[Kuk’s Diary] เอามือไปแตะดาว ณ ภูสอยดาว (วันแรก)

ฤดูหนาวปีนี้ อาจจะเป็นฤดูหนาวแรกที่เราเดินทางตามหัวใจไปได้ไกลกว่าทุกหนาว

ทริปภูกระดึงอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆที่ยิ่งใหญ่ เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้ความฝันอันเล็กๆ

ภูสอยดาว เป็นภูที่แปลกและน่าสนใจภูหนึ่ง เพราะเจ้าภูสอยดาวเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในฤดูฝน โดยมี “ทุ่งดอกหงอนนาค” เป็นแรงดึงดูดที่ดีแทนที่จะเป็นช่วงฤดูหนาวอย่างภูอื่นๆ

การเดินทางครั้งนี้ เราไม่ได้คาดหวังกับเจ้าดอกหงอนนาค (เพราะมั่นใจว่าไม่มีอยู่แล้ว) แต่… เราหวังว่าจะได้เจอกับ “ทุ่งดวงดาว”

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นในคืนวันที่ 18 ธันวาคม 2557

ชีวิตยังไม่ทันออกจากกรุงเทพฯ ก็แอบหลงทางซะแล้ว ทริปของเรานัดกันที่ ปตท. วิภาวดี (ปั๊มน้ำมันปั๊มใหญ่ตรงข้างมหาวิทยาลัยหอการค้า) เราขึ้นสาย 29 จากสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต ซึ่งไม่ผ่านปั๊มที่จะต้องไป เลยต้องเปลี่ยนแผนไปลงหน้า ปตท. สำนักงานใหญ่ แล้วต่อแท็กซีไปลงหน้าหอการค้า (โดนไป 60 บาทถ้วน) เวลาที่ข้อมือ ชี้ที่ 19.45 น. หลังลองเดินหาเพื่อนร่วมกลุ่มในปั๊ม ก็พอจะทราบว่าวันเดียวกันนั้นมีคนอีกหลายกลุ่ม กำลังจะเดินทางไปแตะธรรมชาติเช่นเดียวกับเรา

เราไล่เฟสบุ๊คดูก็รู้ว่า มีเพื่อนกลุ่มหนึ่งมานั่ง่รออยู่ที่ร้านแม็คโดนัลด์ แต่ตอนนั้นท้องฟ้ากรุงเทพฯ สวยเกินกว่าจะเอาตัวเองไปซ่อนไว้ในอาคาร เราเลยนั่งมองท้องฟ้าอยู่คนเดียวสักพัก หลังจากนั้น ก็ไปซื้อลูกอม และขนมปัง ของสำคัญสำหรับการเดินป่า เจ้าลูกอมเอาไว้บูสน้ำตาล ส่วนขนมปังเอาไว้บูสพลังงาน🙂

ก่อนจะออกเดินทาง เข่าขวามีอาการปวดนิดหน่อย ปวดตุ่บๆ อาจจะเป็นเพราะลงน้ำหนักผิดจังหวะละมั้ง แต่ยังไงก็ภาวนาให้เข่าและข้อเท้าทั้ง 2 ข้างสมบูรณ์พร้อมสำหรับการเดินป่าในวันรุ่งขึ้นนะ

แล้วเราก็ได้ออกเดินทาง เวลา 20.47 น. ทริปนี้เป็นครั้งแรกที่เดินทางไปไกลๆด้วยรถตู้ สมาชิกทั้งหมด 9 คน มีพี่เอ พี่กิ๊ก พี่หนวด พี่กิ๊ง พี่โต พี่ท็อป เก้าและเรา และพวกเราจะไปรับพี่แอนที่สถานีขนส่งพิษณุโลกเพิ่มอีกหนึ่งคน

รถตู้เคลื่อนตัวออกมาตามถนนวิภาวดี เป็นช่วงเย็นที่รถเยอะเหมือนทุกครั้งที่เคยเจอ พี่เอทำความเร็วได้เป็นระยะๆ พี่บางคนนอนเตรียมร่างกายสำหรับเดินป่า บางคนฟังเพลงให้เวลาเคลื่อนตัวเร็วขึ้น ส่วนเรามีเพื่อนเป็นเจ้าไดอารี่สีดำเล่มเล็กคุยด้วยตลอดทาง

รถตู้ของเราเปิดเพลงคลอไปตลอดทาง เราชอบนะ พี่เขาอาจจะเปิดเพลงแนวที่เราชอบพอดีก็ได้ละมั้ง นั่งฟังเพลง มองดวงดาวและคุยกับความรู้สึกไปพร้อมๆกัน

