[Kuk’s Diary][01-03.01.15] ทริปฉุกเฉินรับปีใหม่ รถไฟฟรีเที่ยวเชียงใหม่ (ตอนที่สอง)

สวัสดีเชียงใหม่

เราขึ้นรถสามล้อ ออกจากสถานีรถไฟเชียงใหม่ มาลงตลาดวโรรส ต่อราคาจนได้ราคา 30 บาท อยู่ในอัตราที่น่าพอใจ ลมที่แรง อากาศที่เย็น ทำเอาตัวสั่น เสื้อแขนยาวตัวเดียวที่เอาไป เหมือนจะสั่นตามร่างกาย อากาศเช้านี้ ไม่ถึงกับหนาวมาก แต่เพราะเจ้าลมที่พัดแรงตลอดเวลา ทำให้เราเริ่มหวั่นใจ เมื่อถึงตลาดวโรรส เราก็แวะถามไถ่เส้นทางไปที่พัก

ที่พักตั้งอยู่ตรงข้ามวัดลอยเคราะห์ เราสอบถามข้อมูลเรื่องเวลา check – in และการเช่าจักรยาน

เราจะมา check- in ได้ประมาณ บ่ายสองโมง มีค่ามัดจำ keycard เพิ่มอีก 200 บาท และถ้าจะเช่าจักรยาน สามารถติดต่อได้หลัง 8 โมง ค่าเช่าวันละ 50 บาท โดยเก็บมัดจำไว้เพิ่มอีก 500 บาท

(โรงแรมไว้รีวิวทีหลังเนอะ)

เราเดินเรียบถนนลอยเคราะห์มาจนถึงวันทรายมูล (พม่า) ซุ้มประตูมีบอกพ.ศ. 2536 และเมื่อเข้าไปด้านใน เราอ่านอะไรไม่ออกเลย เพราะทุกอย่างเป็นภาษาพม่า เราหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป นั่งพัก เฝ้าดูกรุ๊ปทัวร์ชาวพม่าที่มาสักการะบูชาพระพุทธรูปด้านใน เราแอบสงสัยว่าเวลาที่คนต่างชาติไปเที่ยววัดพระแก้วแล้วอ่านอะไรไม่ออกเลยแบบเรา เขาจะสงสัยแบบที่เราสงสัยบ้างหรือเปล่า

จากนั้น ก็เดินกลับเข้าถนนราชดำเนินผ่านไปวัดพันอ้นที่เคยมากับน้าเมื่อหลายปีก่อน วัดพันอ้นสร้างเมื่อปี 2044 สมัยพระเมืองแก้วแห่งราชวงศ์มังรายเป็นเจ้าผู้ครองเมือง

พระเจดีย์สารีริกธาตุสิริรักษ์ ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2550

ช่วง 8 โมงเช้าเราไปหม่ำข้าวเช้าที่ร้านมังสวิรัติใกล้ๆวัดพระสิงห์ เพราะร้านอาหารส่วนใหญ่ยังไม่เปิดกัน บ้านเมืองเชียงใหม่ช่วงเช้าช่างเงียบสงบน่าหลงใหลเสียจริงๆ

เส้นเล็กน้ำข้น รสชาติดี🙂

หลังจากท้องอิ่ม การเดินทางก็เป็นไปอย่างหนักหน่วง เริ่มจากไหว้พระที่วัดพระสิงห์ เราเพิ่งรู้ว่าวัดพระสิงห์เป็นวัดประจำปีมะโรง และช่วงปีใหม่แบบนี้ คนมาสักการะ สะเดาะเคราะห์กันเยอะแยะเลย

หลังจากนั้นไปต่อกันที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

หลังจากผ่านไปแค่ 2 วัด เราเริ่มรู้สึกถึงความเป็นพุทธพาณิชย์ของวัดในเชียงใหม่ เราเริ่มรู้สึกว่าวัดที่นี่ไม่ใช่วัด แต่เป็นสถานที่แลกความเชื่อด้วยตัวเงิน ทำไมการเดินเข้าวัดถึงเป็นการปลดเงินออกจากกระเป๋าได้ง่ายดายเพียงนี้ หลายคน ทำไปเพียงเพราะต้องการให้ชีวิตมีแต่สิ่งดีๆ เราไม่อาจปฏิเสธได้หรอกว่าการเข้าวัดเข้าวาเป็นเรื่องที่ดี แต่การเข้ามาด้วยกรอบความเชื่อว่า เข้าวัดแล้วจะเป็นคนดีนั้น ไม่น่าจะสร้างความดีอะไรได้ นอกจากชุดความเชื่อที่ว่า “ฉันดี” เราเดินออกมาจากวัด และหวังว่าทริปนี้คงจะไม่ต้องต่อสู้กับความรู้สึกแบบนี้อีก เราแค่หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น

