[Kuk’s Diary] แด่ คาโมะเมะ

เมื่อนานมาแล้ว เราฝันอยากจะมีกล้องถ่ายรูปสักตัวเป็นของตัวเอง แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสนั้นเลย จนกระทั่งเริ่มทำงาน

เราตั้งใจว่าจะซื้อกล้องดีๆสักตัว ราคาพอรับได้ จะได้อยู่ด้วยกันไปนานๆ

ตอนแรกสุดที่ปรึกษานัทเรื่องกล้อง ก็ตัดสินใจว่าจะถอย mirrorless สักตัว เพราะขนาดเหมาะกับการพกพา และเราเองก็ถูกใจกล้องของ fuji อยู่มากเลยทีเดียว แต่หลังจากที่คุยกับนัท นัทก็เสนอกล้องตัวที่นัทใช้อยู่ให้ แลกกับการไปเที่ยวญี่ปุ่น

ก่อนไปรับกล้อง นัทก็สอนใช้แบบพื้นฐานมากๆ (มากจริงๆ คือ เรายังปรับอะไรไม่เป็นเลย กดชัตเตอร์งงๆ) และหลังจากนัทไปญี่ปุ่น เราก็มีโอกาสไปรับเจ้าตัวเล็กมาอยู่ที่บ้าน

กว่าจะได้เจ้าตัวเล็กมา ใช้เวลานานหลายเดือนเลยล่ะ แต่ “ชื่อ” ของเจ้าตัวเล็ก ใช้เวลานานกว่านั้น …

ก่อนที่จะมาเจอชื่อกล้องที่ใช้เรียกอยู่ตอนนี้ เราเลือกอยู่หลายชื่อ ลองตั้งเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส เรียกได้ว่า เอาทุกภาษาที่เคยเรียนมา ลองตั้งกันเลยทีเดียว แต่..

“คาโมะเมะ” แปลว่า นกนางนวลในภาษาญี่ปุ่น เราไปเจอชื่อนี้มาจากหนังสือเล่มนึงที่เพื่อนให้ยืมมาอ่านเล่นๆ เมื่อสี่ห้าเดือนก่อน และในแวบแรกที่เราอ่านผ่านบรรทัดนั้น เราก็จัดแจงโน้ตไว้…

N4Kk0-AdN8JFpTIgfbu8elGAfakT6EKEv0jBAYY5KmA

เรารู้สึกว่า เจ้าตัวเล็ก (ที่ยังไม่ได้เจอกัน) จะต้องทำให้เราโบยบิน ทำให้เราได้เปิดออกไปพบสิ่งใหม่ๆ ทำให้โลกของเราเปลี่ยนไป มีอิสระเหมือนชื่อของเขา และ “คาโมะเมะ”ก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

เราไปรับคาโมะเมะมาจากบ้านนัทเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2557 ก่อนจะไปออกทริปแรกที่สวนจตุจักร

28092557 001

ภาพแรกของเรา

วันแรก เราถ่ายกลับมาได้แค่ 9 รูป จำได้ว่าใช้เลนส์ เทเล ตลอดทั้งทริป (https://www.flickr.com/photos/kook_tfc/sets/72157648117242492) และโฟกัสก็หลุดหมดเลย (งื้อออออออ) แต่เป็นวันที่สนุกกับการเดินตามเจ้ากระรอกน้อยมากๆเลย🙂

วันเดียวกันนั่นเอง เพื่อนก็ได้สอนวิธีการปรับค่า f และ ค่า iso รวมทั้งสาธิตการใช้ lightroom ให้ดูอีกรอบ ถือเป็นอีกวันดีๆ ของเรากับคาโมะเมะ

หลังจากนั้น เราก็ไปออกทริปกันบ่อยมากขึ้น เรารักการใช้เลนส์ fix และดูเหมือนคาโมะเมะก็จะสามารถทำให้เรายิ้มได้ทุกครั้งที่ภาพออกมาสวยกว่าที่คิด

 

เราไปออกทริปกันมาทั้งหมด 10 ทริป

เราคุยกับเจ้าตัวเล็กได้เร็วขึ้น ปรับค่าต่างๆ ได้ดีขึ้น โฟกัสภาพได้ดีขึ้น เรารู้สึกดีกับเจ้าตัวเล็กเพิ่มมากขึ้นทุกชัตเตอร์

 

และทริปสุดท้าย คือ การโบยบินบนภูสอยดาว

 

ภูสอยดาวเป็นทริปที่เรารอมานาน และทริปนี้ยังไปตรงกับคืนเดือนดับ เราดีใจที่จะได้เห็นดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า แรกเริ่มนั้น เราก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ว่าจะเก็บดวงดาวมาได้สวยสักแค่ไหน แต่เราก็เตรียมพร้อมให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ (โดยการไปขอยืมขาตั้งกล้องจากเพื่อน และยืมนู่นนี่มาอีกสองสามอย่าง ขอบคุณฮับ) เราคิดว่าแค่ได้พาเจ้าตัวเล็กไปส่องมองดาวด้วยกันก็เป็นเรื่องที่ดีมากๆ แล้ว และท้องฟ้าก็ทำให้เรายิ้มได้จริงๆ

