สวัสดีคันไซ (เตรียมตัวเตรียมหัวใจ)

กาลครั้งหนึ่ง เมื่อไม่ค่อยนานสักเท่าไหร่ การเดินทางของมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งเริ่มต้นขึ้น การเดินทางไกลที่มีข้อจำกัดทางด้านการเงิน ระยะเวลา และภาษา การเดินทางที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ การเดินทางที่คำว่า “สวัสดี” ในภาษาไทย ไปดังไกลถึงประเทศญี่ปุ่น

กาลครั้งเดียวกันนั้นเอง ชีวิตที่วุ่นวายถูกแต่งแต้มด้วยความตื่นเต้น ความวิตกกังวลแปลงร่างเป็นการค้นคว้าหาข้อมูล และการเตรียมตัววางแผน ในใจยังอวดตัวเองลึกๆว่า การเดินทางครั้งนี้ จะต้องหลงทางด้วยความตั้งใจ จะต้องได้ยิ้มให้สิ่งที่แปลกและแตกต่าง จะต้องได้หัดพูดภาษาที่น่ารักดั่งจังหวะดนตรี

การเดินทางครั้งนี้ถูกลงตารางเวลาไว้เป็น “สวัสดีคันไซ ด้วยคำว่า “สวัสดี”” ระหว่างวันที่ 19 – 22 ก.พ. 2558

ตั๋วเครื่องบิน

การเดินทางที่ไกลกว่าครั้งไหนๆ เริ่มต้นจากการจองตั๋วเครื่องบิน เราเลือกบิน Japan airlines (หรือที่คนทั่วไปเรียกติดปากว่า JAL) สายการบินอันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่น ราคาสูงลิบ (ราคาแพงกว่าการบินไทยในหลักพัน) แลกกับเวลาบินที่เหมาะสมกับคนที่มีเวลาการเดินทางน้อย และอบอุ่นด้วยการบริการที่ดีเยี่ยม พร้อมน้ำหนักกระเป๋าที่จุใจ

เราเดินทางออกจากสุวรรณภูมิด้วย Flight JL 728 เดินทางจากกรุงเทพฯ วันที่ 19 ก.พ. 2558 เวลา 00.40 น. และตามกำหนดการจะถึงสนามบินคันไซในวันเดียวกัน เวลา 07.50 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น (เร็วกว่าเวลาไทย 2 ชั่วโมง)

และ Flight ขากลับจากสนามบินคันไซ คือ JL 727 เดินทางจากญี่ปุ่น วันที่ 22 ก.พ. 2558 เวลา 17.20 น. และถึงกรุงเทพฯ เวลา 21.25 น. ตามเวลาประเทศไทย

สายการบิน JAL อนุญาตให้โหลดกระเป๋าลงใต้เครื่องได้ 2 ใบ ใบละ 23 กิโลกรัม (รวม 46 กิโลกรัม) และมีกระเป๋า carry-on ได้ 2 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับสายการบินอื่นๆแล้ว JAL เป็นสายการบินที่เอื้อน้ำหนักกระเป๋าให้ซื้อของฝากและฝากซื้อเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

การเลือกที่นั่ง เป็นไปอย่างง่ายดายสำหรับคนที่ชื่นชอบการมองท้องฟ้า ดวงดาวและแสงจันทร์ ที่นั่งริมหน้าต่าง ที่นั่งฝั่งที่มองเห็นยอดภูเขาฟูจิยามเช้า ที่นั่งที่คุยกับคุณดวงดาวได้ใกล้ขึ้นกว่าเดิม 47A

สายการบิน JAL เปิดให้ web check-in ได้ 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง เมื่อ check-in เรียบร้อยแล้วจะพิมพ์ boarding pass เพื่อมายื่นที่เคาน์เตอร์ในวันเดินทางได้เลย

