[Kuk’s Diary][01-03.01.15] ทริปฉุกเฉินรับปีใหม่ รถไฟฟรีเที่ยวเชียงใหม่ (ตอนแรก)

เทศกาลปีใหม่ เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองและการเดินทาง ช่วงเวลาที่โลกทั้งใบหมุนด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

คำเชิญชวนมากมายถล่มหัวใจของเรา ใช่ เราได้รับคำเชิญชวนจำนวนมากในช่วงปีใหม่ แต่เราปฏิเสธไป ด้วยความตั้งใจที่ว่า ปีใหม่นี้จะนอนกินลมชมกรุงเทพฯ ในช่วงที่ถนนโล่งที่สุด ในวันที่เวลาของกรุงเทพฯ เดินอย่างเชื่องช้า ไม่เร่งรีบอย่างที่เคยเป็นมาตลอดปี

ในวันสิ้นปี เรายังนอนกลิ้งไปกลิ้งมาที่คอนโด ไม่ได้เตรียมวางแผนอะไร ราวกับว่าร่างกายไม่เคยรับรู้ว่า อีกไม่กี่ชั่วโมง การเดินทางที่เรารอมาแสนนานจะเริ่มต้นขึ้น🙂

ทริปเชียงใหม่นี้ แรกเริ่ม ไม่ใช่ทริปเชียงใหม่ แต่เป็นทริปหาดใหญ่

เราแค่อยากจะไปเที่ยวด้วยรถไฟ และดูเหมือนหาดใหญ่จะเป็นจุดหมายปลายทางแรกๆที่เรานึกออก หลังจากคุยกับเพื่อนที่อยู่หาดใหญ่เพื่อจะขอแวะเวียนไปพักที่บ้าน และถามไถ่เรื่องอากาศแล้ว ดูเหมือนเพื่อนจะไม่ค่อยสะดวก เพราะบ้านเพิ่งถูกถล่มด้วยสายน้ำ เราเลยเปลี่ยนไปหาจุดหมายปลายทางใหม่ …..

สวัสดีเชียงใหม่

การเดินทางที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน มักจะมีข้อจำกัด และยิ่งเป็นการเดินทางช่วงเทศกาลแล้ว เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะกังวลเรื่องที่พัก เราเปิด agoda เว็บไซด์ยอดนิยมสำหรับการหาห้องพักราคาถูก เราไม่มีปัญหาสำหรับการนอนห้องพักแบบ dorm หรือห้องพักที่นอนรวมๆกันหลายคน หรือที่หลายๆคนเรียกว่า hostel เมื่อพบห้องพักที่ต้องการ เราลองโทรไปถามไถ่ราคาและห้องที่ยังว่างกับทางโรงแรม ก่อนกลับมากดจองห้องผ่าน agoda

โรงแรมที่เราไปพักชื่อ So Hostel (หรือที่ชาวเชียงใหม่ เรียกกันว่า SOHO) ตั้งอยู่ตรงข้ามวัดลอยเคราะห์ เดินทางไม่ไกลจากไนท์พลาซ่า และประตูท่าแพ เราตัดสินใจพักห้องพักรวมสำหรับ 6 คน ราคาที่จองผ่าน Agoda อยู่ที่คืนละ 263 บาท (ถูกกว่า Walk-in ที่คิดคืนละ 359 บาท) เอาละ พอได้ห้องพัก เราเริ่มสำรวจเรื่องการเดินทาง

การเดินทางด้วยรถไฟฟรี บรรยากาศการเดินทางที่หลายๆคนอาจจะมองข้าม

เรามีข้อมูลอยู่ในมือแล้วว่าเส้นทางกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ นั้นมีรถไฟฟรี แต่ก็ยังไม่เคยนั่งรถไฟคนเดียว การเดินทางครั้งนี้ คงจะเป็นการเดินทางที่หัวใจเต้นแรงอีกครั้งหนึ่ง

