[สรุป]ฟิลิปปินส์สมัยต้น จนสิ้นสุดการปกครองของสเปน

บทที่ 40 ฟิลิปปินส์สมัยต้น จนสิ้นสุดการปกครองของสเปน

ฟิลิปปินส์สมัยต้น จนสิ้นสุดการปกครองของสเปน

 

            การรุกรานฟิลิปปินส์ของสเปนจากฮอลันดา กลางคริสต์ศตวรรษที่ 17

ฮอลันดาได้พยายามยึดครองฟิลิปปินส์ที่เป็นของสเปน เพราะต้องการจะควบคุมการค้าเครื่องเทศ และยังต้องการทำลายอำนาจของสเปนเพราะมีเคยมีปัญหากัน และสาเหตุสำคัญอีก 2 ปรการ คือ หนึ่ง ฐานทัพของสเปนที่อยู่ในฟิลิปปินส์ให้ความช่วยเหลือโปรตุเกสในเกาะโมลุกกะ สอง กรุงมะนิลาเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นเส้นทางการค้าทางตะวันออกไกล ด้วยเหตุนี้ ทำให้มีการต่อสู้กันระหว่างสองประเทศที่ได้กล่าวมาในโมลุกกะ

สเปนสามารถโค่นสุลต่านซาอิทแห่งเทอร์เนตลงได้ในปี 1906 การโจมตีนี้ทำให้เกิดหน่วยจู่โจมใหม่ของฮอลันดาภายใต้การนำของมาตาลีฟ และเมื่อได้กลับไปฮอลันดาได้เสนอให้ร่วมมือกันโมโรโจมตีฟิลิปปินส์ จนเกิดการลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกระหว่างสเปนกับฮอลันดา แต่ทางตะวันออกก็ยังมีสงครามอยู่ กองเรือของฮอลันดานำโดยพลเรือวิตเติร์ตเข้าโจมตีท่าเรือ แต่มีการต่อสู้จนต้องไปปิดล้อมอ่าวมะนิลาแทน ต่อมากองทัพเรือสเปนชนะกองเรือฮอลันดาในปี 1610

ฮอลันดาตระหนักถึงความไม่มั่นคงทางการค้าจึงพยายามเข้ายึดฟิลิปปินส์ ได้มีการส่งกองเรือของเดซิลวาเชื่อมถึงปากอ่าวมะนิลา เห็นว่าหากโจมตีจะต้องพินาศ และต่อมามีการต่อสู้แต่ต้องพ่ายแพ้อีก แต่ฮอลันดายังพยายามเข้ามาฟิลิปปินส์แต่ก็ไม่สำเร็จ  หลังจากการต่อสู้ทางทะเล ฮอลันดาสามารถเดินเรือได้ตามใจชอบ เพราะสเปนไม่มีความเข้มแข็งที่จะต่อสู้ ต่อมาฮอลันดาได้ทำสัญญาในปี 1619 ให้เรือของอังกฤษอยู่ใต้การนำของแจน ปีเตอร์ซูน โคเอน อีก2 ปีต่อมากองเรือของ 2 ประเทศได้ร่วมมือกันปิดล้อมมะนิลาทำให้การค้าท่าเรืออยู่ชะงัก

ปี1622 ฮอลันกาได้สร้างฐานที่เกาะเพสคาดอเรส เพื่อขัดขวางเส้นทางการค้ามะนิลากับจีนและญี่ปุ่น ต่อมาได้ย้ายไปไต้หวันและสามารถแย่งการค้าจากจีนไปที่นั่น ระหว่างการพักรบ สเปนได้มีการส่งทหารไปไต้หวันและสร้างค่ายทหารนั้นเพื่อถ่วงอำนาจฮอลันดา นอกจากนี้สเปนยังมีปัญหากับพวกโมโรที่ได้รับอาวัธสนับสนุนจากฮอลันดาและสเปนยังถูกฮอลันดาโจมตี จนสเปนเชื่อว่าหากไม่มีกำลังทหารเสริมจากประเทศแม่ พื้นที่ภาคพื้นแปซิฟิกจะตกเป็นของฮอลันดา

