คำถามเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น ช่วงปี 1947-1952 ช่วงสหรัฐอเมริกาครองญี่ปุ่น

พอดีมีการบ้านวิชาประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยใหม่ มีการบ้านว่า ให้ตั้งคำถามและตอบคำถามนั้นเอง ก็เลยเอามาแชร์ เผื่อมีใครสนใจเรื่องเหล่านี้

คำถามที่ 1 : คำถามเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่น ช่วงปี 1947-1952 ช่วงสหรัฐอเมริกาครองญี่ปุ่น

การปกครองส่วนท้องถิ่นของญี่ปุ่นภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับ ค.ศ. 1946 ที่มีการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นนั้น ท้องถิ่นมีความเป็นอิสระจากรัฐบาลกลางมากน้อยเพียงใด เพราะเหตุใด

 

ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับ ค.ศ. 1946 ในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นของญี่ปุ่น ได้มีการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นในหลากหลายรูปแบบ หากแต่บางส่วนของกฎหมายฉบับย่อยที่ได้ร่างต่อจากรัฐธรรมนูญ ได้สร้างความไม่เป็นอิสระจากรัฐบาลกลาง เนื่องด้วยหลายสาเหตุ ซึ่งหากจะเข้าใจถึงการปกครองรูปแบบดังกล่าวแล้ว จำเป็นจะต้องศึกษาถึงที่มาและความแตกต่างของระบบใหม่และระบบเก่าที่ชาวญี่ปุ่นได้ใช้มาช่วงระยะหนึ่ง

หลังจากที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้ถูกยึดครองโดยสหรัฐอเมริกา เป็นเวลาเกือบ 7 ปี (1945-1952) ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างของประเทศญี่ปุ่นโดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย  การเข้ายึดครองครั้งนี้ สหรัฐอเมริกาได้นำเอาหลักการที่อาจจะเรียกได้ว่าประชาธิปไตยใน “อุดมคติ” มาทดลองใช้ให้ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการปรับเปลี่ยนระบบการปกครอง คือ การมอบ “อิสระ” ให้แก่         การทำงานของท้องถิ่น โดยใช้หลักประชาธิปไตยโดยตรง (direct democracy) ซึ่งหากมองผ่านๆอาจคิดว่า สิ่งที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น ได้สร้างคำว่า “อิสระ” ขึ้นมาอย่างแท้จริง แต่หากมองลึกลงไปจะเห็นได้ว่า ในความเป็นจริงแล้ว โครงสร้างที่สร้างขึ้นใหม่นี้ มีทั้งด้านที่ประสบความสำเร็จและสร้างความล้มเหลวแก่ระบบ

โครงร่างของระบบการบริหารราชการแผ่นดินของญี่ปุ่นนั้น ก็เปรียบเสมือนรูปปิระมิด ส่วนการปกครองท้องถิ่นนั้นก็เปรียบเสมือนฐานของปิระมิดซึ่งเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้

จากที่ตราในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับ ค.ศ. 1946 ตอนที่ 8 มาตรา 92 ถึง 95 ว่า “รัฐบาลท้องถิ่นมีอำนาจในการบริหารงานและสร้างกฏเกณฑ์ในการบริหารงานส่วนท้องถิ่น และมี        การเลือกตั้งผู้บริหารส่วนท้องถิ่น”(1) มีความแตกต่างจากรัฐธรรมนูญสมัยเมจิหลายประการ เช่น   ในความคิดว่า การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นการกระทำเพื่อองค์พระมหาจักรพรรดิ (2) ทำให้          การปกครองมีลักษณะเป็นการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยส่วนท้องถิ่นและประชาชนเป็นเพียงผู้ทำตามคำสั่งเพียงเท่านั้น แต่หลังจากได้มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้มีแนวคิดที่ว่า   การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นการบริการให้ประชาชน ดังนั้น จะมีการฟังความคิดเห็นประชาชนเป็นหลัก ทำให้ลักษณะการปกครองเปลี่ยนเป็นการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น มีการปฎิรูปการบริหารส่วนท้องถิ่นเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดประชาธิปไตย และความเป็นอิสระจากรัฐบาลกลางพอสมควร โดยที่องค์การบริหารสูงสุดของรัฐบาลท้องถิ่น จะมีลักษณะแตกต่างจากรัฐบาลกลาง คือ หัวหน้าฝ่ายบริหารจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงและมีการให้สิทธิในการถอดถอนและการลงประชามติเพื่อรับกฏหมายที่รัฐบาลกลางออกอีกด้วย