เริ่มแรก เราสามารถเช็คเส้นทางการเดินรถไฟ เวลาและอัตราค่าโดยสารได้ที่เว็บไซต์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (http://www.railway.co.th/checktime/checktime.asp) หลังจากทราบเวลาและเที่ยวเดินทางแล้ว ก็เตรียมจัดกระเป๋าสำหรับการเดินทาง หัวใจยิ้มนิดๆ อย่างน้อยปีใหม่ปีนี้ เราจะได้เดินทางด้วยยานพาหนะที่เราชอบที่สุด ไปจังหวัดที่เราประทับใจมากที่สุด ถือเป็นการเริ่มต้นปีที่ดีที่เดียว

เช้าวันที่ 1 มกราคม 2558

เช้าวันแรกของปี เราตื่นเช้ากว่าที่คิดไว้เยอะเลย นาฬิกาบนหน้าจอไอโฟนสว่างบอกเวลา 6.30 น.

มุมของห้องเราไม่เหมาะสำหรับการเก็บฉากพระอาทิตย์ขึ้น แต่เราก็ยังแอบเก็บฉากสีส้มของท้องฟ้าในเช้าวันปีใหม่ไว้ได้🙂

ตามแพลนแล้วเราจะต้องไปให้ถึงหัวลำโพงราวๆ 10 โมงเช้าเพื่อจะได้ฉกชิงตั๋วรถไฟฟรี เราต้องการตั๋วนั่ง เราคงยืนจากกรุงเทพฯ ไปถึงเชียงใหม่ไม่ไหวแน่ๆ

สะพายเป้ สวมรองเท้าคู่โปรด เดินทางออกจากคอนโด และไปถึงหัวลำโพง ได้ออกตั๋วตอน 9.20 น. หัวใจยิ้มกรุ่มกริ่มที่ได้ที่นั่ง

พูดถึงรถไฟฟรี กรุงเทพฯ – เชียงใหม่ นิดนึงละกัน

รถไฟฟรีกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ เป็นรถไฟชั้น 3 ขบวนที่ 109 ออกจาก กทม. เวลา 12.45 น. และไปถึงสถานีเชียงใหม่ตามกำหนดการคือ 04.05 น. การขอตั๋วรถไฟฟรีทำได้ที่ทุกสถานีรถไฟ เพราะตอนนี้ระบบรถไฟไทยออนไลน์ถึงกันหมดทั่วประเทศแล้ว โดยเอาบัตรประชาชนไปยื่นที่ช่องออกตั๋ว แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะไปลงสถานีไหน ถ้ารถไม่เต็มจะมีเลขตู้และที่นั่งระบุในตั๋ว แต่ถ้าตั๋วเต็ม ช่องนั้นจะกลายเป็นช่องเปล่า และต้องมาลุ้นบนรถไฟว่าจะมีที่ให้นั่ง หรือต้องยืนยาวไปจนกว่าจะมีผู้โดยสารร่วมขบวนถึงที่หมายปลายทางและว่างให้นั่ง

และตั๋วรถไฟฟรี จองได้วันต่อวัน (ถ้าเป็นตั๋วรถไฟที่เสียเงินปกติ จองได้ล่วงหน้า 60 วัน) เราแนะนำว่าถ้าเดินทางไกล ให้รีบออกมาตีตั๋วไว้ก่อน ไม่อย่างนั้น อาจจะต้องลุ้นกันจนวินาทีที่รถไฟเคลื่อนตัวออกจากชานชาลาเลยล่ะ🙂

11.20 น.

การเดินทาง “คนเดียว” จริงๆ ครั้งแรกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

เราปีนรถไฟขึ้นมาเดินหาที่นั่ง ตามตั๋วเราได้นั่งคันที่ 7 เลขที่นั่ง 53 เป็นฝั่งที่จะโดนแดดในช่วงบ่าย เมื่อจองที่เสร็จเรียบร้อย เราเดินดูรถไฟคันอื่นนิดหน่อย รถไฟที่จะนั่งไปนั้น มีตู้ให้โดยสารทั้งหมด 9 คัน โดยคันที่ 9 จะโดนปลดออกที่สถานีนครลำปาง ส่วนที่เหลือจะไปเที่ยวพร้อมๆกับเราถึงเชียงใหม่ แต่ละคัน มีลักษณะที่เหมือนและต่างกันบ้างเล็กน้อย บางคันที่นั่ง 2 ฝั่งมีขนาดเท่ากัน บางคัน (คันที่เรานั่ง) ที่นั่งฝั่งซ้ายจะใหญ่กว่าฝั่งขวา บางคัน (รถไฟชั้น 2) ที่นั่งดูนุ่มนิ่มและเอนได้