หลังจากที่ไม่มีการรุกทางการค้ามานาน ปี1640 ฮอลันดาเริ่มใช้กำลังอีกครั้งเพราะโปรตุเกสได้แยกตัวจากสเปน ต่อมาเกาะไต้หวันก็ตกเป็นของฮอลันดาเป็นฐานทัพที่สำคัญในการต่อต้านการรุกรานจากทางเหนือ ต่อมามีการโจมตีค่ายทหารที่อ่าวมะนิลาหลายครั้งแต่ว่าไม่เป็นผล จนปี 1647เมื่อเกิดโรคระบาดขึ้นที่ฟิลิปปินส์ ฮอลันดาจึงยอมทิ้งไป ปีต่อมาสเปนได้ทำสัญญามันสเตอร์ ส่งผลให้ฮอลันดาหยุดโจมตีฟิลิปปินส์

การที่สเปนสามารถรักษาฟิลิปปินส์ไว้ได้ถือว่าเป็นจุดเด่นในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แจน ปีเตอร์ซูน โคเอน ได้บอกไว้ว่าต้องครอบครองมะนิลาและมาเก๊า เพื่อจะขับไล่สเปนและโปรตุเกสออกไป แต่ว่าปัจจัยสำคัญที่อยู่ได้ คือ ชาวฟิลิปปินส์มีความภักดีต่อสเปนผู้เป็นนาย เป็นการทำให้เห็นถึงความสำเร็จของพวกบาทหลวงคาทอลิก

 

การต่อต้านสเปนจากพวกโมโร

กลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีการปราบพวกโมโรโดยสเปน แต่ไม่เป็นผลมากนัก การที่สเปนทิ้งแซมบัวอันกาเป็นการยั่วยุให้พวกโมโรรุกหนักมากขึ้นโดยเฉพาะต่อชาวคริสต์ ต่อมาถูกกดดันจะทำให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระราชินีของสเปนมีคำสั่งให้ยึดป้อม แต่ไม่มีการปฎิบัติเพราะต้องใช้เงินจำนวนมาก ต่อมามีความพยายามใช้การเจรจาเพราะชาวมลายูที่เป็นอิสลามมีผลประโยชน์ทางการค้าในดินแดนที่โปรตุเกสยึดครอง ดินแดนมากินดาเนาและซูลูที่เคยแยกกันปกครองมาก่อน พอสุลต่านรวบอำนาจทำให้ต้องมีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ซึ่งทั้ง 2 ยอมรับข้อตัดสิน ปี 1720มีการทำสนธิสัญญาระหว่างสเปนและสุลต่านแห่งซูลู ว่าจะให้เสรีภาพแก่ชาวคริสต์ในดินแดนของสุลต่าน แต่การใช้ทั้งอำนาจและการไกล่เกลี่ยไม่มีผลที่น่าพอใจ พวกโมโรยังรุนแรงต่อไป

ผู้ครองแคว้นที่ติดต่อคือ สุลต่านแห่งซูลู ในปี  1744 ได้ยอมให้มีการเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ตามคำขอของสเปน และยังให้สร้างวัดสเปนอีกด้วย แต่ต่อมาเมื่ออนุชาของสุลต่านไม่พอใจยโยบายจึงไปยังมะนิลา ได้รับการต้อนรับและเข้ารีตเป็นคริสต์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “ดอน เฟอร์นันโด เด อาลีมัดดินที่ 1”และร่วมกองทัพสเปนไปโจมตีโจโลแต่มีการบอกว่าสุลต่านทรยศ จีงถูกเรียกตัวกลับและถูกจำคุก ต่อมาได้ผ่อนผันและรับบำนาญ และเมื่ออังกฤษเข้ามา ก็ได้ให้ครองบัลลังค์ใหม่

 

การปกครองมะนิลาของอังกฤษ

อังกฤษได้เข้ามาปกครองมะนิลาระหว่างสงคราม 7 ปีโดย หวังใช้มะนิลาในการทำลายการค้าของสเปนเพื่อที่อังกฤษจะได้ขยายการค้า แต่ไม่ได้มีความต้องการยึดครองมะนิลาไว้ นอกจากนี้อังกฤษยังคิดว่าการรวมมินดาเนาจะทำให้ได้ผลประโยชน์ทางการค้ามากที่สุด แต่ว่าข่าวของอังกฤษไปไม่ทันการเจรจาสันติภาพที่ปารีส ทำให้ไม่ได้มะนิลาแต่อย่างใด

