีชีวิตร่วมกันได้หลอมเอาวัฒนธรรมของทั้งสองฝ่ายเข้าไว้ด้วยกันอย่างไม่สามารถแยกออกจากกันได้

(1)       ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ (2551). ความคิดทางการเมืองของคนอเมริกันผิวดำ จากทาสสู่เสรีชน. กรุงเทพฯ : แสงดาว ,หน้า 41

(2)       ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ (2551). ความคิดทางการเมืองของคนอเมริกันผิวดำ จากทาสสู่เสรีชน. กรุงเทพฯ : แสงดาว ,หน้า 51

My original text was published : http://www.liknice.wordpress.com

SEPTEMBER 7, 2012

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s