ข้อพิพาทเกาะพาราเซลระหว่างจีน – เวียดนาม

เหตุการณ์ความขัดแย้งที่มีความเคลื่อนไหวในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา หากไม่กล่าวถึงประเด็นข้อพิพาทจีน – เวียดนาม อาจเป็นการละเลยต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนและประเทศอาเซียน ซึ่งอาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในระดับภูมิภาค และส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกกับประเทศจีนที่เป็นมหาอำนาจของภูมิภาค

ข้อพิพาทใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้น เป็นผลพวงจากข้อพิพาทเดิมในทะเลจีนใต้ ซึ่งเมื่อจีนเคลื่อนแท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเลลึกเข้าไปยังน่านน้ำใกล้หมู่เกาะพาราเซล (Paracel Islands) พื้นที่พิพาททางทะเลในทะเลจีนใต้ ทำให้ชาวเวียดนาม (หนึ่งในประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งของจีน) มองว่าผิดกฎหมายและเกิดเหตุปะทะทางเรือในบริเวณดังกล่าวหลายครั้ง

ชาวเวียดนามต่อต้านการกระทำของจีนและประท้วงปิดโรงงานต่างชาตินับร้อย ทำให้เกิดความรุนแรงจากการปล้นสดมโรงงานกว่า 15 แห่ง เพียงเพราะเห็นอักษรจีน โดยไม่สนใจว่าเป็นโรงงานของจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น หรือเกาหลี ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นการต่อต้านจีนครั้งที่ใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่ง โดยผู้ชุมนุมชาวเวียดนามพยายามทำลายสถานทูตและโรงงานของชาวจีน

อย่างไรก็ตามรัฐบาลเวียดนามพยายามสลายการชุมนุม เนื่องจากรัฐบาลเวียดนามมีความกังวลด้านเศรษฐกิจ จากการที่เวียดนามมีนโยบายดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและได้รับประโยชน์จากการเข้าลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ด้วยสาเหตุที่ว่าเวียดนามเป็นประเทศที่มีความปลอดภัย มีเสถียรภาพทางการเมืองในระดับหนึ่ง และเป็นประเทศที่มีแรงงานราคาถูกเป็นจำนวนมาก รัฐบาลเวียดนามตระหนักว่าจีนเป็นประเทศที่ลงทุนในเวียดนามสูงเป็นอันดับแรกๆ และเวียดนามเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของจีน หลายฝ่ายจึงมองว่าหากเหตุการณ์ไม่สิ้นสุดอาจนำไปสู่การสิ้นสุดของเศรษฐกิจ 2 ประเทศ

รัฐบาลจีนให้ความสำคัญและมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยของชาวจีนในเวียดนาม จึงดำเนินการอพยพคนจีนออกจากเวียดนามกลับประเทศ และระงับการเจรจาโครงการทวิภาคีเป็นการชั่วคราว

 

ประวัติความขัดแย้งในบริเวณ Spratly Islands

ความขัดแย้งในบริเวณ Spratly Islands อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้”

Spratly Islands เป็นการรวมตัวของหมู่เกาะเล็กๆหลายร้อยเกาะ ในทะเลจีนใต้ระหว่างเวียดนามกับฟิลิปปินส์

หห

ที่มาของภาพประกอบ http://opiniojuris.org/2012/04/17/why-the-philippines-has-no-chance-of-making-china-go-to-court/china-claims-paracel-spratly-islands-1-2/

 

ความสำคัญของ Spratly Islands

1. ด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคง

2. ด้านเศรษฐกิจ

3. ชาตินิยม

1. ด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคง

Spratly Islands เป็นการแสดงให้เห็นถึงการมีเสรีภาพในการเดินเรือ และความมั่นคงของการเดินเรือในทะเลจีนใต้ เนื่องจากเป็นเส้นทางการเดินเรือที่สำคัญและเป็นเส้นทางการค้าที่มีความสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนต้องการครอบครองเกาะและพื้นที่โดยรอบเพื่อลำเลียงน้ำมันจากตะวันออกกลางมายังจีน ในขณะเดียวกันญี่ปุ่นก็มองเห็นว่าช่องแคบดังกล่าวมีความสำคัญและเป็นเส้นทางเพื่อลำเลียงน้ำมันเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ Spratly Islands  ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์การเดินเรือ เป็นการควบคุมเส้นทางการเดินเรือของภูมิภาค เพราะการควบคุม Spratly Islands  และพื้นที่โดยรบนั้น จะสามารถกดดันจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี หากจีนสามารถเข้าควบคุมได้หลายฝ่ายกังวลว่าจีนจะอำนาจขยายเข้าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ไกลถึงช่องแคบมะละกา

หากจะกล่าวอีกนัยยะหนึ่ง Spratly Islands เป็นจุดถ่วงดุลอำนาจระหว่าง จีน กับ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดย สหรัฐฯ และญี่ปุ่น มีนโยบายเข้าแทรกแซงเพื่อถ่วงดุลอำนาจจีน

2. ด้านเศรษฐกิจ

หลายฝ่ายมองเห็นมูลค่าของทรัพยากรก๊าซธรรมชาติและน้ำมันที่มีจำนวนมหาศาล ทั้งนี้ ประเทศต่างๆ ที่เป็นคู่ขัดแย้งมองว่า แหล่งทรัพยากระรรมชาตินี้ เป็นสิ่งที่ส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจทั้งในแง่การใช้งานภายในประเทศ และการส่งออกเป็นสินค้า