การพยายามเข้าครอบครองฟิลิปปินส์ทำให้ประเทศต่างๆหันมาสนใจมะนิลาเป็นครั้งแรก ทำให้ต่อมาไม่นานมะนิลาต้องเปิดเมืองเพื่อศึกษาว่าจะเป็นศูนย์กลางทางการค้าได้หรือไม่ และการที่อังกฤษสามารถเข้ายึดมะนิลาได้ง่ายทำให้ความศรัทธาต่อสเปนลดลง และเกิดกบฎเป็นบริเวณกว้าง ทำให้การจู่โจมของโมโรรุนแรงกว่าเมื่อก่อน ทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้นเมื่อเกิดเรือกลไฟในคริสต์ศตวรรษที่ 19

 

การเผยแผ่คริสต์ศาสนาในฟิลิปปินส์

การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในฟิลิปปินส์ที่เป็นระบบนี้ เป็นงานของศาสนจักรที่ส่งบาทหลวงมายังฟิลิปปินส์ ฝ่ายศาสนาและการปกครองกัน มีอำนาจใหญ่ 2 ฝ่าย คือฆราวาสและศาสนา แต่ว่างานนั้นทำซ้อนกัน ทำให้เกิดความขัดแย้ง 2ประการ คือหนึ่ง ทำให้เกิดความไม่พอใจในการแบ่งอำนาจฝ่ายบริหารและศาสนา สอง บาทหลวงที่ประจำคณะต่างๆไม่ยอมให้สังฆราชมีอำนาจเหนือตน นอกจากนี้ ยังมีการช่วงชิงอำนาจอย่างต่อเนื่องในช่วงที่สเปนปกครอง ฝ่ายศาสนาสนใจด้านสังคมสงเคราะห์มากกว่าและฝ่ายข้าราชการสเปนในฟิลิปปินส์ก็ต้องพึ่งพาฝ่ายศาสนามากกว่าฝ่ายทหาร แต่บาทหลวงในฟิลิปปินส์ทำงานเกินขอบเขต

การส่งเสริมอำนาจนี้ก่อให้เกิดเรื่องน่าสลดใจแก่ข้าหลวง 2 นาย คนแรกคือ ข้าหลวงใหญ่เฮิร์ท เดคอร์คิวราและสังฆราชเฮอนันโด เกอเรโร ในปี 1640 ขัดแย้งเรื่องทหารนายหนึ่งฆ่าผุ้หญิงแล้วหนีไปหลบซ้อนในโบสถ์ออกัสติเนียน เรื่องที่ 2 คือ ระหว่างข้าหลวงใหญ่ดิเอโก เด ซัลเซโด ถูกศาลศาสนาจับกุมในปี 1668 เพราะสังฆราชมิเกล โพเบล็ทมรณภาพ เขาห้ามย่ำระฆังหรือเก็บศพไว้บูชา ดังที่กล่าวมาทำให้เห็นว่า การต่อสู้ช่วงชิงอำนาจนั้นส่งผลให้อำนาจของฝ่ายศาสนาเพิ่มขึ้นส่วนของฝ่ายพลเรือนจะลดลง ต่อมาในศตวรรษที่ 19 ฝ่ายศาสนาเริ่มสูญเสียความศรัทธา และชาวฟิลิปปินส์ต่อต้านรุนแรงขึ้น

การต่อสู้เพื่ออำนาจของสังฆราชนั้นส่งผลต่อประวัติศาสตร์ของฟิลิปปินส์ในระยะยาว ส่งผลต่อความขัดแย้งเรื่องเชื้อชาติและเป็นปัจจัยต่อขบวนการปฏิวัติในคริสตศตวรรษที่ 19

การค้าทางทะเลได้สร้างความมั่งคั่งให้แก่มะนิลาตั้งแต่ก่อน ศตวรรษที่ 16 และขยายตัวอย่างรวดเร็วจนพ่อค้าเซซิลและคาดิชที่ส่งสินค้าสเปนไปอเมริกามีความกังวลโดยเฉพาะผ้าแพรจากจีน การส่งสินแร่ไปตะวันออกแทนไปที่สเปนทำให้เกิดความกังวลใจ สเปนจึงปิดการค้าฟิลิปปินส์อย่างเข้มงวด ต้องใช้เรือจากรัฐบาลเท่านั้น ปี 1585 พระเจ้าฟิลิปที่ 2 พยายามยับยั้งการค้าระหว่างจีนกับมะนิลา แต่ว่ามีผู้ไม่เห็นด้วย มีการวางเกณฑ์ในเส้นทางติดต่อระหว่างมะนิลากับอะคาพุลโกว่า แต่พ่อค้ามะนิลาไม่สนใจ ทำให้พ่อค้าเซซิลและคาดิชขาดทุน กษัตริย์จึงให้มีการสอบสวนและวางข้อกำหนดที่เข้มงวด ทำให้เกิดการคัดค้านจากพ่อค้ามะนิลาไม่ยอมส่งสินค้า ต่อมามีการกำหนดข้อจำกัดที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่า