เสื้อผ้าหน้าผม

ผู้หญิงที่รูปร่างค่อนไปทางบาง ตัวสั่นบ่อยบ่อยเวลาเจออากาศหนาว มีความกังวลกับการเดินทางไปเมืองหนาวช่วงปลายฤดูหนาว

เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับอุณหภูมิที่แกว่งระหว่าง 2 – 11 องศาเซลเซียส เป็นเรื่องยากสำหรับคนกระเป๋าแฟบ เราซื้อเสื้อใหม่สองสามตัว ซื้อถุงเท้าใหม่สองสามคู่ ซื้อถุงมือใหม่อีกคู่ และขอยืมกระเป๋าเดินทางจากพี่สาวแสนใจดี จากนั้น จัดแจงเตรียมเครื่องบำรุงผิว ไม่ว่าจะเป็นครีมทาหน้า ครีมทาตัว ครีมกันแดด ให้พร้อมสำหรับการเดินทาง

เอกสาร

สิ่งที่กลัวที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่ความหนาวเหน็บ แต่กลับเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพราะถึงเราจะมีความคุ้นเคยกับอาหารญี่ปุ่น และได้ศึกษาข้อมูลความเป็นญี่ปุ่นมาในระดับหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ จะเป็นสิ่งไร้ค่าทันทีเมื่อเราไม่สามารถสื่อสารให้เข้าใจกันได้ “ภาษาญี่ปุ่น” และด้วยความกลัวทั้งหมดทั้งมวลที่มี เราเตรียมเอกสารค่อนข้างเยอะ ตัวอย่างเช่น

– itinerary receipt ของสายการบิน เป็นการแจ้งเจ้าหน้าที่ตม. ว่าเราเตรียมกลับวันที่นี้นะ

– ใบจองที่พัก (อันนี้เพื่อนจองให้)

– โปรแกรมการท่องเที่ยว เราใช้เวลาเลือกสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ค่อนข้างนาน (เมื่อเปรียบเทียบกับการท่องเที่ยวอื่นๆ) และการเดินทางท่องเที่ยว 3 เมือง ในเวลา 4 วันเป็นเรื่องที่เหนื่อยแต่คุ้มค่า โปรแกรมไม่ควรจะอึดอัดเกินไป แต่ก็ไม่ควรจะหลวมจนเกินไป

และเตรียมคู่มือการท่องเที่ยวคันไซที่ได้มาจากงานท่องเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อสิ้นปีที่แล้ว

วันที่ 18 ก.พ. 2558

1 วันก่อนเดินทาง กระเป๋าทั้ง 4 ใบถูกบรรจุเตรียมความพร้อม กระเป๋าเดินทาง 2 ใบ กระเป๋าเป้ 1 ใบ และกระเป๋ากล้องตัวน้อย 1 ใบ ส่วนหัวใจถูกเติมเต็มด้วยความตื่นเต้น ความสุขและการรอคอย

เราเดินทางด้วยพี่แท็กซี่ใจดี (ไม่บวก 50 บาทแม้ว่าจะมาส่งถึงสนามบินสุวรรณภูมิ) ตั้งแต่ยังไม่สามทุ่ม สายการบิน JAL อยู่ตรงกับประตู 8 จากนั้นเข็นกระเป๋าไป check-in ที่เคาน์เตอร์ ตามเวลาหน้าตั๋ว แจ้งเวลา boarding time คือ 00.30 น. ที่ gate G2 เจ้าหน้าที่ให้ใบขาออกมาเพื่อกรอกเตรียมไว้ก่อนผ่านตม.

