สวัสดีคันไซ (การเดินทางวันที่ 1)

วันที่ 1 (KIX – Universal Studio – Remm Shin Osaka – Osaka University)

การเดินทางครั้งใหม่ ในประเทศที่ไม่คุ้นเคยกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

เมื่อเดินพ้นสนามบินออกมาสู่สถานีรถไฟ Kansai Airport เราก็เหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง โลกที่มีแต่ภาษายึกยือน่ารัก แต่อ่านไม่ออก โลกที่มีประกาศเสียงตามสายเป็นทำนองเพลง แต่ฟังไม่ออก โลกที่มีคนเยอะแยะวุ่นวาย แต่ไม่มีใครสักคนที่พูดภาษากลางของโลกได้ โลกที่ให้ความสำคัญกับคนพิการทางสายตา มากกว่าคนต่างประเทศ (อันนี้ชอบแฮะ)

เราขึ้นรถไฟสายสีเขียวเพื่อไปต่อรถไฟ JR ที่ Tsuruhashi ตามแผนที่จะมุ่งหน้าไป USJ

การเดินทางจากสนามบินเข้ามาในเมืองใช้เวลาค่อนข้างนาน (เกือบชั่วโมง)

รถไฟญี่ปุ่น

DSC_0138140219

มีหลายประเภท ทั้ง local / express / reserved และอีกมากมาย ถ้าขึ้นรถไฟผิดสายอาจจะไม่จอดในสถานีที่เราต้องการจะไป หรือถ้าไปขึ้นรถ reserved ก็อาจจะถูกปรับในอัตรา ( 2-3 เท่าของราคาจองเลยล่ะ) รถไฟญี่ปุ่นมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ และมีวัฒนธรรมการใช้รถไฟฟ้าที่แตกต่างจากเมืองไทย ยกตัวอย่างเนอะ

– บนรถไฟญี่ปุ่น สามารถทานอาหารได้ (ลืมประกาศยาวๆบนบีทีเอสบ้านเราไปได้เลย) แต่ทานแล้วก็เก็บเอาขยะลงมาทิ้งด้วยนะ🙂

– มีที่นั่งพิเศษ เรียก priority seat สำรองไว้สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ แม้ว่าที่นั่งจะว่าง คนปกติทั่วไปก็จะไม่นั่ง ปล่อยให้ว่างไว้แบบนั้น ส่วนผู้สูงอายุหลายๆคน ก็มักจะไม่นั่ง จะยืนราวกับว่า เขายังอายุน้อยๆเหมือนวัยรุ่น

– อย่าเสียงดัง แม้ว่าเราจะตื่นเต้นกับบรรยากาศบ้านเมืองระหว่างการเดินทางสักเพียงใด การตะโกนโหวกเหวก การหัวเราะเสียงดัง เป็นอากัปกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ของชาวญี่ปุ่น แต่จะพูดในอีกแง่นึง รถไฟโอซาก้า (เน้นว่าโอซาก้า) จะมีเสียงดังกว่ารถไฟวิ่งระหว่างเมือง หรือรถไฟเมืองอื่นๆ เพราะ คนโอซาก้า คือ คนโอซาก้า

– โอซาก้า ขึ้น/ลง บันไดเลื่อนยืนให้ชิดขวา เดินให้ชิดซ้าย

เกียวโตและโตเกียว ขึ้น/ลง บันไดเลื่อนยืนให้ชิดซ้าย เดินให้ชิดขวา

– เอาของชิ้นใหญ่ขึ้นรถไฟฟ้าได้ตลอดสาย ได้ทุกสถานี แต่เอาขึ้นมาแล้วต้องวางแอบๆ

– อย่าโดนตัวเพื่อนร่วมทาง (ยกเว้นคนที่ไปด้วย แฮะ ~) คนญี่ปุ่นมีความเป็นส่วนตัวสู๊งสูง การโดนตัว การถ่ายภาพคนอื่นเป็นเรื่องที่ไม่มีมารยาทเป็นอย่างมาก และการแอบถ่ายรูปคนอื่นโดยไม่ขออนุญาต อาจจะทำให้โดยโยนเข้าคุกได้โดยไม่รู้ตัว