จีน ในฐานะที่เป็นประเทศที่มีประชากรจำนวนมากที่สุดในโลก ย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องหาทรัพยากรให้เพียงพอต่อความต้องการของคนในชาติ เนื่องจากจีนมีอัตราการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอัตราที่ค่อนข้างสูง หากสามารถหาแหล่งทรัพยากรที่เพียงพอแล้วนั้น จีนอาจได้ดุลการค้าและเศรษฐกิจจะสามารถขยายตัวได้เป็นอย่างดี

3. ชาตินิยม

ความขัดแย้ง

–          จีนและไต้หวัน                จีนอ้างหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แผนที่ในพงศาวดาร

–          เวียดนาม                       อ้างหมู่เกาะ Paracel Islands

–          ฟิลิปปินส์                        อ้างนักเดินเรือค้นพบและอ้างอธิปไตย

–          มาเลเซียและบรูไน        อ้างกฎหมายทางทะเลกำหนดเป็นเขตเศรฐกิจจำเพาะ

แต่ในกฎหมายระหว่างประเทศ ยังไม่สามารถสรุปได้ เพราะหลักฐานยังไม่หนักแน่นพอ เนื่องจากไม่มีการใช้อำนาจอธิปไตยอย่างสงบเป็นเวลานานพอโดยไม่มีการโต้แย้งจากรัฐอื่น

ความขัดแย้งดังกล่าว เป็นไปอย่างยื้ดเยื้อ ต่างฝ่ายต่างอ้างกรรมสิทธิ์ ต่อมามีการทำสงคราม เช่น

1974 และ 1988   จีนรบเวียดนามเพื่อแย่ง Paracel Islands

จีนทำสงครามกับฟิลิปปินส์หลายครั้งเนื่องจากเกิดข้อพิพาท

1992 อาเซียนประกาศปฏิญญาแก้ไขปัญหาหมู่เกาะดังกล่าววอย่างสันติวิธี เรียกร้องให้จีนยอมรับปฏิญญา แต่จีนอ้างกรรมสิทธิ์และอ้างอธิปไตย

ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา จีนมีนโยบายเชิงรุก เพื่อเอาใจอาเซียน และดำเนินการตามนโยบาย Peaceful rise

2002 Code of conduct แก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ทำให้ปัญหาทุเลาลง

 

ต่อมา จีนผงาดขึ้นอีกครั้ง ทำให้จีนดำเนินนโยบายอย่างแข็งกร้าวต่ออาเซียน และท่าทีที่เปลี่ยนไป ดังเช่น

–          จีนเริ่มคุกคามบริษัทขุดเจาะน้ำมันตะวันตก ที่สำรวจน้ำมัน

–          จีนเพิ่มกองทัพเรือในหมู่เกาะและข่มขู่เรือของประเทศอื่น เช่น การบุกโจมตีเรื่อสหรัฐฯ ปี 2009 และ 2010

–          จีนประกาศห้ามเรือประมงประเทศอื่น จับปลาในเขตหมู่เกาะ และจับกุมชาวประมงเวียดนามที่เข้ามาในเขตดังกล่าว

–          คณะทำงาน code of conduct ติดขัดทำให้ไม่มีความคืบหน้า

–          เดือน มีนาคม 2010 จีนประกาศว่าหมู่เกาะเป็นผลประโยชน์หลักของจีน (Core Interest)

–          จีนเปลี่ยนท่าทีการเจรจา ในเวทีพหุภาคีกับอาเซียน เป็นการเจรจาทวิภาคี เนื่องจากมองว่าเป็นปัญหาทวิภาคี

–          จีนตัดสายเคเบิลสำรวจของเวียดนาม

 

ปัญหาหนักขึ้นเมื่อ การประชุม ARF (ASEAN Regional Forum) ที่ฮานอย เดือนกรกฎาคม 2010 สหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Hillary Clinton รัฐมนตรีของสหรัฐ ประกาศต่อต้านความขัดแย้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ สหรัฐจะไม่เข้ามาโดยตรง แต่เมื่อ Clinton ประกาศว่า สหรัฐฯ เห็นว่าเกาะที่เกิดความขัดแย้งนั้นมีความสำคัญและสหรัฐฯจะเข้ามามีบทบาท

สหรัฐฯสนับสนุนกระบวนการเจรจาทางการทูตแบบพหุภาคี และไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง เข้ามาฉวยโอกาสแทรกแซง เพื่อปิดล้อมและสกัดกั้นอำนาจของจีนเนื่องจากรัฐบาล Obama ไม่ประสบความสำเร็จในการเจรจากับจีน

ซึ่งการประกาศดังกล่าว ทำให้ประเทศคู่ขัดแย้งร่วมมือกับสหรัฐฯ จีนไม่พอใจมองว่าเป็นการโจมตีจีน และมองว่าสหรัฐฯ ไม่ควรเข้ามาแทรกแซง ต่อมาจีนได้จัดซ้อมรบในบริเวณหมู่เกาะดังกล่าวและประกาศว่าจีนมีอธิปไตยเหนือหมู่เกาะ

สหรัฐฯ กับเวียดนามกระชับความสัมพันือย่างเข้มข้น มีเรือรบร่วม และมีการประณามจีนที่ส่งเรือเข้าใกล้ Paracel Islands ของเวียดนาม

 

การกระทำดังกล่าวของจีน ทำให้เกิดคำถามว่า จีนได้ดำเนินกาต่างหลักการ Peaceful rise จีนประกาศมาโดยตลอดหรือไม่

 

 

อ้างอิง

1. ประชาคมเอเชียตะวันออก (รศ.ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี)

2. สถานการณ์โลก ปี๒๕๕๓ และแนวโน้มปี ๒๕๕๔ (รศ.ดร.ประภัสสร์ เทพชาตรี)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s