เราเดินกลับมาที่คัน 7 ของเรา วางกระเป๋าใบน้อยไว้ที่นั่งแล้วเดินไปคุยกับคุณป้าเกี่ยวกับที่นั่ง ป้าบอกว่าวันนี้รถไฟน่าจะไม่เต็ม เพราะเมื่อวานคนน่าจะเดินทางกันไปหมดแล้ว เรายิ้มให้คำพูดที่มองโลกในแง่บวกของป้า และหวังเล็กๆว่าจะเป็นอย่างนั้น เราอยากยืดขาระหว่างทาง เราอยากมีพื้นที่ให้ตัวเองเพ้อฝันได้ระหว่างการเดินทาง

เราซื้อน้ำ นม ขนมปังมาตุนไว้บ้างแล้ว ทั้งๆที่ เราตั้งใจจะชิมอาหารตลอดการเดินทางบนรถไฟ แต่กันไว้ดีกว่าแก้เนอะ

ก่อนเที่ยง ผู้โดยสารทยอยขึ้นรถไฟกันมาแล้ว ฝั่งที่นั่งเลขต้นๆ เริ่มเต็มก่อน หลายๆคนมากันเป็นคู่ แต่ส่วนใหญ่มากันเป็นกลุ่ม แต่เราก็ยังเจอบางคนเดินทางมาคนเดียว ใครหลายๆคนขึ้นมาจับจองที่นั่งในตำแหน่งที่ต่างจากตั๋ว (รถไฟฟรีต้องนั่งตามเลขที่นั่งที่ระบุบนตั๋วนะคะ) มีความรู้สึกนึงแวบเข้ามาว่า “หรือว่าจริงๆแล้ว ตัวเลขเหล่านั้นคงจะสำคัญมากถ้าเราให้ความสำคัญ และคงจะไร้ค่าหากเราละเลย” #ความรักก็เช่นกัน เจอความรู้สึกแบบนี้ บางทีก็อยากหยุดคุยกับความรู้สึกตัวเองเหมือนกันนะ เหมือนความรู้สึกที่เรามีคอยจะตอกย้ำตัวเองอยู่เรื่อยๆ

12.20 น. สัญญาณว่าตั๋วรถไฟจะเต็มเริ่มมีให้เห็นชัดขึ้น เมื่อเราเจอครอบครัวนึงได้ตั๋วยืน ฝั่งตรงข้ามเรามีคุณลุงคนนึงมานั่ง ข้างๆเรามีพี่ผู้หญิงคนนึงมาจับจองที่นั่ง ตอนนี้รถไฟคึกคัก ส่วนหัวใจของเรานั้นเต้นแรงขึ้นทุกวินาที อีกเพียงแค่ 25 นาที การเดินทางก็จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว🙂

เรามีโอกาสทักทายคุณลุงและพี่สาวที่นั่งข้างๆ คุณลุงนั้นเป็นคนพิษณุโลกโดยกำเนิด เพิ่งไปเที่ยวอรัญประเทศมาเมื่อวันสิ้นปี บ่อนตรงชายแดนทำให้ได้เงินมาหลายตังค์ ตอนนี้ใบหน้าอันยิ้มแย้มของลุงบอกว่า เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มั่งคั่งเลยทีเดียว ส่วนพี่สาวที่นั่งข้างๆ เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด แต่มาเป็นสะใภ้ของครอบครัวชาวอุตรดิตถ์ ปีใหม่นี้กลับไปเยี่ยมลูกเยี่ยมพ่อแม่สามีเป็นการเริ่มต้นปีที่ดีเช่นเดียวกัน กลายเป็นว่าเราเป็นคนเดียวที่นั่งไปไกลถึงเชียงใหม่ นั่งไปไกลที่สุดแต่เราเชื่อมั่นเสมอว่า ยิ่งไกลก็ยิ่งสนุก ยิ่งไกลก็ยิ่งได้พบเจอคนเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