– มีลิฟต์สำหรับคนพิการและขนของหลายจุด ลิฟต์เหล่านี้มักจะว่าง คนที่ไม่มีความจำเป็นจะไม่ใช้

– ถ้ามีการเปลี่ยนสายรถไฟ ต้องเสียบบัตร 2 ใบ

เราไป transfer  เป็น JR สาย Yumesaki Line ที่สถานี Tsuruhashi  มุ่งหน้า Universal City Station (190 เยน)

DSC_0141140219

วันที่ไปนั้นเป็นวันตรุษจีน นักท่องเที่ยวชาวจีนค่อนข้างเยอะ เราได้นั่งบ้างยืนบ้างเบียดกันบ้างตามปริมาณคนขึ้นลงแต่ละสถานี การเดินทางไป USJ บรรยากาศค่อนข้างน่ารัก เปลี่ยนจากเมืองเป็นชนบทแล้วเปลี่ยนเป็นเมืองอีกครั้ง ได้มองเห็นบรรยากาศบ้านเรือนของชาวญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา สนุกดีนะ

เมื่อเดินทางมาถึง Universal City Station เราเดินตามนักท่องเที่ยวไป ทางเข้า

มีลูกโลกเขียนคำว่า Universal ไม่ต่างจากสวนสนุกที่สิงคโปร์ มีทางเข้าที่ไม่ต่างอะไรเลยจากสวนสนุกอื่น จะต่างก็คงมีเพียงแค่ อากาศวันนั้น มีลมกรรโชกแรงจนหนาวไปถึงหัวใจ

เราจองตั๋ว USJ จากประเทศไทยก่อนไป ราคา 7,200 เยน เมื่อเข้าไปสู่สวนสนุก เราเดินหาที่จอดกระเป๋าเดินทาง แต่ว่าวันนั้นนักเดินทางเยอะ จนทำให้ล็อคเกอร์เต็มทุกล็อคเลยล่ะ สุดท้ายต้องจำใจลากกระเป๋าเดินทางไปเที่ยวด้วย T^T)

USJ ที่ดูมีชีวิตชีวามากกว่าทุกวัน นักท่องเที่ยวเคลื่อนตัวไปตามท้องถนนก่อนจะแยกกันไปเล่นเครื่องเล่นตามโซนต่างๆ โซนที่คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ ก็น่าจะเป็น Harry Potter

แนะนำสำหรับคนที่อยากจะเข้าปราสาท Harry Potter ให้รีบไปเช้าๆ ถ้าไปสายจะเป็นแบบเรา คือ ต้องจองคิวเข้าปราสาท

เวลาบนบัตร 13.20 น. – 14.20 น.

ระหว่างรอให้ถึงเวลา เราก็ไปเดินถ่ายภาพบรรยากาศรอบๆ และหาอาหารมื้อแรกของวันทาน ใน USJ อาหารราคาค่อนข้างสูง และปริมาณมักจะแปรผกผันกับราคา เราแวะร้าน fast food ทานอาหารอเมริกันมื้อแรกในราคา 1,500 เยน

บรรยากาศรอบๆ USJ

DSC_0164140219DSC_0152140219DSC_0174140219

เมื่อถึงเวลาเข้า Harry Potter ทางเข้าจะมีเจ้าหน้าที่คอยบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น (และเราฟังไม่ออกเลยสักนิดเดียว) ก่อนจะเดินผ่านเข้าเขาวงกต มีเสียงนกเสียงเพลงบรรเลงเหมือนในหนังที่เราจะเดินทางเข้าสู่ปราสาทฮอกวอร์ต พอสุดทางก็เลี้ยวขวาเข้าสู่ปราสาท