ในศตวรรษที่ 17 มีการเดินเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกปีหนึ่งๆ มากกว่า 2 ครั้ง แต่ต่อมาได้ลดลงเหลือ 2 ครั้งเนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงเกินไป มะนิลาจึงลดให้เหลือเพียงลำเดียว แต่ว่ามีการบรรทุกเกินและพายุไต้ฝุ่นก็ทำให้เกิดการขาดทุนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากนักเสี่ยงโชคชาวอังกฤษ จากที่กล่าวมาทั้งหมด ทำให้การค้าผูกขาดทางเรือของสเปนหมดคุณค่าไปจนเลิกไปในที่สุดและยังเป็นการเปิดโอกาสให้มีการติดต่อกับเม็กซิโก แคลิฟอร์เนีย เปรูและเอกวาดอร์

การค้าทางเรือเป็นสิ่งที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์ฟิลิปปินส์ ทำให้ชาวสเปนเข้ามาเป็นจำนวนมากและมีการละเลยเรื่องเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม และเวลาที่ผ่านมาทำให้มีฟิลิปปินส์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับอเมริกัน ซึ่งมีการค้ากับอเมริกามากกว่าเอเชีย

 

การค้าของฟิลิปปินส์ในสมัยสเปนปกครอง

            การค้าทางเรือสร้างความมั่งคั่งให้แก่มะนิลาตั้งแต่ก่อนปลายคริสต์ศตวรรษที่16 และขยายตัวไปอย่างรวดเร็วจนพวกพ่อค้าทางเซซิลและคาดิช ซึ่งส่งสินค้าจากสเปนไปอเมริกามานานเริ่มกังวลที่สินค้าจากตะวันออกหลั่งไหลเข้าไป โดยเฉพาะผ้าแพรจากจีน ดังนั้นค.ศ.1593 สเปนจึงใช้วิธีปิดประตูการค้าฟิลิปปินส์อย่างเข้มงวด จนถึงค.ศ.1815 โดยผูกขาดการค้าโดยรัฐบาลเท่านั้นและมีมะนิลากับอะคาพุลโกในเม็กซิโกเป็นทางผ่านเดียว  ค.ศ.1593 มีการวางกฏเกณฑ์ในเส้นทางติดต่อระหว่างมะนิลากับอะคาพุลโกว่า สินค้าขาออกจากมะนิลาไปเม็กซิโกจะต้องอยู่ในวงมูลค่าสูงสุด 250,000 เปโซ และสินค้าขาเข้าจากเม็กซิโกไปยังมะนิลา  500,000 เปโซ ขณะเดียวกันยอมให้เรือสินค้าผ่านเพียง 2 ลำถ้าพิกัดอัตราสินค้าแต่ละลำไม่เกิน 300 ตัน แต่พ่อค้ามะนิลาไม่สนใจกฎ พระราชกฤษฎีกาที่ออกมาไม่เกิดผล ทางฝ่ายพ่อค้าเซซิลและคาดิชขาดทุนย่อยยับ  แต่ภายหลังก็ได้มีการออกพระราชกฤษฎีการออกมาใหม่ กำหนดข้อจำกัดที่ใกล้เคียงความจริงกว่าเดิม ในศตวรรษที่ 17 ลดการเดินเรือข้ามแปซิฟิกเหลือสองครั้งต่อปี บรรทุกแพรจีน ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน เครื่องลายคราม เครื่องเทศ อำพัน ชะมดและเครื่องหอมไปเม็กซิโก พายุไต้ฝุ่น นายเรือหย่อนสมรรถภาพ การยึดกองเรือโดยอังกฤษระหว่างสงครามอังกฤษ-สเปน รวมถึงการลักลอบค้าขายกับเม็กซิโกของพวกนักเสี่ยงโชคเอกชนชาวอังกฤษและอเมริกัน ทำให้การค้าผูกขาดทางเรือของสเปนหมดคุณค่าไปมาก เปิดโอกาสให้ฟิลิปปินส์ติดต่อค้าขายกับเม็กซิโก แคลิฟอร์เนีย เปรูและเอกวาดอร์