12.45 น. รถไฟขบวนที่ 109 ขยับตัวออกจากสถานีกรุงเทพฯ ตรงตามเวลาที่แจ้งในตั๋ว ก่อนรถไฟออกไม่กี่นาที เจ้าหน้าที่ประกาศซ้ำอยู่หลายรอบว่ารถไฟของเราจะออกตรงเวลา เราขยับตัวตามรถไฟ เสียงของรถไฟดัง ฉึกฉัก อย่างที่เคยร้องมาแต่เด็ก เราเห็นรอยยิ้มของเพื่อนและญาติที่มาส่งผู้โดยสาร เราได้ยินคำบอกลาและคำอวยพร นี่แหละเสน่ห์ของรถไฟ

ช่วงแรกรถไฟวิ่งช้าสลับหยุดนิ่ง นายตรวจเดินตรวจตั๋วตั้งแต่รถไฟเคลื่อนตัวได้ไม่ถึง 5 นาที เราจะเดินทางไกลหลายร้อยกิโลเมตรด้วยเจ้ารถไฟเหล็กน่ารักๆขบวนนี้ หัวใจเราพองโตจนอยากจะบอกคนข้างๆให้มาชื่นชมรถไฟไปด้วยกัน แต่กลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจ ^^”

13.00 น. รถไฟวิ่งผ่านสถานีรถไฟสามเสน ยังมีผู้โดยสารทยอยขึ้นมาเป็นระยะๆ เบียดกันนั่งไปบ้าง นั่งที่บันไดบ้าง ยืนบ้าง แต่ก็ได้ยินหลายคนบอกว่านั่งไปแค่อยุธยา ยืนไปแปบเดียวก็ถึง

เสียงระฆังของสถานีรถไฟ เป็นอีกเสียงที่เราชอบ มันมักดังด้วยโทนเสียงที่ต่างกันไปในแต่ละสถานี เหมือนเราได้ยินเพลงเดียวกันแต่ศิลปินคนอื่นเอามาทำดนตรีใหม่ยังไงอย่างนั้น ช่างเป็นเสียงที่น่าติดตามเสียจริงๆ

เส้นทางระหว่างรถไฟสามเสนไปบางซื่อ เป็นถนนที่เราเคยปั่นทาเคะกลับบ้าน มองออกไปแล้วคิดถึงเจ้าจักรยานพับสีเขียว ถ้าวันนี้ได้พามาด้วยก็คงจะดี เราจะได้ไปตะลุยเชียงใหม่ด้วยกัน

รถไฟเคลื่อนตัวผ่านสถานีบางซื่อ บางเขน หลักสี่ ดอนเมือง และรังสิต ที่สถานีรังสิตนี่เอง ที่นายสถานีประกาศว่า “รถไฟขบวนที่ 109 สถานีต้นทาง กรุงเทพฯ สถานีปลาย เชียงใหม่ ขณะนี้ คนเต็มรถไฟ” เราแอบยิ้มกับความน่ารักของนายสถานี… แล้วขบวนของเราก็เคลื่อนที่ต่อไป

ระหว่างทาง เราก็หลับๆตื่นๆ คงเป็นผลจากเมื่อวันสิ้นปีที่ผ่านมา ใครๆก็คงรอ countdown เราก็เหมือนกัน เพื่อนร่วมทางบางคนหลับตั้งแต่รถไฟยังไม่ออกจากหัวลำโพง บางคนเพิ่งหลับหลังจากโดนสายลมเย็นๆมาปะทะร่างกาย เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อมีลมเย็นเคลื่อนตัวผ่านร่างกาย หัวใจก็อยากจะพักผ่อน

เรามีสติอีกครั้งที่สถานีอยุธยา เหลือบมองนาฬิกา บอกเวลา 14.30 น. รถไฟทำเวลาได้ดีเลยทีเดียว เราคิดถึงทริปปั่นจักรยานรอบเมืองอยุธยาที่ตั้งใจจะมาปั่นให้ได้ในปี 2558 ถ้ารถไฟทำเวลาดีแบบนี้ ความหวังที่เราจะได้มา คงไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วล่ะ