ระหว่างรอเวลาเดินทาง เราเริ่มบันทึกความทรงจำในสมุดเล่มน้อย และหวังว่าจะเป็นสมุดเล่านิทานที่น่ารักเล่มแรกของปี

23.30 น. ลองเดินไป gate ก่อนเวลา ระหว่างทางก็ยิ้มให้ผู้คนที่กำลังจะเดินทางไปต่างจุดหมายปลายทาง บางคนกำลังจะเดินทางกลับบ้านไปพบครอบครัวในวันตรุษจีน บางคนกำลังจะเดินทางไปทำงานแม้เป็นคืนวันพุธ หลายๆคนกำลังจะเริ่มต้นนิทานของตนเองในต่างแดน ส่วนเรา กาลครั้งหนึ่ง ได้ผ่านไปหลายนาทีแล้ว

ระหว่างตม. กับ gate G2 อยู่ไกลกันพอสมควร ตม. จัดการตรวจสอบสิ่งของในกระเป๋าผ่านเครื่องสแกน(ที่ไม่ใจว่ามีคนมองเครื่องหรือเปล่า) เจ้าหน้าที่แจ้งให้แยกกล้องและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ออกจากสิ่งของอย่างอื่น และผ่านตม. มีการสแกนพาสปอร์ต เก็บใบขาออก ถ่ายภาพและสแกนนิ้วชี้ขวาก่อนเข้าเขต duty free และแบ่งทางเดินไปตาม gate

เมื่อเดินทางมาถึงจุดปลายทาง(ของสนามบิน) กลับพบความแปลกใจแรกของการเดินทางครั้งนี้

“คนไทย” เดินทางด้วย JAL เยอะกว่าที่คิด คนญี่ปุ่นที่นั่งอยู่กับจำนวนคนไทยที่กำลังถ่ายภาพเซลฟี่ก่อนเดินทางมีจำนวนเกือบจะแบ่งเป็น 50/50 ได้ด้วยสายตา คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นั่งอ่านหนังสือ หรือบางคนนั่งคุยเรื่องราวอะไรบางอย่างเป็นภาษาน่ารัก ส่วนเรายืนเกาะหน้าต่างสนามบิน ยืนยิ้มให้เจ้านกเหล็กสีขาว ที่หางมีสัญลักษณ์ของบริษัทสัญชาติแดนอาทิตย์อุทัยที่กำลังทดสอบการทำงานครั้งท้ายท้ายก่อนจะออกเดินทาง

JAL เปิดให้ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ และกลุ่ม priority (สมาชิก) รวมถึงผู้โดยสารพิการและผู้โดยสารที่เดินทางพร้อมเด็กเล็กขึ้นเครื่องบินก่อน ตามด้วยผู้โดยสารชั้นประหยัดที่เหลือ เที่ยวบินที่เดินทางมีผู้โดยสารเต็มลำ (อันนี้ก็ผิดคาด เพื่อนที่เคยนั่งสายการบินนี้บอกว่าปกติ JAL ไม่เคยเต็ม) เราได้นั่งข้างคนญี่ปุ่นที่นอนหลับตลอดทาง ที่นั่งแบ่งเป็น 2-4-2 ทุกที่นั่งมีจอสำหรับดูภาพยนตร์เป็นของตัวเอง บนเครื่องบินมีประกาศภาษาญี่ปุ่น สลับภาษาอังกฤษเป็นระยะ

เราเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตื่นขึ้นมาอีกทีตอนที่เริ่มแจกอาหาร ตอนนั้นมีความคิดหนึ่งว่า ดีแล้วล่ะที่เราเผลอหลับตอนที่เครื่องบินขึ้น ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะว่าเรากลัวเครื่องบิน ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้น – – เรารักเครื่องบิน แต่ก็กลัวเครื่องบินมากๆ ทำไมสิ่งที่ชอบที่รักมากที่สุดมาอยู่รวมกับสิ่งที่กลัวที่กังวลมากที่สุดได้นะ

เวลาตี 2 บนเครื่องแจกน้ำขวดสิงห์ และผ้าขาวอุณหภูมิอุ่นกำลังน่ารักสำหรับเช็ดมือ ระหว่างรออาหารมีเวลานั่งคิดๆเขียนๆ พลางนึกถึงเวลาที่เปลี่ยนไป ก็เริ่มไม่แน่ใจว่าเวลาของคุณและเราต่างกันกี่นาที หรือว่าจริงๆแล้วแค่หัวใจเราใกล้กัน เวลาที่ต่างกันก็ตรงกันแล้ว คิดไปก็เขินกับความคิดตัวเองไป ก่อนถูกรบกวนด้วยกลิ่นอาหาร