การค้าทางเรือชักจูงสเปนเข้ามาอยู่ในมะนิลา และเกิดความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นระหว่างฟิลิปปินส์กับอเมริกามากกว่าเอเชีย  มะนิลาเป็นปากทางการค้ากับอเมริกาของสเปน และเป็นช่องทางทำให้เงินเปโซของเม็กซิโกหลั่งไหลสู่เอเชียตะวันออก  การเข้าครอบครองมะนิลาของอังกฤษทำให้เกิดนโยบายใหม่คือ ละทิ้งการแยกตัวออกอยู่อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งเห็นได้จากสมัยโฮเซ เด บาสโค วาร์กาส ดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ (ค.ศ.1778-1787)คือได้เริ่มดำเนินแผนพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติของฟิลิปปินส์ขึ้นเป็นครั้งแรก และได้ก่อตั้งสมาคมเศรษฐกิจแห่งมิตรของประเทศ(ค.ศ.1871) มีจุดมุ่งหมายส่งเสริมการเพาะปลูกพืชผลทุกชนิดที่เหมาะสมกับดินฟ้าอากาศของประเทศ เช่น คราม  ฝ้าย ยาสูบ อบเชย พริกไทย อ้อย ไหม ปอ ชา กาแฟและฝิ่น ต่อมารัฐผูกขาดยาสูบ จนฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศสำคัญในการผลิตใบยาสูบในภาคตะวันออก และกำไรจากการผูกขาดทำให้ฟิลิปปินส์มีเงินพอเลี้ยงตัวเองตัวได้ แต่ขณะเดียวกันการดำเนินระบบผูกขาดเปิดโอกาสให้ข้าราชการโกงกินและกดขี่มากขึ้น โดยเฉพาะเหล้าองุ่น สร้างความไม่สงบขึ้นทั่วไป

วาร์กาสต้องการให้ฟิลิปปินส์เป็นอิสระจากเม็กซิโกในด้านเศรษฐกิจ ได้พิจารณาให้มีการค้าโดยตรงระหว่างสเปนกับมะนิลาอยู่หลายปี พระเจ้าฟิลิปที่ 5 เคยตั้งบริษัทเพื่อติดต่อค้าขายกับมะนิลาผ่านแหลมกู๊ดโฮป พระเจ้าชาร์ลที่ 2  ทรงมีพระราชโองการให้เปิดการค้าโดยตรงและจัดตั้งบริษัทหลวงขึ้นในฟิลิปปินส์ โดยผลิตภัณฑ์จากฟิลิปปินส์ส่งไปยุโรปไม่เสียภาษีอากรขาเข้า ผลกำไรทำให้เกิดกิจการอุตสาหกรรม การลงทุนในโรงงานทอผ้า การผลิตพริกไทย เครื่องเทศ คราม น้ำตาลและไหม  แต่พระราชกฤษฎีกาลงวันที่ 6 กันยายน 1834 สั่งยุบเลิกบริษัทหลวง ได้เปิดท่าเรือมะนิลาสู่ตลาดโลก การประกาศเอกราชของเม็กซิโกใน ค.ศ.1821 บีบบังคับการควบคุมสเปนในมะนิลา การเป็นปฏิปักษ์กับชาวต่างประเทศเพิ่มความตึงเครียดขึ้น เช่น พระราชกฤษฎีกาห้ามชาวต่างประเทศอาศัยในฟิลิปปินส์ ห้ามชาวต่างประเทศค้าปลีกย่อย หรือเดินทางเพื่อการค้า ชาวต่างประเทศถือว่าเป็นศัตรูของพระผู้เป็นเจ้าและสเปน แต่ค.ศ. 1834 มะนิลาเปิดการค้ากับต่างประเทศ พ่อค้าอเมริกันและอังกฤษแข่งขันกันเพื่อครองความเป็นใหญ่ทางการค้า ฝ่ายหลังชนะเนื่องจากมีธุรกิจการธนาคารและสถานีการค้าในฮ่องกง สิงคโปร์และอินเดีย จึงอยู่ในฐานะได้เปรียบทางการค้ากับฟิลิปปินส์

 