นอกจากตัวรัฐธรรมนูญที่ได้ให้หลักประกันความเสรีของท้องถิ่นแล้ว ยังได้กำหนดกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวกับการคลังของท้องถิ่นเพื่อเอื้อต่อการออกกฎหมายอื่นๆ เนื่องจากแต่ละท้องถิ่นมีขอบเขตการทำงานที่ใหญ่โตมาก โดยกฎหมายที่สำคัญได้แก่

–          The Local Autonomy Law  (ประกาศใช้ 1947)

–          The Financial Law (ประกาศใช้ 1948)

–          The Local Tax Law (ประกาศใช้ 1950)

ทำให้เห็นว่า ระบบและรูปแบบการเก็บภาษี มีความสำคัญต่อแนวคิดการกระจายอำนาจ เนื่องจากการปกครองท้องถิ่นจะมีความเป็นอิสระและมีความสามารถในการบริหารจัดการท้องถิ่นได้นั้น ต้องอาศัยงบประมาณที่เพียงพอ และต้องมีความเป็นอิสระในการจัดการงบประมาณเท่าที่ควร

ในส่วนความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับรัฐบาลกลาง หากศึกษาจะพบว่ามีความสัมพันธ์ในหลายด้านและหลายระดับ รวมทั้ง ความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางก็มีในหลากหลายรูปแบบ    ดังจะอธิบายดังต่อไปนี้

ภารกิจและหน้าที่ที่รัฐบาลท้องถิ่นได้รับมอบหมายแบ่งเป็น หน้าที่โดยตรงของท้องถิ่น เช่น ด้านสาธารณสุขและอนามัย ด้านสวัสดิการสังคม โครงสร้างพื้นฐาน ด้านการพาณิชย์และอุตสาหกรรม การศึกษา เป็นต้น และหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งอาจได้รับจากรัฐบาลกลางหรือ องค์กรอื่นๆ ซึ่งแบ่งย่อยได้เป็นหน้าที่ที่ได้รับอำนาจการตัดสินใจในการดำเนินการต่างๆ และเป็นตัวแทนของรัฐบาลกลาง ส่งผลให้ท้องถิ่นถูกควบคุมโดยรัฐบาลกลางมากขึ้น นอกจากหน้าที่ต่างๆแล้ว การจัดเก็บภาษี จะมีการแบ่งเป็น (3)

  1. ภาษีท้องถิ่น (Local taxes) เป็นรายได้สำคัญของการปกครองท้องถิ่น
  2. ภาษีอุดหนุนให้แก่ท้องถิ่น (Local Allocation Tax) เป็นการจัดสรรเงินภาษีที่ลดช่องว่างระหว่างการปกครองท้องถิ่นที่มีฐานะการคลังที่ไม่เท่าเทียมกัน
  3. ภาษีที่รัฐโอนให้แก่ท้องถิ่น (Local Transfer Tax) เป็นภาษีที่จัดเก็บในระดับชาติ และจัดสรรให้แก่ท้องถิ่น
  4. เงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลาง (Central Government Subsidies) เป็นเงินช่วยเหลือในรูปแบบเงินอุดหนุนโดยตรง
  5. รายได้ของท้องถิ่นที่มาจากเงินกู้ยืม (Borrowing)
  6. รายได้จากแหล่งอื่นๆ