เวลา 03.30 น. แสงไฟและวีดีโอบนเครื่องสร้างบรรยากาศการออกกำลังกายขยับแข้งขยับขาบนเครื่องบิน ชาวญี่ปุ่นหลายคนตื่นมาขยับแขนขาตามวีดิโอที่ฉายอยู่ เป็นบรรยากาศที่น่ารักดี คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับสิ่งเล็กๆจนรู้สึกว่าทุกสิ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ไปเลยล่ะ

เวลา 04.00 น. อาหารเช้า อาหารง่ายๆดูสะอาดตา มี omelette ไส้กรอก มะเขือและมะเขือเทศนึ่ง มีสลัดผัก ซุป และผลไม้แบ่งใส่เป็นกระปุกเล็กๆ และมีขนมปัง เนย และชีส ส่วนเครื่องดื่มสั่งเป็นน้ำส้ม

เมื่อนานมาแล้วเคยอ่านเกี่ยวกับอาหารบนเครื่องบิน เขาบอกไว้ว่า อาหารบนเครื่องบินเป็นอาหารรสชาติเบาเบา เป็นรสชาติกลางกลางที่คนทุกชาติทานได้ และอาหารเช้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นเซท omelette

เวลา 04.40 น. คุณพระอาทิตย์ขึ้นทางขวาของเครื่องบิน ส่วนเราที่นั่งด้านซ้ายของเครื่องมองเห็นแสงสีส้มส้มกระทบกับเมฆและปีกเครื่องบิน อาจจะเห็นไม่ชัด แต่รอยยิ้มเปื้อนหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า

เวลา 07.25 น. เครื่องลดระดับ ล้อเครื่องบินแตะพื้นสนามบิน การเดินทางวันนี้ไม่มี delay  ประกาศเสียงตามสายแจ้งว่าเวลาที่โอซาก้าเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมงและอุณหภูมิ 5 องศาซี

เราเอื้อมมือหยิบกระเป๋า ยิ้มให้คนข้างๆ เสียดายที่ตลอดการเดินทางเราไม่ได้คุยกันเลยสักคำเดียว T^T)

เมื่อลงจากเครื่องเดินตามทางไป transfer จาก terminal 3 เป็น terminal 1 ประมาณ 110 วินาที (ตามประกาศป้ายบนรถไฟ) อากาศเช้าวันนี้มีแดดจ้า อุณหภูมิบนรถไฟถูกปรับแต่งทำให้อบอุ่นกำลังพอดี

จากนั้นก็เดินทางผ่าน ตม. ด้านหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำการเดินทางเข้าประเทศ (เป็นภาษาญี่ปุ่น) เจ้าหน้าที่ตม. ถามเกี่ยวกับการเดินทาง โรงแรม และบุคคลที่รู้จักที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น และเขาแก้ชื่อโรงแรมของเราให้ถูกต้องตามใบจองห้องพัก ในใจกังวลไม่น้อยเลยล่ะ เราพอจะมีข้อมูลการส่งคนไทยกลับประเทศอยู่มากพอสมควร ครั้งนี้เดินทางคนเดียว พกเงินมาจำนวนหนึ่งพอที่จะอยู่กินในญี่ปุ่นได้ราวๆ 1 สัปดาห์ พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้สักคำ แต่เราตั้งใจเตรียมเอกสารทุกอย่างและตั้งใจว่าถ้านิทานเรื่องนี้จะจบส่งเพียงแค่หน้าประตูตม. เราก็คงจะโทรหาเพื่อนที่ญี่ปุ่นและขอให้เขาช่วย ถึงแม้ไม่รู้ว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด

หลังเจ้าหน้าที่มองแสตมป์สิงคโปร์อยู่สักพัก ถามเกี่ยวกับสิงคโปร์อยู่นาน เราก็ได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพและสแกนนิ้ว ก่อนได้เห็นภาษาไทยบนหน้าจอกล่าว “ยินดีต้อนรับ”

จุดต่อมา ศุลกากร

อยู่ห่างออกมาประมาณ 500 เมตร เจ้าหน้าที่แจ้งให้เขียนเอกสารว่าเราไม่ได้นำสิ่งของผิดกฎหมายเข้าประเทศ และโดนรีรีนด้วยคำถามเดียวกับที่ตอบไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ขอรื้อกระเป๋า ขอเรียกว่า “รื้อ” เพราะเอาทุกอย่างในกระเป๋าออกมา แล้วตรวจสอบริมกระเป๋า ก่อนค่อยๆบรรจงจัดเสื้อผ้ากลับเข้าที่ เราเขินเจ้าหน้าที่ที่แอบรื้อชุดและเสื้อผ้าที่เป็นของส่วนตัว พลางช่วยเจ้าหน้าที่เก็บเสื้อผ้าแล้วพอว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องเก็บเรียบร้อยก็ได้เดี๋ยวก็ใช้แล้ว ><

เดินทางพ้นศุลกากรออกมา คือบริเวณชั้น 1 ของสนามบิน เพื่อนที่มารับยืนคุยกับไกด์ชาวไทยอยู่ไกลๆ อากาศในสนามบินอยู่ในอุณหภูมิกำลังสบาย เครื่องดื่มแรกของประเทศญี่ปุ่น เป็นโกโก้ร้อนง่ายๆ พอให้ร่างกายอบอุ่น

 

วันที่เดินทางนั้น อาจจะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่แน่ใจ ที่การเดินทางของสายการบินไทยและ JAL มีผู้โดยสารล้นเครื่องทั้ง 2 สายการบิน ทำให้เกิดการเกลี่ยผู้โดยสารกันไปมา และ… คนไทยเลยมาล้นที่สายการบิน JAL ของเรา

หลังจากนั้นติดต่อเคาท์เตอร์เพื่อซื้อ Kansai Thru Pass 3 days (5,200 เยน) ตรงนี้ ถ้าพูดญี่ปุ่นไม่ได้ให้ชี้รูปที่อยู่บนเคาท์เตอร์เลย เพราะคนขายตั๋วไม่พูดภาษาอังกฤษ บัตรจะมาพร้อมกับbooklet เล่มเล็กและแผนที่รถไฟ

ประเทศญี่ปุ่นมีรถไฟหลายบริษัท แต่ละบริษัทจะข้อจำกัดของบัตรเป็นของตัวเอง ก่อนซื้อต้องเลือกว่าแบบไหนเหมาะกันการท่องเที่ยวของเรา ถ้าเป็น JR จะเน้นเดินทางตามหัวเมืองหลัก และสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ส่วน Kansai Thru Pass จะเป็นการเดินทางตามพื้นที่ที่ไกลออกไปอีกหน่อย

ก่อนไปศึกษาเกี่ยวกับเส้นทางและการจัดเส้นทางเดินทางนิดหน่อยน่าจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้พอสมควร

บัตรมีสัญลักษณ์และวิธีการใช้และใส่เครื่องและมุมล่างขวาจะเป็นจุดที่บอกว่าใช้งานมากี่วันแล้ว แต่เครื่องรับบัตรของรถไฟญี่ปุ่นมีความฉลาดเฉพาะตัวกว่านั้น คือ ถ้าเราใส่บัตรผิดข้าง เครื่องจะพลิกบัตรให้เอง และเจ้าเครื่องตรวจตั๋วสามารถแยกตั๋วได้ว่า เป็นตั๋วของรถไฟสายไหนบ้าง

แล้วเราก็พร้อมจะออกเดินทางแล้วล่ะ…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s