คืนนั้นเรามีความสุขมาก เราทำได้ว่า ความตื่นเต้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเจ้าตัวเล็กก็เก็บภาพได้ดีกว่าที่เราคิดไว้เหมือนทุกๆครั้ง

ทริปภูสอยดาว เป็นทริปที่โชคดีอีกอย่างนึง คือการได้เจอกับพี่ท็อป ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ เราเลยเหมือนได้คุณครูสอนเกี่ยวกับการตั้งค่ากล้อง และฟังก์ชั่นต่างๆของกล้องเพิ่มมากขึ้น ขอบคุณมากๆนะคะ

 

แต่.. ในความโชคดีก็มีความโชคร้าย

เมื่อวันที่กลุ่มเราตั้งใจขึ้นไปพิชิตยอดภูสอยดาว สูงตั้ง 2,100 เมตรจากระดับน้ำทะเล (21 ธ.ค. 57) ทางขึ้นไปนั้น เป็นทางชันมากๆ บางจุดต้องมีการปีนเชือกขึ้นไป และพวกเราก็ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดกันได้ เป็นกลุ่มแรก🙂 เรากับคาโมเมะ เก็บภาพมามากพอจะทำให้เราหายเหนื่อย (https://www.flickr.com/photos/kook_tfc/sets/72157649490820857)

และคาโมะเมะได้จากเราไปช่วงขาลงกลับมาที่พัก

เมื่อมีก้อนหินก้อนใหญ่กระเด็นมาจากด้านบน แล้วกระแทกเจ้าตัวเล็กเข้าอย่างแรง (ขอไม่เล่ารายละเอียดนะ)

ผลจากการกระแทกครั้งนั้น

IMG_3159

IMG_3160

ผลจากการกระแทกครั้งนั้น คือ เราร้องไห้ วินาทีแรกที่เห็นกล้อง เราบอกเลยว่าหัวใจแทบจะสลาย ใครหลายๆคนพยายามบอกว่าเจ้าตัวเล็กเป็นแค่ “กล้อง” และจริงๆแล้วเจ้าตัวเล็กก็เป็นแค่ “กล้อง” ที่ผลิตมาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด แต่อาจจะเพราะสังคมทุนนิยมละมั้ง ที่ทำให้คนเราลืมคุณค่าของสิ่งต่างๆที่อยู่รอบๆตัว สิ่งที่เราได้รับในตอนนั้น เหมือนยาพิษที่ราดใส่แผลสด ทั้งแสบทั้งร้อน และรู้สึกเหมือนสูญเสียเพื่อนที่สนิทที่สุดคนนึงไป

“มันเป็นอุบัติเหตุ” อีกวลีที่เราได้รับ ในใจเราแสยะยิ้ม (หรือจริงๆ อาจจะแสยะยิ้มออกมาจริงๆก็ไม่รู้) นั่นสินะ ก็แค่อุบัติเหตุ เหตุการณ์ที่อ้างได้ว่าเป็นเรื่องซวย เรื่องบังเอิญเกิดขึ้น

เราทำได้แค่ร้องไห้ให้กับตัวเอง ที่ดูแลเจ้าตัวเล็กไม่ดีพอ

ในแวบนึง ก็อยากให้คนที่เจ็บเป็นตัวเราเอง เราอยากจะรู้ว่าคำว่า “อุบัติเหตุ” ที่อ้างจะตีค่าได้เท่ากันหรือเปล่า ความสูญเสียทางร่างกายจะตีค่าได้มากกว่าทางด้านจิตใจหรือเปล่า

และมันก็คงจะเป็นไปอย่างนั้น

เพราะ “ความรู้สึก” ของแต่ละคนไม่เท่ากัน

 

 

ภาพสุดท้ายของเรา :’)

ภาพสุดท้ายของคาโมเมะ

 

 

วันที่เขียนไดอารี่นี้ เป็นวันที่เราได้เจอกับคาโมะเมะมาครบ 3 เดือนเต็ม

ช่วงเวลาหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา เรายังคุยกับคาโมะเมะเหมือนเดิม เหมือนว่าพรุ่งนี้เราจะยังถ่ายรูปกันเหมือนเดิม แต่จริงๆแล้ว ความเสียใจยังไม่เคยหายไปไหน ความสูญเสียที่วนเวียนอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมยังทำให้เรามีน้ำตาอยู่เสมอ ทุกครั้งที่เราหยิบเจ้าตัวเล็กมาดู เราทะนุถนอมทุกครั้งเหมือนว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนไป
แต่…

 

ชีวิตเรายังต้องเดินต่อไปข้างหน้า เรามองหากล้องตัวใหม่ เราตั้งชื่อรอกล้องตัวใหม่ แต่… จะไม่มีตัวไหนที่จะมาแทนเธอได้หรอก

 

แด่ คาโมะเมะ กล้องตัวเล็กที่บินได้

เรารักเธอนะ

28 ธ.ค. 2557

กุ๊ก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s