                การเกิดชนชั้นกลาง การปฏิวัติ  และการเรียกร้องเอกราชของชาวฟิลิปปินส์

            ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ความเจริญทางวัตถุทำให้เกิดชนชั้นกลางขึ้นในหมู่ชาวฟิลิปปินส์ ส่วนมากเป็นพวกเลือดผสมจีนหรือสเปน ซึ่งฐานะมั่งคั่งสมบูรณ์พูนสุข การศึกษาดี มีแนวโน้มนิยมตะวันตก และส่งบุตรชายไปต่างประเทศเพื่อให้มีทัศนะกว้างขวาง บุคคลเหล่านี้ทำลายประเพณีดั้งเดิมที่แยกฟิลิปปินส์ออกจากโลกภายนอก ทั้งความคิดสมัยใหม่และลัทธิเสรีนิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 19 กระตุ้นให้ประชาชนชาวฟิลิปปินส์เริ่มตื่นตัวทางการเมือง

ระยะเวลาที่ถูกสเปนครอบครอง การศึกษาในฟิลิปปินส์ตกอยู่ในอำนาจของคณะสอนศาสนาและบาทหลวงเยซูอิต ซึ่งมุ่งหมายที่จะเผยแพร่คริสต์ศาสนาและวัฒนธรรมสเปนโดยสอนเป็นภาษาสเปน โรงเรียน แต่มาครึ่งของศตวรรษที่ 19 สเปนให้การศึกษาแก่คนจำนวนน้อยมาก มีชาวฟิลิปปินส์ไม่กี่คนที่ได้รับการศึกษาในชั้นมัธยม

หลังจากเม็กซิโกแยกตัว ทำให้ฟิลิปปินส์ติดต่อกับสเปนโดยตรง ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากถูกชาวสเปนย้อมจิตใจเรื่องเสรีนิยมที่กำลังตื่นตัวในยุโรป แง่คิดด้านการศึกษาที่ว่าการศึกษาเป็นเสมือนเครื่องมือของศาสนาเกิดมีคู่แข่ง และขณะเดียวกันมีการเรียกร้องให้ขยายวงการศึกษา จนกระทั่งมีการจัดตั้งคณะกรรมการการศึกษาอย่างจริงจังในค.ศ.1855 หลังจากใช้เวลาพิจารณานานถึง6ปี เพราะสเปนไม่ตั้งใจรีบช่วยให้ชาวฟิลิปปินส์ปลดเปลื้องอิสรภาพ

บทบัญญัติวางไว้ว่าศูนย์กลางทุกๆเมืองจะต้องมีโรงเรียนประถมสำหรับเด็กชายและเด็กหญิงอย่างน้อยหนึ่งแห่ง เป็นการศึกษาบังคับและไม่เสียค่าเล่าเรียนสำหรับคนยากจน บาทหลวงประจำแขวงเป็นศึกษานิเทศก์ประจำถิ่น คณะกรรมการจังหวัดประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายศาสนา มีสังฆราชแห่งมะนิลาเป็นองค์ประธาน มีอำนาจดำเนินระบบการศึกษา มีผู้สำรวจชาวสเปนผู้หนึ่งย้ำว่าเมื่อเทียบอัตราส่วนแล้ว ก่อนเริ่มระบบการศึกษาจำนวนผู้อ่านออกเขียนได้ในฟิลิปปินส์มากกว่าในสเปนเสียอีก จนมาถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ฟิลิปปินส์จึงล้ำหน้าทางการศึกษากว่าประเทศใดๆในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะการศึกษาของสตรี และกล่าวกันว่ามีโรงเรียนดีกว่าที่สเปนจัดตั้งไม่ว่าแห่งใดในอเมริกา นอกจากนั้นการเผยแพร่ภาษาสเปนและละตินช่วยให้ฟิลิปปินส์ใกล้ชิดกับยุโรปมากกว่าเอเชีย ด้วยเหตุนี้จึงดูเหมือนฟิลิปปินส์แยกตัวออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ จนไม่มีแห่งใดที่วัฒนธรรมตะวันตกและคริสต์ศาสนาจะสะท้อนอิทธิพลอย่างล้นเหลือ และก็ไม่มีแห่งใดที่ขบวนการชาตินิยมสมัยใหม่จะมีพลังแข็งแกร่งเท่าฟิลิปปินส์

 