 

ดังที่กล่าวมา รายได้ของการปกครองท้องถิ่นมีที่มาจากหลายแหล่ง แต่รายได้หลักขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการ ได้แก่ ปัจจัยภายใน คือ ความสามารถของรัฐบาลท้องถิ่นว่ามีความสามารถในการจัดเก็บและการบริหารจัดการภาษีมากน้อยเพียงใด เมื่อมีการขยายขอบเขตของภารกิจของท้องถิ่น ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายที่มีเพิ่มขึ้นทั้งในส่วนการให้สวัสดิการแก่ประชาชนและการจ้างงานข้าราชการรวมทั้งพนักงานที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และอีกปัจจัยหนึ่ง คือ ปัจจัยภายนอก เป็นส่วนที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ เช่น ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ หรือ ภาวะสงคราม ทำให้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ท้องถิ่น ขาดดุลงบประมาณ ดังนั้น ท้องถิ่นจึงมีความจำเป็นในการหาเงินจากแหล่งอื่นที่เข้ามาสนับสนุน และจากที่ได้กล่าวถึงที่มาของงบประมาณของท้องถิ่นแล้ว จะเห็นว่า นอกจาก “ภาษีอุดหนุนให้แก่ท้องถิ่น” ก็ไม่มีตัวใดที่สร้างความเป็นอิสระจากรัฐบาลกลาง

จากที่กล่าวข้างต้น พอจะสรุปได้ว่า การที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการปกครองภายในญี่ปุ่นโดยที่ ไม่ได้ก่อระบบการเปลี่ยนผ่านในภาคท้องถิ่น ทำให้การกระจายอำนาจเพื่อให้ความอิสระแก่ท้องถิ่นในการจัดการนโยบายของท้องถิ่น มีปัญหาในเรื่องงบประมาณที่จัดเก็บได้ไม่เพียงพอต่อขอบข่ายงานที่ได้รับเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากฐานความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของท้องถิ่นไม่ได้รับการเปลี่ยนผ่านจากช่วงสมัยรัฐธรรมนูญสมัยเมจิที่รวบอำนาจ ทำให้เกิดภาวะขาดดุลงบประมาณ ท้องถิ่นที่ขาดดุลงบประมาณ มีความจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างราบรื่น ดังนั้น เมื่อเกิดความสัมพันธ์ที่ต้องมี        การพึ่งพากันในลักษณะที่ฝ่ายหนึ่งจำเป็นจะต้องรับความช่วยเหลืออีกฝ่ายหนึ่ง ส่งผลให้ท้องถิ่นพยายามดำเนินนโยบายไปในทางที่รัฐบาลกลางต้องการ และหากเป็นเช่นที่กล่าวมาแล้ว             การปกครองท้องถิ่นของญี่ปุ่นในช่วงนั้น ก็อาจจะไม่ใช่การกระจายอำนาจ ดังที่สหรัฐอเมริกาต้องการ แต่เป็นเพียงแค่การแบ่งเบาภาระของรัฐบาลกลางในส่วนท้องถิ่นเท่านั้น

———————————————————————————-

 มีอะไรแนะนำ บอกกล่าวกันจะเป็นความกรุณายิ่งคัฟ

 

(1)      สุรางค์ศรี ตันเสียงสม, ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยใหม่ (สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2551), หน้า113

(2)      เขียน ธีระวิทย์, ระบบการปกครองญี่ปุ่น (คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์วิทยาลัย,2511), หน้า 87

(3)      ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ และ พินิตพันธ์ บริพัตร, ระบบและรูปแบบการจัดเก็บภาษีท้องถิ่น : ศึกษาเฉพาะกรณีประเทศญี่ปุ่น (สถาบันพระปกเกล้า,2548)

First published : http://www.liknice.wordpress.com

AUGUST 19, 2012

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s