เรากลับมาถึงที่พักราวๆ 9 โมง ทำเรื่องเช่าจักรยาน จักรยานที่ได้มาเป็นจักรยานแม่บ้าน น่าจะหนักกว่าทาเคะหลายกิโลกรัม โซ่เจ้านี่ไม่มีน้ำมันเลยแม้แต่น้อย ปรับที่นั่งจนสุดแล้วก็ยังไม่พอดีกับช่วงขาของเรา ถึงจะไม่มีส่วนไหนพร้อมเลยแต่จักรยานก็ทำให้เราเพลิดเพลินได้พอสมควร

ช่วงเช้าเราตั้งใจปั่นไปนั่งตากอากาศที่ริมแม่น้ำปิง โดยมีจุดมุ่งหมายที่สะพานนวรัฐ แต่เพราะยังไม่ค่อยชำนาญทาง และถนนเชียงใหม่เต็มไปด้วยการเดินรถทางเดียว เราหลงทาง ปั่นวนไปวนมา สุดท้ายเราเลยแวะตลาดประตูเชียงใหม่ ซื้อน้ำและข้าวเหนียว ก่อนจะปั่นไปนั่งหม่ำมื้อสายที่สะพานนวรัฐ ที่ริมแม่ปิง มีชาวบ้านมาเหวี่ยงแหตกปลา มีฝรั่งมานั่งทอดสายตาให้แม่น้ำ ส่วนเรานอนมองท้องฟ้า หม่ำขนม และถ่ายรูป

ลมที่พัดผ่านเราไป เหมือนจะกระซิบบอกว่า เชียงใหม่ก็มีมุมสงบ สบาย และน่าสัมผัส เราชอบการนอนลงบนพื้นหญ้า เราใช้เวลาคุยกับสายลมและท้องฟ้าอยู่สักพัก ก็เดินไปหากล้องถ่ายรูปฟิล์มแบบใช้แล้วทิ้ง แต่ก็ไม่มีขาย พี่ที่ร้ายถ่ายรูปแนะนำให้ไปร้าน photo bug ตรงตลาดสมเพชร เราจดชื่อร้านใส่ไว้ในสมุดก่อนกล่าวลาร้านถ่ายรูป และออกมานอนดูแผนที่ เตรียมแผนช่วงบ่าย

การปั่นจักรยานหลงทางในช่วงเช้า ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะเราได้ไปเกือบทุกถนนเขตเมือง นั่นทำให้เรารู้ว่าทางไหนเป็น one-way และทางไหนวิ่งไม่ได้ การเดินทางช่วงบ่ายจึงค่อนข้างราบรื่น  และที่สนุกกว่านั้น คือ เราได้เจอร้านรวงแปลกๆ มากมาย ร้านอาหารที่น่าแวะ และ ได้คุยกับชาวบ้านระหว่างทางอีกด้วย มีป้าหลายๆคนพูดคุยด้วยความเป็นห่วงต่างๆนานา เช่น มาจากไหน ทำไมไม่ไปเที่ยวที่นู่นที่นี่ด้วยล่ะ อากาศวันนี้ร้อนหรือเปล่า พักทานน้ำก่อนได้นะ

เมืองเชียงใหม่น่ารักขึ้นทุกครั้งที่เราได้มาสัมผัส

ช่วงเที่ยง เราแวะทานราดหน้าที่ถนนท่าแพ  (ราคา 40 บาท)

เราสั่งราดหน้าไข่ ไม่ใช่เนื้อหมู เลยได้ราดหน้าโปะไข่เจียว พอโรยน้ำตาลแล้วเจ้าอาหารจานน้อยก็อร่อยกำลังพอดี

เวลาประมาณ บ่าย 2 เราก็ปั่นจักรยานกลับมาที่พัก เตรียม check – in และเอาของเข้าห้องพัก

ที่พักค่อนข้างโอเคสำหรับเรา บรรยากาศและเครื่องอำนวยความสะดวกค่อนข้างประทับใจ🙂

เรานอนพักห้อง 6 คน พอเข้าพักกันครบ ก็ยังมีเตียงว่างอีก 2 เตียง

ที่ SOHO เรารู้สึกว่ามีการบริการที่ดี และเพื่อนร่วมห้องก็ดี การเดินทางครั้งนี้แทบจะสมบูรณ์แบบเลยล่ะ🙂

คะแนนบวกให้ SOHO

1. มี wifi มีค่อนข้างแรง (เราใช้ video call คุยกับนัทได้เกือบตลอด) ซึ่งเราขอรหัสwifi ได้ตอนที่ check – in