22.29 น. รถตู้คันเล็กๆ ของเราเคลื่อนตัวมาถึงจังหวัดสิงห์บุรี และอย่างทุกครั้ง เราถามตัวเองว่า “สิงห์บุรีอยู่ตรงไหนของประเทศไทยนะ เรายังต้องเดินทางอีกไกลแค่ไหน” ดูเหมือนทริปภูกระดึง ยังไม่ได้สร้างความใฝ่รู้ทางภูมิศาสตร์สักเท่าไหร่ (แย่จัง)

23.44 น. สวัสดีนครสวรรค์ อุณหภูมิด้านนอกรถเริ่มต่ำลง ร่างกายของชาวกรุงเทพฯ อย่างพวกเราเริ่มรู้สึกหนาวกันแล้วล่ะ ส่วนเราก็ยังใส่เสื้อกันหนาวตัวบางอยู่ คิดแต่ว่าต้องผ่านอากาศแบบนี้ไปให้ได้ ไม่อย่างนั้น เดือนกุมภาพันธ์นี้ เจ้าโอซาก้าจะหนาวเย็นเกินไป

เวลาแต่ละวินาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า เพราะอะไรกันนะ … เราทุกข์เหรอ หรือแค่เพราะอากาศเย็น หรือเพราะความคิดถึง ทำไมจิตใจวุ่นวายจังเลย

01.49 น. ของวันที่ 19 ธันวาคม 2557

เราสะดุ้งตื่น มองออกไปเห็นป้ายบอกตำแหน่ง “อ.เมือง จ.พิษณุโลก”

การเดินทางไกลด้วยรถตู้ไม่ใช่เรื่องตลก เรานั่งในตำแหน่งแถวหน้าด้านในสุดซึ่งมีที่ยืดขา ยังรู้สึกปวดขาเป็นระยะๆ นี่ถ้าไม่ได้นั่งตรงนี้ เราต้องเดินไม่ไหวแน่ๆเลย

ที่พิษณุโลกมีชื่อแยกแปลกๆ เช่น แยก x-ray แยกอินโดจีน (ที่จะมีป้ายชี้ไปหลายประเทศ) พอเจอแยกพวกนี้แล้ว เราเริ่มตาสว่าง รู้สึกแค่ว่าจังหวัดนี้มีอะไรแปลกๆน่าติดตาม และหลังจากนั้นไม่นาน รถของเราก็เลี้ยวเข้าทางหลวงที่ 117 อีก 115 กิโลเมตร เราจะเข้าสู่จังหวัดอุตรดิตถ์

05.41 น. รถตู้เริ่มไต่เขาแล้ว อากาศข้างนอกน่าจะหนาว ทำเอากระจกรถเป็นฝ้ารอบคัน ด้านหน้าหมอกลงหนา ทัศนวิสัยค่อนข้างแย่ถึงแย่มาก

06.41 น. อรุณสวัสดิ์น้ำตกภูสอยดาว

IMG_2888

อากาศหนาวกว่าที่คิดไว้เยอะ (เรามักจะเปรียบเทียบอุณหภูมิของสถานที่ทุกแห่งด้วยความรู้สึกที่เคยพบเจอที่ภูกระดึง) อุณหภูมิน่าจะอยู่ที่ 11- 12 องศา ณ ตีนภู พวกเราเดินไปชงกาแฟร้อน ส่วนตัวเราที่ไม่แตะกาแฟ ก็ทำได้แค่จิบน้ำร้อนและพิงไฟ รู้สึกมือสั่นน้อยๆ โทรศัพท์ไร้สัญญาณไปแล้ว สวัสดี Airplane mode

เช้านี้ ตั้งใจจะไม่เปลี่ยนเสื้อกันหนาว จะใส่เสื้อตัวบางๆนี่แหละปีนขึ้นไปให้สุด เราต้องสู้กับอากาศอยู่นานเลยทีเดียว ส่วนกระเป๋าที่เอามาทั้งหมดส่งให้ลูกหาบแบกขึ้นไปให้ เหลือแค่กระเป๋ากล้อง และกระเป๋าใบเล็กเอาไว้ใส่ขนม ถือว่าเบาตัวในระดับนึง

อาหารเช้า เป็นบุฟเฟ่ต์กับข้าว 3 อย่าง มีผัดผักกูด ผัดกระเพรา ผัดพริกแกง ซึ่งผัดผักกูดอร่อยมาก อร่อยขนาดเหลือแล้วเราห่อขึ้นไปทานเป็นมื้อเที่ยงเลยทีเดียว🙂

การเดินทางเริ่มขึ้นเวลา 09.20 น. โดยทีมของเรามีเก้า พี่แอน เรา และเจ้าแมวสีดำ (ขวัญใจมหาชน)