การเกิดขบวนการชาตินิยมต่อต้านสเปนของชาวฟิลิปปินส์

ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 มีความพยายามในการต่อต้านอำนาจสเปนอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังไม่เคยถูกคุกคามอย่างจริงจัง จะมีก็เพียงแต่ความยุ่งยากในท้องถิ่นอันเกิดจากการใช้อำนาจกดขี่ เช่น กบฏโบฮอล ค.ศ.1621 และการจลาจลเลเต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจลาจลในพันกาซินันและอิโลคอส ซึ่งมีจุดประสงค์ต่อต้านสเปนและรื้อฟื้น “ลัทธิป่าเถื่อน”  แต่สเปนสามารถกวาดล้างได้โดยความช่วยเหลือของ “ชาวอินเดียผู้เป็นมิตร” และอาศัยกำลังทหารสเปนเพียงหยิบมือเดียว

ความไม่พอใจต่อคำสั่งทางศาสนาและความขัดแย้งทางกฎหมายเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินของชาวฟิลิปปินส์ก่อให้เกิดการจลาจลติดต่อกันทั่วไปในค.ศ.1745-1746 จนพระเจ้าฟิลิปที่ 6 ทรงแต่งตั้งผู้ไต่สวนมาพิจารณาข้อกล่าวหาฝ่ายศาสนา แต่ก็ยังไม่ยอมมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับผู้พิพากษาฝ่ายฆราวาส

การที่อังกฤษครอบครองมะนิลา (ค.ศ.1762-1764) และการที่สเปนแพ้อย่างง่ายดายทำให้เกิดกบฏขึ้นบ่อยๆ ครั้งสำคัญที่สุดเกิดในเขตอิโลคอส นำโดยดิเอโก ซิลัง เนื่องจากการขอเลิกส่งบรรณาการ เพราะสเปนไม่อาจป้องกันประเทศเขาได้ ถึงแม้จะมีผู้นำในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 และ18 อยู่มากที่ได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษของชาติ โดยเนื้อแท้แล้วยังเป็นการปฏิวัติในท้องถิ่น ว่ากันว่าต้องใช้เวลากว่า 250 ปีภายใต้การปกครองของสเปนที่ความรู้สึกชาตินิยมของฟิลิปปินส์จะเป็นเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นระยะที่ชาวฟิลิปปินส์รู้สึกต่อต้านมากขึ้น เนื่องจากความเลวร้ายของระบบผู้ขาด ตลอดจนความละโมบของฝ่ายศาสนา ความเคลื่อนไหวทุกแห่งในสเปนและอเมริกาของสเปนเริ่มมีอิทธิพล เช่น กบฏซารัต(ค.ศ.1815) กบฏโนวาเลส (ค.ศ.1823) กบฏในค่ายทหารตากาล็อก (ค.ศ.1843) การขาดความสามัคคีในชาติทำให้กบฏเหล่านี้ล้มเหลว แต่อย่างไรก็ตามการปฏิวัติเหล่านี้มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงเพราะเป็นเครื่องแสดงถึงความกระหายเอกราช

ปัจจัยในขบวนการชาตินิยมในฟิลิปปินส์เกิดจาก ชาวฟิลิปปินส์มีเชื้อชาติเดียวกัน วัฒนธรรมเดียวกัน และมีความเกลียดชังอำนาจสเปนร่วมกัน นโยบายปกครองของสเปนมีส่วนช่วยให้เกิดความสามัคคี โดยวิธีจัดตั้งรัฐบาลกลางขึ้นครั้งแรกและโดยการเผยแพร่คริสต์ศาสนาและอารยธรรมสเปน และการเปิดประเทศฟิลิปปินส์แก่ตลาดการค้าของโลก

การเคลื่อนไหวจากการปฏิวัติสเปนซึ่งโค่นพระนางอิซาเลลลาที่ 2 ในค.ศ.1868 มีการยกเลิกกฎหมายและคำสั่งศาสนา มีการเลือกตั้งและให้เสรีภาพแก่หนังสือพิมพ์ ส่งผลมาถึงฟิลิปปินส์ คือ เจ้าหน้าที่อาณานิคมที่มีทัศนะเอียงไปทางประชาธิปไตยถูกส่งไปยังเกาะต่างๆ มีการปฏิรูปการบริหารไปในแนวปกครองตนเอง และมีเสรีภาพในสื่อสาธารณะตามแบบยุโรป

ผลที่เกิดขึ้นทันทีคือ ความวุ่นวายขนานใหญ่ในหมู่พระและคนสามัญเพื่อความเป็นฟิลิปปินส์ หลังเดอ ลา ทอร์ข้าหลวงใหญ่หัวเสรีนิยมออกจากตำแหน่ง และฝ่ายปฏิกิริยาเข้ารับตำแหน่งแทน สามัญชนและบาทหลวงกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนฝ่ายเสรีนิยมถูกจับฐานกบฏ พระฟิลิปปินส์ผู้บริสุทธิ์ 3 องค์ถูกประหารชีวิตคือ เบอร์กอส โกเมซและซาโมรา ต่อมากลายเป็นสัญลักษณ์ของชาตินิยมและเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้เสียสละเพื่อชาติ