DSC_0180140219

เมื่อเดินทางมาใกล้ประตูปราสาทจะเห็นรถที่รอนและแฮร์รี่ขับมาปราสาทเมื่อภาค 2 จะมีคนถ่ายรูปกันเยอะแยะไปหมดเลยล่ะ พอเดินพ้นเข้าประตู ขวามือจะเป็นรถไฟจาก ชานชาลา 9 3/4

DSC_0181140219

บรรยากาศในโซน Hogsmeade Village : (Hogwarts Express – Owl Post & Owlery – Honeydukes – Ollivanders)

DSC_0184140219DSC_0187140219DSC_0191140219DSC_0192140219DSC_0195140219DSC_0201140219

USJ ตกแต่งภายในเหมือนในหนังเลยล่ะ เก็บรายละเอียดได้สวยงามและหลายๆคนก็แต่งชุดเป็นนักเรียนบ้านต่างๆเดินกันเต็มไปหมด

เราเดินอยู่ในร้าน Owl Post & Owlery อยู่นาน จนในที่สุดก็ได้โปสการ์ด (มาฝากคุณชูครีม) ในราคาแพงลิบ 700 เยน เป็น postcard set (โปสการ์ด 1 แผ่น และแสตมป์ 52 เยน 2 ดวง)

จากนั้นเราไปต่อแถว(แสนยาว) รอซื้อ Butterbeer เครื่องดื่มยอดนิยม เจ้าเครื่องดื่มยอดนิยมแบ่งราคาเป็น ร้อน 600 เยน เย็น 700 เยน ถ้าอยากได้แก้วที่ระลึกต้องเพิ่มอีก 500 เยน

Butterbeer เป็นน้ำขิงใส่คาราเมล น้ำขิงของญี่ปุ่นรสชาติเข้มมาก ถ้าไปกันหลายๆคนอยากให้ลองซื้อมาชิมก่อนสักแก้ว เพราะบางทีรสชาติอาจจะไม่ถูกปาก

เราเองจิบไปอึกเดียว แล้วส่งให้เพื่อนร่วมทานจัดการส่วนที่เหลือ

ที่นี่มีขายสินค้า Harry Potter เยอะแยะไปหมด ราคาค่อนข้างสูงตามความเป็น Harry Potter ยกตัวอย่างเช่น ผ้าพันคอผืนเล็ก ราคา 4,800 เยน sweater ราคาเหยียบหมื่นเยน

แพงจนต้องแอบเก็บกระเป๋าตังค์ไว้ไกลๆมือเลยล่ะ ><)

หลังเหนื่อยๆมาค่อนวัน เราก็แวะทานอาหารญี่ปุ่นมื้อแรก (และประทับใจจนเป็นอาหารหลักของทุกวัน) คือ “อุด้ง”

คงดูไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ที่จะเปรียบเทียบอาหารญี่ปุ่นที่ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น แต่อุด้งญี่ปุ่นอร่อยกว่าจริงๆนะ เส้นเหนียวนุ่ม น้ำซุปกลมกล่อม มื้อแรกเป็นน้ำซุปวากาเมะ (ยังหาร้านที่ขายอุด้งวากาเมะที่ไทยไม่เจอเลย) มีหอมญี่ปุ่นซอยอย่างบรรจง รสชาติดีกว่าหอมไทย เศษแป้งทอดสีเหลืองกรอบ น้ำซุปให้กดได้เอง อยากกดมากน้อยแค่ไหนก็ตามใจเลยล่ะ แถมน้ำเปล่ามีให้เลือกทั้งร้อนและเย็น มีน้ำชาให้เลือกดื่มได้ฟรี

หลังอิ่มท้อง เราเดินทางด้วยรถไฟย้อนกลับมาทางเดิมแต่สถานีปลายทางเป็น Shin Osaka ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงแรมของเรา

ที่พักที่จองเอาไว้ ชื่อ Remm Shin Osaka อยู่ในตัวสถานีรถไฟ Shin Osaka ทางขึ้นโรงแรมอยู่ทางออกทิศเหนือของสถานีรถไฟ JR  เราต้องขึ้นไป check-in ที่ชั้น 12 ก่อนจะรับบัตรเข้าห้องพัก ที่เราจองไว้เป็น 3 คืน 32,100 เยน ชั้น 17

ห้องพักค่อนข้างดี บรรยากาศชั้น 17 มองออกไปเป็นตัวเมืองโอซาก้า บรรยากาศดีมากเลยล่ะ

ส่วนที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นห้องน้ำล่ะ

เครื่องอาบน้ำ มีผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเป็นกลิ่นของแชมพูและสบู่จาก MUJI

และสบู่ล้างหน้าจาก shiseido

ช่วงเย็น เราออกเดินทางไป Osaka University ที่อยู่ไกลออกไปจากที่พักประมาณ 1 ชั่วโมง เราเดินทางด้วยรถไฟเหมือนเดิมไปจนสุดสายเลยล่ะ (จำชื่อสถานีไม่ได้ล่ะ) แล้วเดินขึ้นเขาไปอีกประมาณ 700 เมตร

ระหว่างเปลี่ยนเส้นรถไฟ ได้เจอกับห้องพักผู้โดยสาร ระหว่างรอรถไฟ ในห้องมี heater ทำให้การรอรถไฟเป็นช่วงเวลาที่ดีขึ้นเยอะเลยล่ะ

ทางเดินไปมหาวิทยาลัยค่อนข้างเงียบสงบ เป็นเส้นทางที่ไม่อนุญาตให้ปั่นจักรยานผ่าน เพราะเป็นเส้นทางขึ้นและลงเขา ถ้าปั่นจักรยานจะเป็นอันตราย แต่ข้อห้ามนี้ไม่เป็นผลต่อความเป็นโอซาก้าสักเท่าไหร่ ระหว่างเดินก็จะพบจักรยานปั่นผ่านไปหลายคัน ท้องฟ้าที่ชานเมืองญี่ปุ่นเห็นดาวเป็นประกายระยิบระยับเต็มไปหมด เงียบสงบและมีลมเย็นพัดผ่าน

หลังจากที่เสร็จธุระที่ Osaka University เราเปลี่ยนเส้นทางไปทางหน้ามหาวิทยาลัย เพราะได้ยินคำร่ำลือมาว่า อุด้งอร่อย แต่…. ร้านปิดก่อนเราเดินทางมาเพียงครึ่งชั่วโมง เลยต้องหิ้วท้องกลับมาทานที่โรงแรม ขากลับเราเดินทางโดยรถไฟใต้ดินกลับถึงสถานี Shin Osaka เวลาประมาณ 23.00 น. ตัวเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือ แมคโดนัลด์

การทานอาหารอเมริกันระหว่างการท่องเที่ยวในประเทศที่มีอาหารที่อร่อยมากมายขนาดนี้ เราถือว่าเป็นความผิดหวังเล็กๆ เราสั่งเฟรนช์ฟรายส์ พายแอปเปิ้ล โค้ก ข้าวโพดหวาน แฮมเบอร์เกอร์ ราคา เจ็ดร้อยกว่าเยน พนักงานพูดภาษาอังกฤษแทบจะไม่ได้เลยล่ะ พอมาเปิดทานบนห้อง ก็เจอนักเกตแทนเฟรนช์ฟรายส์ (แง้)

การเดินทางในวันแรกจบลงหลังทานอาหารมื้อสุดท้ายของวัน และจัดตารางการเดินทางของวันรุ่งขึ้น กะเวลาการเดินทาง และเตรียมของให้พร้อมสำหรับการเดินทางวันที่ 2 ต่อไป

ราตรีสวัสดิ์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s