[Kuk’s diary] อาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง 5-7 ธันวาคม 2557 (วันแรก)

ช่วงเดือนธันวาคม เดือนที่อุดมไปด้วยวันหยุด เดือนแห่งการเฉลิมฉลอง เดือนที่เขาว่ากันว่า คนไทยมีความสุขที่สุด

สำหรับ เรา เดือนธันวาคมเป็น เดือนที่อากาศหนาวมาเยือน และคิดไปเองว่า จะเป็นเดือนที่ท้องฟ้าสวยที่สุดในรอบปี เพราะจะเป็นเดือนที่ฟ้าเปิด ปราศจากฝนและเมฆ

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้เรามีแรงบันดาลใจอยากจะออกไปไขว่คว้าหาโอกาสเจอะเจอท้องฟ้าในมุมมองใหม่ๆ มุมมองที่ใกล้กันมากขึ้น และสิ่งที่ผ่านตามาใน facebook คือ โครงการอาสาสมัครพิทักษ์ภูกระดึง ประจำปี 2014 (รุ่นที่ 2) เราสมัครแทบจะในแวบแรกที่เห็นโพสต์นั้น บางทีความรู้สึกก็มีเหตุผลมากกว่าความคิด บางทีความรู้สึกก็ทำให้เราได้พบเจอสิ่งดีๆ อย่างที่ได้พบเจอมา

โครงการนี้ จัดขึ้นในวันที่ 5-7 ธันวาคม 2557 และออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในคืนวันที่ 4 ธันวาคม 2557 ตามประสาการท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว หลังจากที่อ่านกำหนดการ (ที่มีการเปลี่ยนไปมาจนวันสุดท้าย) แล้ว เราก็ได้รู้ว่างานอาสาสมัครครั้งนี้ คือ การขึ้นไปเก็บขยะบนภูกระดึงลงมาทิ้ง น้ำหนักขั้นต่ำอยู่ที่ 1 กิโลกรัม

เราเตรียมตัวค่อนข้างพิถีพิถันกว่าทริปอื่น อาจจะเป็นเพราะพยากรณ์อากาศบอกว่า ยอดภูมีอุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ 13.8 องศาซี ในวันที่ 4 ธันวาคม 2557 กระเป๋าเป้ใบใหม่แทนที่ใบเก่าที่เพิ่งปลดระวางไป จุเสื้อผ้าได้น้อยลง เจ้ากล้องตัวเล็กไม่ใช่ปัญหา แต่เลนส์ของเจ้าตัวเล็กกลับแย่งกันจะไปเที่ยวภูกระดึง เลนส์ 3 ตัวที่มีอยู่ ต้องถูกตัดออกหนึ่งตัว เพราะบ่าของเราคงรับน้ำหนักไม่ไหว และสุดท้ายเจ้าเทเลก็ถูกปลดออกจากกระเป๋าพร้อมน้ำตา ครั้งนี้ เราจะไม่ได้ส่องนกกันนะ

ความกังวลอื่นๆ เช่น แบตมือถือที่อาจจะไม่พอ 3 วัน 2 คืน เรามีแค่ powerbank อันเล็ก เลยตัดสินใจเปิด airplane mode ตั้งแต่ออกจากที่ทำงาน และเปิดบ้างตอนที่อัพรูปลงไอจี (บนภูกระดึงมีบริการที่ชาร์ตแบต แบตมือถือ 20 บาท แบตไอแพด 40 บาท แบตอื่นๆ 40 บาท ราคาทั้งหมดนั้นเป็น ราคาต่อ 2 ชั่วโมง และต้องไปรับคืนก่อน 4 ทุ่ม เพราะทางอุทยานจะตัดไฟฟ้าตอน 4 ทุ่มตรง)

การเดินทางเริ่มจากไปขึ้นรถบัสที่ปั๊มน้ำมัน ปตท. สนามเป้า (ข้างททบ. 5) เวลา 21.00 น.