2. ห้องน้ำ มีน้ำอุ่นให้อาบ (อันนี้ฟินเบาๆ)

3. ห้องค่อนข้างใหม่ และสภาพดีมาก

4. ใกล้แหล่งกิน แหล่งช้อป (เดินไปนิดเดียวก็ถึงไนท์พลาซ่าแล้วล่ะ)

5. scan บัตรเข้าออก มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง

6. ถ้าเรามาถึงช่วงเช้าแล้วยัง check – in ไม่ได้ เราฝากกระเป๋าไว้ได้

7. มีครัวส่วนกลาง สามารถซื้อของมาทำอาหารที่ครัวได้

ส่วนคะแนนลบ (นิดหน่อย)

1. ห้องน้ำไม่ค่อยสะอาด (ห้องน้ำรวมสำหรับคนพัก dorm)

2. ที่เตียงมีที่เต้าเสียบแค่ 1 ตัว อันนี้จริงๆแล้วอาจจะเป็นปกติสำหรับ hostel ล่ะ แต่เราอาจจะเตรียมพร้อมด้วยการเอาปลั๊กสามตาติดไปด้วยก็ดีนะ🙂

3. เตียงไม่มีที่กั้น คนนอนดิ้น ถ้าเจอเตียงบน มีตกเตียงแน่ๆเลย

4. ลิฟต์น่ากลัว (อันนี้เรากลัวเป็นทุนเดิมยู่ด้วย) คือ ลิฟต์ที่นี่เวลาเปิดปิดจะช้ามากๆ จนทำให้รู้สึกว่าลิฟต์ค้างอยู่ตลอดเวลา ><

5. เวลา check – in บ่ายสอง อาจจะช้าไปนิดหน่อย

ช่วงบ่ายเราแพลนจะไปลุยถนนนิมมานเหมินต์ ถนนที่ใครๆก็ต้องไป วันนี้เราจะกระแสนิยมกับเขาบ้างแล้วล่ะ

เราเริ่มปั่นออกจากถนนลอยเคราะห์ด้วยอัตราเร็วคงที่ ปั่นจักรยานที่กรุงเทพฯว่ายากแล้ว เจอปั่นจักรยานในเชียงใหม่ไป เรากรี๊ดตลอดทางเลยล่ะ รถในเชียงใหม่ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจจักรยานเลย ยิ่งรถแดงแล้วนะ อยากจะเบียดก็เบียด อยากจะจอดก็จอด เราเองที่ยังไม่ชำนาญทางและยังคุยกับจักรยานไม่ค่อยรู้เรื่อง เลยต้องปั่นช้าๆ ไปเรื่อยๆ สัญญาณมือที่เรียนมาจากทาเคะพอจะช่วยให้เราขอทางได้บ้าง เราแอบมองจักรยานเสือภูเขาหลายคันที่แซงเราไป เราคิดถึงทาเคะ และพยายามจะคุยกับจักรยานแม่บ้านคันที่ปั่นอยู่

เราเปิดมือถือดูแผนที่ครั้งสุดท้ายก่อนเปิดแอปจักรยานที่ใช้เป็นประจำ ในใจแอบยิ้มที่ปีนี้ ได้เริ่มให้แอปจักรยานตั้งแต่ต้นปี เรามั่นใจในการปั่นครั้งนี้พอสมควร เอามือลูบเจ้าจักรยานแม่บ้าน แล้วเร่งความเร็ว

การปั่นถนนเลียบคูเมืองเป็นเรื่องที่สนุก แม้ว่ารถจะขับกันเร็วจนน่ากลัว หัวใจของเราเริ่มเข้ากับจักรยานได้ จังหวะของเราเข้ากันมากขึ้น และเราก็แวะพักที่ กาดสวนแก้ว

เพราะเราเพิ่งหัดปั่นจักรยานละมั้ง การพบเจอที่จอดจักรยานเลยกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ การแวะกาดสวนแก้วครั้งนี้น่าตื่นเต้นขึ้นเยอะเพราะเจอะเจอเพื่อนนักปั่นเยอะแยะมากมาย หลายๆคนมาพักทานอาหารก่อนจะปั่นไปดอยสุเทพ เราเองก็อยากไปทัวร์แบบนั้นบ้าง แต่คงต้องรอซื้อจักรยานดีๆสักคันมาเป็นเพื่อนคู่ใจ (:

จากนั้นไม่นาน ก็ปั่นไปนิมมานเหมินต์ เราไม่หลงทางเลยล่ะ หลังปั่นหาที่จอดรถอยู่สักพัก ก็ไปจอดที่นิมมานซอย 7 และเดินเท้าไปตาม #reviewchiangmai เราแวะทานน้ำที่ไมโลดิบ แล้วก็เดินเล่นไปทั่วก่อนจะไป “คั่วไก่ นิมมาน”