หลังจากนั้นอีก 20 นาที เราถึงสถานีภาชี สถานีนี้มีของกินประจำสถานีที่ห้ามพลาดเลย คือ ไอติม 5 บาท รสชาติออกหวานๆ และเป็นที่นิยมของนักเดินทาง ใครผ่านสถานีนี้แล้ว เตรียมเหรียญไว้ให้พร้อมนะ

แล้วเราก็นั่งรถไฟกันยาวๆ

17.00 น. เนินมะกอก จังหวัดนครสวรรค์

17.39 น. ชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์

และพระอาทิตย์ตกดินที่ พิจิตร

19.30 น. สถานีรถไฟพิษณุโลก เพื่อนร่วมทางลงรถไฟไปสามคน เราบอกลากันเหมือนรู้จักกันมาแรมปี บอกกันว่าถ้ามีโอกาสคงได้ร่วมทางกันใหม่ ถ้าโชคชะตาของคนเราโยงให้คนสองสามคนกลับมาพบกันได้อีกครั้ง คงเป็นเรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิตจริงๆ การเดินทางที่ทำให้เราผูกพันกับเพื่อนร่วมทาง คนที่เราจะสามารถไว้ใจเขาได้ในเวลาอันสั้น คนที่เราจะเผื่อแผ่เกื้อกูลกัน ช่างเป็นบรรยากาศที่เราพบเจอได้บนรางเหล็กแห่งนี้ เรายิ้มให้พวกเขา โบกมือให้จนรถไฟเคลื่อนที่ออกจากสถานี

สถานีพิษณุโลก อยู่ติดกับตลาดใหญ่ บรรยากาศช่วงหัวค่ำเต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงเพลงขอใจแลกเบอร์โทรดังกระทบความเงียบสงบของรถไฟที่จอดนิ่ง อีกหลายชั่วโมงทีเดียวกว่าจะถึงเชียงใหม่ เพิ่งรู้ว่าพิษณุโลกกับเชียงใหม่อยู่ไกลกันก็คราวนี้เองล่ะ (พร่ำบ่นกับความรู้ภูมิศาสตร์ของตัวเองอีกครั้ง) ณ สถานีนี้มีพี่ผู้ชายวัยกลางคนขึ้นมานั่งข้างๆ เราเพิ่มอีกคน แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันเพราะลักษณะท่าทางพี่เขาดูเก็บเนื้อเก็บตัว

ข้าวมื้อเย็นบนรถไฟ คือ เจ้าขนมปังและนมที่ซื้อใส่กระเป๋ามาจากหัวลำโพง ก่อนที่จะตัดสินใจแทะขนมปัง ได้ลองถามราคาข้าวกล่องที่แม่ค้าเดินผ่านไปผ่านมาดูแล้ว แพงกว่าที่คิดไปเยอะเลย ข้าวผัดกระเพรา ไข่ดาวอยู่ที่กล่องละ 45 บาท เราก็ยิ้มแห้งๆให้แม่ค้า แล้วแกะขนมปังกินเงียบๆในมุมของเรา

อีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา ก็ได้เวลาบอกลาพี่ที่ลงชุมทางบ้านดารา (สถานีรถไฟเล็กๆ ถัดจากสถานีพิชัย)  ส่วนเรา หยิบหนังสือเล่มแรกของปีขึ้นมาอ่านฆ่าเวลา “เราหลงลืมอะไรบางอย่าง”

เราหลงลืมอะไรไปนะ

พี่ที่นั่งข้างๆ ทักเรา เรายังตกใจที่ผู้ชายเก็บเนื้อเก็บตัวทักเราก่อน เรายิ้มและในใจประมวลผลด้วยอัตราที่เร็วที่สุดตั้งแต่ขึ้นรถไฟมาเลยล่ะ ความกลัวที่ปรากฏตัวขึ้นมา ทำให้ความคิดเราวิ่งเร็วได้ขนาดนี้เลยหรอ