ตอนที่ไปถึงปั๊ม เราได้เจอกับพี่ยุและพี่ปลา (พี่สองคนแรกที่รู้จัก และเป็นพี่ที่นั่งรถไปกลับด้วยกัน) ก่อนจะไปลงทะเบียนรับเสื้อโครงการฯ และรอเวลาออกเดินทาง

เราออกเดินทางกันประมาณ 21.46 น. รถบัสคันใหญ่พอจะบรรจุ 47 ชีวิตเคลื่อนตัวออกจากสนามเป้า ฝนก็โปรยลงมา จากฝนตกเปาะแปะไม่นานก็กลายเป็นพายุฝน ฝนตกหนักจนคิดถึงคำพูดอาจารย์เมย์ตอนไปอาสาสร้างโรงเรียนที่ อ.พาน ที่ว่า “นี่คือฝนสั่งลา ตกที่นี่ พอไปถึงนู่นเราจะได้ไม่เจอฝนอีก” เราแอบยิ้มให้เม็ดฝน จริงๆแล้วอาจารย์เมย์ก็มีมุมมองที่น่ารักดีนะ

และเพราะว่าเราเดินทางในวันก่อนวันหยุดยาว รถจำนวนมากพร้อมใจกันขับออกต่างจังหวัด บนทางด่วนรถค่อนข้างเยอะแต่ ดีใจที่รถไม่ถึงกับติด เราเคลื่อนที่กันไปได้เรื่อยๆ ค่อยๆไปด้วยกัน หลังทำความรู้จักกับเพื่อนข้างๆเพิ่มอีก 2 คน (น้องแอร์จากปัตตานีและพี่น้ำ) พี่โย ผู้นำค่ายของเราก็เดินทางแจกป้ายชื่อ พร้อมแบ่งเต้นท์ เราได้นอนกับน้องกิฟและน้องเกต ที่เต้นท์เบอร์ 13 พี่โยบอกให้นอนพักผ่อนให้เต็มที่ เพราะวันรุ่งขึ้นเราจะเดินขึ้นเขากันอีกกว่า 9 กิโลเมตร

รถปิดไฟตอน 4 ทุ่มครึ่ง การเดินทางเริ่มขึ้นแล้ว เราได้กลิ่นถึงความอบอุ่นปนความหนาวเย็นที่อยู่ข้างหน้า

……………………………………………………………………..

5 ธันวาคม 2557

00.05 น. แวะปั๊มครั้งแรก ช่วงเวลาที่งัวเงียแต่อยากรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน เป็นช่วงที่ทรมานจิตใจนิดหน่อย

รู้สึกเหมือนเพิ่งงีบไปนิดเดียว อยากให้เป็นงีบยาวๆจัง ร่างกายเรียกร้องให้พักผ่อน ช่วงนี้อะไรๆเหมือนจะเหนื่อยเกินไปหน่อย  อากาศบนรถทัวร์หนาวจนทำให้เริ่มหวั่นอากาศบนยอดภูตามประสาคนขี้หนาว กลัวว่าถ้าหนาวเดินไปเสื้อแจ๊กเก็ตตัวที่หยิบมาจะไม่ช่วยอะไร ทำไมเราไม่ค่อยพร้อมเลยนะ

หลังรถขับออกมาหน่ยก็เจอป้ายทับกวาง อ้อ เราอยู่ที่จังหวัดสระบุรีกันแล้ว🙂

04.13 น. แวะปั๊มอีกแล้วล่ะ

คืนนี้ นอนไม่ค่อยหลับ ไม่รู้ว่าเพราะตื่นเต้นหรือเพราะเรานั่งแถวสุดท้ายเป็นครั้งแรก แต่มองในอีกมุมนึง เราก็ควรจะหัดตื่นตี 4 ด้วยความหวังว่าวันรุ่งขึ้นจะตื่นมาดูดาวด้วยความสดชื่น ทั้งๆที่รู้ทั้งรู้ว่าอาทิตย์ที่ไปเป็นคืนวันเพ็ญ ดาวอาจจะไม่สวยสักเท่าไหร่

ดูจากป้ายของปั๊ม (ในระยะไกล) ทำให้รู้ว่าเราถึงอ.เมือง จ.ชัยภูมิแล้ว แต่อีกนานแค่ไหนนะกว่าเราจะเดินทางถึงอุทยานแห่งชาติ แล้วจ.เลยอยู่ติดกันจังหวัดไหนบ้างนะ อยากเก่งภูมิศาสตร์กว่านี้สักหน่อย

อากาศข้างนอกอยู่ที่ 24 องศาซี ที่ปั๊มมีรถมาจากทุกจังหวัดเลยล่ะ เหมือนหลายๆคนก็มาเที่ยวภูกระดึงเหมือนเรา เหมือนใครๆก็อยากมีความสุขกับวันหยุดยาว ตั้งแต่ออกเดินทางมา เรายังไม่เห็นดาวเลยล่ะ อันนี้เสียใจนิดๆ และกลัวว่าบนยอดภูจะไม่มีดาวให้ยลโฉม แต่อย่างที่บอก ก็มาเที่ยวทำไมวันเพ็ญล่ะ 555+