ร้านคั่วไก่ นิมมาน ตั้งอยู่ที่ ซอย 17 ติดกับร้าน iberry ของโน้ตอุดม พอเข้าซอยมา เดินมาจนถึงทางแยกแรก แล้วเลี้ยวขวา ก่อนจะเลี้ยวซ้าย เข้าซอยสายน้ำผึ้ง

เมนูคั่วไก่กระทะร้อน เหยาะซอสพริกลงไปนิดหน่อย รสชาติกำลังพอดี

เมนูมาม่าต้มยำทะเล กุ้งตัวใหญ่มากกกกกกกกกกกก รสชาติเข้มข้น ถ้าไม่ชอบเผ็ดแนะนำให้แจ้งพนักงานก่อนนะ เพราะรสชาติจัดจ้านจริงๆ

ร้านนี้ มีคนมาต่อแถวค่อนข้างเยอะ เราได้คิวที่ 6 แต่รอแปบเดียวก็ได้ทานแล้วล่ะ

ระหว่างนั้น เป็นช่วงอาทิตย์ตกดินพอดี เราเลยได้คุยกับคุณดวงจันทร์ไปด้วย และทานข้าวเย็นไปด้วย

ถือเป็นอาหารมื้อที่ดีที่สุดในรอบเดือนเลยก็ว่าได้🙂

เราถือโอกาสเดินชมร้านอาหารของโน้ตอุดมด้วยนิดหน่อย แต่ไม่ได้แวะทาน ร้านอาหารแนวนี้อาจจะไม่ใช่แนวของเราก็ได้ เราเดินเลียบริมถนนนิมมาน ไปเรื่อยๆ เจอะเจอร้านน่ารักๆหลายร้าน ตั้งใจไว้ว่าครั้งหน้าจะมาลองร้านอาหารเล็กๆ ร้านขนมที่ไม่ต้องต่อคิว

พอท้องฟ้าเริ่มมืด ดอยสุเทพเริ่มเปล่งแสง เราทำได้เพียงแค่มองตาม และเริ่มคุยกับท้องฟ้าและดวงดาว วันนี้พระจันทร์เกือบจะเต็มดวง แสงของพระจันทร์รบกวนการดูดาวของเราเป็นระยะๆ ผ่านไปไม่นาน เราก็เปลี่ยนใจมานั่งมองดูกระต่ายบนดวงจันทร์แทน เคยคิดไว้นานแล้วว่า สักวันอยากจะถามคนที่นั่งข้างๆ ว่า “พระจันทร์อร่อยไหม” แต่ก็ยังไม่เคยได้ถามใครจริงๆจังๆ นั่นสิ พระจันทร์จะอร่อยหรือเปล่า ทำไมถึงโดนเจ้าหนูแทะจนกลายร่างเป็นพระจันทร์เสี้ยว…. เพราะบางครั้ง ความรู้สึกและจินตนาการที่เปี่ยมล้น อาจทำให้ความรู้ไร้ความสำคัญ

และนั่น คือ ความสุข กล่องใหญ่ที่เรามักจะได้รับ

เราปั่นจักรยานกลับมาที่พัก ถืงก็เกือบสองทุ่ม การปั่นจักรยานยามค่ำคืนทำให้ลืมตัวมองท้องฟ้ามากกว่ารถยนต์ร่วมทางเสมอ หลายๆครั้งที่โดนเพื่อนเอ็ดว่า มีสติอยู่กับจักรยานหน่อย แต่ดูเหมือนท้องฟ้าจะทำให้ความรู้สึกของเราโบยบินเกินกว่าจะห้ามใจ

ณ ที่พัก เราได้พบกับเพื่อนร่วมห้องผู้หญิงคนนึง และผู้ชายคนนึง เพื่อนผู้หญิงมาจากฟิลิปปินส์ มาอยู่หลายวันแล้ว และกำลังจะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้นเหมือนกัน ส่วนเพื่อนผู้ชายได้ทราบแค่ว่าเขาเป็นคนอินเดียที่มาพักอยู่หลายคืนแล้ว และคืนนี้เขาจะไปข้างนอกไม่กลับมานอนที่โรงแรม เราได้คอลคุยกับนัทนิดหน่อย พอจะรู้ว่าญี่ปุ่นหิมะตก

อยากให้มีฝนดาวตกจัง อยากให้เธอมาอยู่ข้างๆกัน บางคำพูดที่เราไม่ได้บอกเธอไป ทำให้การเดินทางทุกครั้งไม่เคยถูกเติมเต็ม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s