แมวภู

เดินผ่านไปได้สัก 15 นาที เราก็พบกับ สามเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ เป็นต้นไม้ใหญ่ 3 ต้นกรอบกันเป็นรูปสามเหลี่ยม แต่ละต้นอายุหลายร้อยปี ถือเป็นตำนานของภูสอยดาวล่ะ ต่อจากนั้น เดินทางผ่านน้ำตกสุภาภรณ์ ก่อนขึ้นทางชันมาหยุดพัก ณ เนินส่งญาติ (650 เมตรจะระดับน้ำทะเล)

(ขอบคุณภาพจากพี่ท็อปค่ะ)

ต่อจากนั้น เราไต่สู่ เนินปราบเซียน ก่อนจะพักทานข้าวเที่ยง อาหารเที่ยงของเราคือผัดผักกูดมื้อเช้าที่ห่อขึ้นมา ส่วนของเพื่อนๆ จะเป็นข้าวกับหมูทอด

ตอนที่หยุดพัก มีลุงลูกหาบคนนึงมาพักสูบใบยาสูบ ลุงเป็นคนเงียบๆ เราแอบเก็บภาพมาหนึ่งภาพถ้วน

ลูกหาบ

หลังจากพักไม่นาน เราก็เดินทางกันต่อ ผ่านเนินป่าก่อ เนินเสือโคร่ง เนินมรณะ บรรยากาศระหว่างทางค่อนข้างดี เรามองหาผีเสื้ออยู่บ่อยๆ และหลายตัวก็บินมาอวดโฉมกันบ่อยๆ ^^)

14.20 น. ลานสน (1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล)

(ภาพจากพี่ท็อป)

ตอนที่เราขึ้นมาถึงนั้น กระเป๋ายังมาไม่ถึง กลุ่มของเราเลยเดินไปตรงหลักเขตไทย – ลาวที่ 35 เพื่อหาสัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณดีแทคของเราพบอยู่ฝั่งลาว แต่ก็เป็นสัญญาณที่ริบหรี่ ยืนรออัปโหลดรูปลงอินสตาแกรมอยู่นาน

ไม่นานหลังจากจับสัญญาณดีแทค และจัดการกับโซเชียลมีเดียเป็นที่เรียบร้อย เราก็เดินกลับมาจุดกางเต้นท์ จัดแจงเอาของไปกองไว้ในเต้นท์ (เต้นท์ของเราไม่เคยเรียบร้อยหรอก ส่วนใหญ่จะเอาผ้าออกมากองๆไว้ เผื่อตอนนอนหนาวจะได้เอามาซุกในถุงนอน)

17.55 น. อาทิตย์ตกครั้งแรก ณ ภูสอยดาว

DSC_0068141219

อุณหภูมิบนลานสนอยู่ที่ 12 องศา ดางอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังเห็นแสงสีส้มๆม่วงๆอยู่ตรงริมขอบฟ้าทิศตะวันตก

มุมที่ดูพระอาทิตย์ตกนั้นอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจุดกางเต้นท์ มองไปจะเห็นหุบเขาเป็นพื้นหลังทางธรรมชาติที่สวยงามจับใจ

มื้อเย็นของวันแรก เป็นต้มยำเห็ดที่พี่แอนเก็บมาจากโรงเพาะเห็ด และก็มีไข่เจียวกับไข่ต้มเพิ่มโปรตีนให้กับลูกทริป

หลังอาหารเย็น พวกเรามานั่งพิงไฟกัน

ช่วงเกือบ 19.00 น. เราเดินออกมาดูท้องฟ้า คืนที่เราไปภูสอยดาวเป็นคืนพิเศษ เพราะเป็นช่วงแรม 14 ค่ำ ท้องฟ้าจะมืด ผลักให้แสงของดวงดาวสว่างจ้ากว่าปกติ และท้องฟ้าในคืนนั้นก็ไม่ทำให้ผิดหวังแม้แต่น้อย

ดาวเต็มฟ้า ดาวเยอะมากจนอยากให้พี่บอยมานั่งดูดาวด้วยกัน พี่เขาคงรู้ว่าดาวดวงไหนคือดาวอะไร ช่วง 22.30 น. พี่ท็อปชวนไปถ่ายภาพดาวและเก็บทางช้างเผือก มุมที่ถ่ายมาก็มีทางช้างเผือกอยู่จางๆ เลนส์เราอาจจะไม่กว้างพอเก็บดาวได้ทุกดวง แต่การฝ่าอากาศ 8 องศาไปเก็บดาวมาได้เยอะขนาดนี้ ก็ทำให้ฟินไปได้หลายวันเลยทีเดียว

จากนั้นเรากลับมาที่กางเต้นท์ก็เกือบห้าทุ่ม เรากับพี่ท็อปก็หม่ำมาม่ามื้อดึกก่อนจะแยกย้ายกลับเต้นท์ เก็บแรงไว้ตื่นเช้ามาเก็บอาทิตย์ขึ้น และเดินทางพิชิตยอดภูสอยดาวในวันพรุ่งนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s