05.57 น. แวะปั๊ม (บ่อยจัง) สวัสดี อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น

เราตื่นเต็มที่แล้ว ดีใจที่ร่างกายตอบสนองกับจิตใจได้ดีในเช้าวันนี้ บอกตัวเองว่า วันนี้เราจะได้เห็นแสงแรกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนใคร

06.07 น. ทางทิศตะวันออกเริ่มสว่าง ท้องฟ้าเริ่มมีปฎิกิริยากับแสงอาทิตย์แล้ว อุณหภูมิ 23 องศาซี บ่งบอกว่า วันนี้อากาศน่าจะไม่หนาวสักเท่าไหร่ เช้านี้เมฆค่อนข้างเยอะ บรรยากาศครึ้มๆ ในใจเริ่มกลัวฝนมากกว่าอากาศหนาวขึ้นมาแว้บนึง (เจ้าคาโมเมะ(กล้อง) ไม่มีอุปกรณ์กันฝนนี่นา) รถทัวร์ของเรามุ่งหน้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทำให้พระอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงจากขอบฟ้าอยู่เฉียงไปทางท้ายรถ เป็นครั้งแรกๆที่เราพยายามหาทิศทาง ขอบคุณการปั่นจักรยานที่ทำให้รู้สึกว่าทิศเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับชีวิตในระดับหนึ่ง

และแล้วเวลาก็ล่วงเลยมาจน 6.30 น. พวกเราเลี้ยวเข้าอ.โนนหัน จ.ขอนแก่น พระอาทิตย์ก็ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า ท้องฟ้าวันนี้ไม่ค่อยโอเคเอาซะเลย หรือว่าวันนี้คุณพระอาทิตย์จะแกล้งกันซะแล้ว

6.45 น. พวกเรามาถึงผานกเค้า

แวะทานข้าวมื้อแรก ข้าวราดแกงที่ บขส. เริ่มต้นที่ 40 บาท นี่ยังไม่ขึ้นภู อาหารก็แข่งกันแพงเสียแล้ว

7.52 น. เลี้ยวเข้าถนน 2019 ถึงอ.ภูกระดึง จ.เลยแล้วล่ะ มองไปทางไหนก็มีแต่คำว่า “ภูกระดึง” เรารู้สึกได้เลยว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นๆ เรามีความสุขจริงๆนะ

อากาศยังอยู่ที่ 22 องศาซี (นี่ดูอุณหภูมิตลอด) แอบเห็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆตามทาง พวกรหัสโทรศัพท์ (042) รหัสไปรษณีย์ (42180) และบรรยากาศน่ารักๆ ตึกรามบ้านช่องน่าหยุดถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกจริงๆ

เช้านี้ ไม่แน่ใจว่าเมฆลอยต่ำ หรือว่าเราอยู่สูง(กว่าปกติ) แต่มุมเมฆตรงยอดภูสวยดี เมฆเป็นชั้นๆ สวยนะ หลงรักเลยล่ะ

7.59 น. สวัสดี อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

หลังจากรถทัวร์จอดนิ่งสนิท พวกเราก็ทยอยลงจากรถมารับกระเป๋าเดินทาง พี่โย พร้อมด้วยพี่ต๋อง แจกเอกสารประกอบการเดินทาง และชี้แจงรายละเอียดการเดินทาง พร้อมทั้งแจกนมที่ให้สปอนเซอร์แก่ชมรมของเรา (ขอบคุณนมไทย-เดนมาร์คมา ณ ที่นี้)

การเดินทางขึ้นภูกระดึงมีทางเดียวคือ “เดิน” ระยะทางขึ้นเขาประมาณ 5.5 กิโลเมตร และเดินทางราบอีก 3.5 กิโลเมตรเพื่อไปจุดกางเต้นท์ ส่วนสัมภาระ จะแบกขึ้นไปเองหรือจะจ้างลูกหาบก็ได้ (ค่าบริการอยู่ที่กิโลกรัมละ 30 บาท) อุปสรรคเล็กๆน้อยของวัน คือ ตอนที่ไปถึงนั้นลูกหาบหมด ทำให้อาสาส่วนใหญ่ต้องแบกของขึ้นไปเอง ถือเป็นเรื่องเหนือการคาดหมายของวันเลยล่ะ พี่โยย้ำแค่ว่าให้ขึ้นไปถึงก่อนหนึ่งทุ่มตรง เพราะจะมีกิจกรรมช่วงสองทุ่ม แล้วการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ตอน 9 โมงเช้า