เนรเทศผู้นำชาวฟิลิปปินส์ไปอยู่ตามอาณานิคมที่ใช้เป็นที่คุมขังนักโทษ ผู้หลี้ภัยเหล่านี้ได้ก่อตั้ง“ขบวนการโฆษณาชวนเชื่อ”  ด้วยการเรียกร้องให้ชาวสเปนและชาวฟิลิปปินส์มีสิทธิเท่าเทียมกันตามกฎหมาย ให้ถือฟิลิปปินส์เป็นเสมือนแคว้นของสเปน มีผู้แทนในสภานิติบัญญัติสเปน ให้วัดแขวงเป็นของชาวฟิลิปปินส์ และให้เสรีภาพในการพูด การพิมพ์ การประชุมและการร้องเรียน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อการปฏิรูปไม่ใช่การปฏิวัติ เพราะยังภักดีต่อสเปน บุคคลผู้เป็นหัวใจของขบวนการ ได้แก่ ดร.โฮเซ  ริซัล ตีพิมพ์นิยายชื่อ Noli Me Tangere บรรยายความทุกข์ของชาวฟิลิปปินส์ภายใต้การปกครองของสเปน, Eil Firibusterismo โจมตีระเบียบคำสั่งทางศาสนา , Max Havelaar ต่อต้านระบบการเพาะปลูกที่เขียนในชวา และ Uncle Tom’s Cabin ต่อต้านระบบทาสในอเมริกา เมื่อเดินทางกลับมะนิลาได้พยายามก่อตั้งLiga Filipina “สันนิบาตฟิลิปปินส์” แต่ถูกจับกุมและถูกเนรเทศไปดาปิตันในมินดาเนาในเวลาต่อมา เป็นการจบชีวิตทางด้านการเมือง

กรกฎาคม 1892 มีการจัดตั้งสมาคมลับ “คาติพูนัน”  ในกรุงมะนิลา โดยมีจุดมุ่งหมาย 2 ประการคือ ใช้กำลังต่อสู้เพื่ออิสรภาพ และเพื่อรวมชาวฟิลิปปินส์ทั้งมวลให้สามัคคีกันเป็นรัฐประชาชาติ ผู้ก่อตั้งคือ อังเดรส โบนิฟาซิโอ  แต่ก็ล้มเหลว โบซิฟาซิโอหลบหนีไปในแคว้นลูซอนทางเหนือ และจัดตั้งรัฐบาลขึ้นที่เตเจรอส แต่อากินาลโดกลับถูกเลือกให้เป็นประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ค.ศ.1897 แทน อย่างไรก็ตามกองกำลังเพื่อการปฏิวัติของอากินาลโดไม่อาจต่อต้านกำลังทหารของสเปนซึ่งมีอาวุธที่ดีกว่าได้ เฟอร์นานโด พริโม เด ริเวอรา ของสเปนพยายามใช้วิธีทางการทูตเจรจาแต่ไม่ได้ผล ท้ายที่สุดมีการทำสนธิสัญญาไบแอคนาบาโต โดยฝ่ายสเปนยอมจ่ายเงินตอบแทนการวางอาวุธ ส่วนผู้นำฟิลิปปินส์ยอมลี้ภัยไปฮ่องกง ยุติการปฏิวัติในเดือนธันวาคม 1897

ไม่นานข้อตกลงก็ถูกทำลาย เมื่ออากินาลโดและคณะที่สมัครใจลี้ภัยไปฮ่องกง เอาเงินไปซื้ออาวุธใหม่ๆ ฝ่ายพริโม เด ริเวอราไม่ยอมจ่ายเงินตามสัญญาให้กับผู้เคราะห์ร้ายจากสงคราม ความไม่ซื่อสัตย์ของทั้งสองฝ่ายทำให้เกิดการจลาจลขึ้นอีกครั้งในเดือน 1898

สรุปจาก : ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ :  สุวรรณภูมิ-อุษาคเนย์ภาคพิศดาร (A history of South-East Asia) , D.G.E.Hall เล่ม 2บทที่40

งานนี้ทำร่วมกับ @momo

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s