บทสนทนาของเราเป็นเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเสียส่วนใหญ่ เรารู้ว่าพี่เขาจะไปดอยอินทนนท์ในเช้าวันที่ 2 ส่วนเราก็ได้แต่แนะนำว่าต้องเตรียมตัวอะไรยังไงเพื่อจะไปรับความหนาวบนยอดดอย เราเพิ่งได้ข้อมูลเพิ่มว่า พี่เขาเดินทางมาจากหัวลำโพงเมื่อเช้า แล้วมาลงที่พิษณุโลก มีเวลาเดินเล่นชั่วโมงกว่าๆ ก่อนที่จะมารอเดินทางต่อไปเชียงใหม่ การเดินทางแบบนี้ทำให้ไม่ต้องนั่งรถไฟต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 15 ชั่วโมงแบบเรา แถมยังมึเวลาเดินยืดเส้นยืดสาย และเอร็ดอร่อยกับของกินระหว่างทาง เราจดข้อมูลเอาไว้เผื่อการเดินทางครั้งต่อไป และสิ่งที่ไม่คาดคิดที่สุดคือ  …. พี่เขาเป็นบัดดี้ร่วมทางตลอดทริปนี้เลยล่ะ

รถไฟหยุดนิ่งที่ สถานีนครลำปางเวลา 01.20 น. อุณหภูมิ 18 องศา ทำให้รอบตัวเต็มไปด้วยผู้คนขดตัวในผ้าหนาๆ สถานีนี้รถไฟจอดนอนเป็นพิเศษ เพราะต้องปลดเจ้ารถไฟคันสุดท้ายออก เราเดินไปเข้าห้องน้ำครั้งแรก และเพิ่งรู้ว่า ห้ามเข้าห้องน้ำระหว่างที่รถไฟจอดที่สถานี เรายืนอยู่ตรงบันไดรถไฟมองสถานีที่ไฟส่องสว่าง คนจำนวนมากยังนั่งรอรถไฟขบวนที่ต้องการจะโดยสาร บางคนอาจจะต้องรอนานมากจนต้องปูผ้าปูเสื่อนอนบริเวณเก้าอี้ที่สถานี พ่อค้าแม่ค้าที่ยังมีแรงก็ตระเตรียมอาหารเครื่องดื่มกันเป็นการใหญ่ เรานั่งลงตรงบันไดรถไฟสักพัก พอจะได้รับลมเย็นๆ กลิ่นของห้องน้ำและบุหรี่อบอวลไปหมด เจ้าหน้าที่จะมาแจ้งให้เรากลับไปนั่งที่เพราะรถไฟกำลังจะออกเดินทาง

04.00 น. รถไฟเข้าเทียบชานชาลาที่สถานีเชียงใหม่ เร็วกว่าเวลาหน้าตั๋ว 5 นาที ใจนึงก็ดีใจที่มาถึงเร็วกว่ากำหนด แต่อีกใจก็อยากจะให้ถึงช้ากว่านี้อีกสักหน่อย เพราะต้องรอจองตั๋วขากลับ ตอนตี 5

ตอนที่เราไปถึงนั้น มีประชาชนจำนวนหนึงมายืนรอรับตั๋วรถไฟฟรี ขบวน 102 เชียงใหม่ – กรุงเทพฯ แล้ว เราเองก็หาข้อมูลมาเผื่อว่า ถ้าจองตั๋วกลับช่วงเย็นวันที่ 3 ไม่ได้ ก็ต้องรีบตื่นมากลับรอบเช้าเหมือนกัน ในใจก็ยอมรับว่าวันที่ 3 คนเดินทางค่อนข้างเยอะ โอกาสที่จะเหลือตั๋วให้เรากลับนั้นเป็นไปแทบจะไม่ได้ แต่เราก็ยังมีความหวังนิดๆ รอถามเพื่อความมั่นใจ

แล้วก็เป็นอย่างที่คิด ตั๋วขากลับเต็มทุกขบวน เราเหลือทางเลือก 2 ทาง คือ กลับรถไฟฟรีเที่ยวเช้าวันที่ 3 หรือ เช้าวันที่ 4 แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องรีบคิด เพราะเราจะใช้เวลา 1 วัน 1 คืนในเชียงใหม่ให้คุ้มซะก่อน🙂

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s