หลังเดินไปได้ประมาณชั่วโมงครึ่ง เราก็ถึงซำแฮก(หอบแฮกเลย) ซึ่งเป็นซำแรกที่ได้พัก บรรยากาศจากซำนี้ ทำเอาหายเหนื่อยไปได้เยอะ ใบไม้ร่วง จินตนาการว่าอยู่เกาหลียังไงอย่างงั้น และทีมเราก็แวะทานน้ำแข็งใส ราคา 20 บาท

DSC_0044141205

ต่อจากนั้นเราก็เดินทางราบประมาณ 700 เมตรถึง ซำบอน ต่อด้วยทางชันอีก 200 เมตร ถึงซำกกกอก

และทางชันอีก 140 เมตร (อันแสนยาวไกล) ถึงซำกอซาง ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มสวยแล้ว แดดเริ่มออก เมฆเป็นปุยๆ

จากนั้นเจอทางชันมากๆ ไปพร่านพรานแป 440 เมตร และเดินยาวๆผ่าน ซำกกหว้า ซำกกไผ่ (ต้นไผ่เยอะสมชื่อเลยล่ะ) และไปหยุดพักที่

ซำกกโดน

ซำนี้บรรยากาศโดนใจ เราแวะทานข้าวมื้อเที่ยวกันที่ซำนี้ ข้าวไข่เจียว ราคาอยู่ที่ 50 บาทแล้วล่ะ น้ำแข็งแก้วละ 10 บาท และโค้กเล็กขวดละ 30 บาท หลังเราแอบชิมส้มตำของพี่ที่บังเอิญร่วมวงทานข้าวกัน รสชาติส้มตำที่นี่ไม่หวานเท่ากทม. ออกไปทางรสเค็มและเผ็ด (ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเป็น “รสดี”) หลังจากนั้นเราก็เดินผ่านซำแคร่และผ่านทางชันชุดสุดท้ายถึงหลังแปราวๆ 15.30 น.

เรานั่งพักกันที่หลังแปสักพัก ก็เดินทางไปที่พัก ไม่อยากจะเชื่อว่าทางราบ 3.5 กิโลเมตรที่ต้องเดินนั้น ทำให้ร่างกายเพลียกว่าทางเดินขึ้นเขาเสียอีก อาจจะเพราะเราไม่รู้ว่า เมื่อไหร่จะถึงที่พักเสียที กระเป๋าที่เบาเมื่อตอนขึ้นภูมา ตอนนี้เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ

พอถึงที่กางเต้นท์ พี่ต๋องเป็นคนเช็คจำนวนอาสาที่มาถึง ก็ทำให้รู้ว่า เรามีถึงเป็นคนท้ายๆ ในเวลาไม่นานตรงนั้นก็ได้เจอกับพี่เล็กที่กำลังรวมเพื่อนๆไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ผาหมากดูก เราวิ่งเอากระเป๋าไปเก็บที่เต้นท์แล้วรีบทำเวลากึ่งวิ่งกึ่งเดินไปให้ทันพระอาทิตย์ตกดิน

แต่สุดท้ายเราก็มาถึงทันพระอาทิตย์ลับขอบฟ้านะ อากาศตรงผาค่อนข้างเย็น ฝั่งตะวันตกมีอาทิตย์ตกดิน ฝั่งตะวันออกมีพระจันทร์เปล่งความงามริมขอบฟ้า วันนี้เป็นวันที่สวยงามจริงๆ

ตอนเดินกลับที่พัก ท้องฟ้าประดับด้วยเมฆและดวงดาว  ถึงดาวจะไม่เยอะแต่ก็สวยงาม มีหิ่งห้อยบินพอให้เราตื่นเต้นได้เป็นระยะๆ ขอบคุณแอร์ที่เดินมาเป็นเพื่อน

กลับมาถึงที่พักไม่เท่าไหร่ เราก็แอบไปหม่ำมาม่าคัพ (30 บาท น้ำตาจะไหล) และไปแอบดูบรรยากาศจุดเทียนชัยถวายพระพร ก่อนมีการประชุมแนะนำตัว และกิจกรรมสร้างสัมพันธ์ (แบ่งกลุ่มตามกลุ่มเดือนแล้วให้เล่าเกี่ยวกับความรักครั้งแรก)

ไดอารี่วันแรกเราจบที่เวลา 20.27 น.

เราควรจะไปนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ตื่นเช้าไปดูพระอาทิตย์ขึ้น

ตอนนี้ real feel 16 c

(ตอนตี 1 วันที่ 6 ธันวาคม real feel 10 c)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s