สวัสดีคันไซ (การเดินทางวันที่ 2)

วันที่ 2 (Shinkansen – Kyoto -Kyoto Tower -Toji Temple – Imperial Palace – Namba – Remm Osaka)

การเดินทางวันที่สอง ผิดพลาดจากการวางแผนไว้นิดหน่อย ตอนแรกเราตั้งใจจะรีบออกจากที่พัก เพราะวันนี้เราจะต้องเดินทางไกลไปถึงเกียวโต หลังจากที่เราตื่นมางัวเงีย นอนดูรายการทีวีญี่ปุ่นอยู่สักพัก เราก็นึกขึ้นได้ว่าต้องเช็ครอบ  Shinkansen เผื่อเอาไว้ จะได้กะเวลาการทานอาหารเช้าและการเดินทางได้

เราเลือกที่จะเดินทางด้วยรถไฟ Shinkansen เที่ยว 11 โมง

โดยปกติแล้ว การเดินทางจากโอซาก้าไปเกียวโต คนญี่ปุ่นและนั่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่เดินทางด้วย Shinkansen เพราะค่าโดยสารรถไฟความเร็วสูงนั้น สูงพอตัวเลยทีเดียว และหากเดินทางด้วยรถไฟปกติ ก็ใช้เวลามากกว่านั่ง Shinkansen เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง

อาหารเช้า

การเดินทางที่เอื่อยเฉื่อยในช่วงเช้า ทำให้อาหารเช้าวันนี้ ได้คัดสรรขนมปัง (มิรุกุโรล) และโกโก้กล่อง (ใหญ่) จากร้านสะดวกซื้อ ชื่อ Daily Yamazaki ร้านนี้ปิดบริการช่วง 22.00 น. มีสินค้าคล้าย 7-11 บ้านเรา แต่ขนมปังอร่อยกว่ามากเลยล่ะ ราคาทั้งหมด 248 เยน

Shinkansen

เราจองตั๋ว Shinkansen ผ่านเครื่องจองตัวอัตโนมัติ แต่บริษัทมีช่องจำหน่ายตั๋วสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแยกให้นะ ถ้าอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ก็ไปต่อแถวที่ช่องจำหน่ายตั๋วได้ (แต่แถวยาวมาก) ราคาตั๋วจาก Shin Osaka ไป Kyoto อยู่ที่คนละ 2,810 เยน

ตอนที่จองจะมีที่นั่งให้เลือกที่หน้าจอได้เลย ของเราได้นั่งที่ตู้ 6 ซึ่งเป็นตู้จอง และเมื่อลงมาที่ชานชาลา เราก็ไปยืนรอตำแหน่งที่บอกว่าเป็นตู้ 6 ได้เลยล่ะ การเดินทางระหว่าง Shin Osaka ไป Kyoto ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ประมาณว่าทานอาหารเช้ายังไม่ทันเสร็จ รถไฟก็พาเรามาถึงอีกเมืองแล้วนั่นล่ะ Shinkansen จอดเพียงไม่กี่สถานี ซึ่งเวลาจองก็ต้องดูให้แน่ใจว่าสายที่เรานั่งนั้น จอดที่สถานีที่เราจะไปหรือเปล่า

บรรยากาศบนรถไฟเงียบสงบ บรรยากาศรอบรอบตัวเหมือนรถไฟนำเที่ยวทางธรรมชาติเสียมากกว่า เราไม่ได้สังเกตสิ่งต่างๆบนรถไฟสักเท่าไหร่ เพราะตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศชานเมืองโอซาก้าอยู่ไม่น้อย

สวัสดีเกียวโต

เกียวโต ไม่ใช่โอซาก้า เกียวโตยืนชิดซ้าย เดินชิดขวา เกียวโต เสียงรอข้ามถนนดังว่า “ติ้ด ตี่ ตี่ ตี่ ติ้ด” เกียวโตมีฝาท่อรูปร่างสวยงาม

เมื่อมาถึงเมืองเกียวโต เราเดินทางออกมาจากสถานีเกียวโต ที่ “ใหญ่ และ สวย มาก” ก็จะพบสถานีจอดรถเมล์ สถานีรถเมล์เป็นที่จอดรถเมล์หลายๆสาย มีป้ายบอกว่าตรงนี้จอดรถเมล์สายอะไร เดินทางไปไหนบ้างและรถจะเข้าจอดเวลากี่โมง คนต่อแถวกันค่อนข้างยาว แต่เราไม่มีประสบการณ์การขึ้นรถเมล์ เลยไม่รู้ว่าจะสนุกสนานเท่ารถเมล์ที่เมืองไทยหรือเปล่า

หากมองจากหน้าสถานีรถไฟเกียวโต ฝั่งซ้ายจะเป็นที่ทำการไปรษณีย์ขนาดใหญ่ ตรงข้ามเยื้องไปทางขวาของสถานีรถไฟจะเป็นจุดที่เราจะเดินทางเป็นที่ต่อไป คือ เกียวโต ทาวเวอร์

Kyoto Tower

เกียวโต ทาวเวอร์อาจจะหน้าตาไม่น่ารักเท่าโตเกียวทาวเวอร์ และไม่โด่งดังเท่าโตเกียวทาวเวอร์สีแดงที่กรุงโตเกียว แต่สิ่งที่อาจจะทำให้หลายหลายคนหลงรักเกียวโตทาวเวอร์ได้ไม่ยากคือ เจ้าทาวาวะจัง มาสคอตของเกียวโตทาวเวอร์

เกียวโตทาวเวอร์ ตั้งอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟเกียวโต แต่ทางเข้าจะอยู่ในซอยด้านข้าง เมื่อเดินทางเข้าไปจะเป็นคล้ายๆห้างสรรพสินค้า ด้านข้างจะมีเคาน์เตอร์ขายบัตรเข้าชม ราคาเข้าชมของผู้ใหญ่อยู่ที่คนละ 770 เยน การซื้อบัตรเข้าชมมีทั้งการหยอดเหรียญ และซื้อที่เจ้าหน้าที่ขายบัตร ในความคิดเรา ไม่มีค่อยต่างกันสักเท่าไหร่ เพราะยังไงก็มีแต่ภาษาญี่ปุ่น

เมื่อได้ตั๋วก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้นบน จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการเป็นรอบๆ เพื่อไม่ให้เกิดความแออัดจนเกินไป เมื่อขึ้นลิฟต์ไปจนถึงชั้นบนสุด จะเป็นห้องกระจก 360 องศา มีกล้องส่องทางไกลเป็นจุดๆ และมีป้าย tourist attraction ไว้ ทำให้เราได้ส่องดูรอบๆเมือง

บนเกียวโตทาวเวอร์ มีทีวัดอุณหภูมิและความเร็วลมด้วยล่ะ ทำให้รู้ว่าอากาศวันที่เราไปเยือนยอดตึกอยู่ที่ 7 องศาซี (ว่าทำไมหนาวจัง) เราเก็บภาพกันอยู่สักพัก เอามือชี้ชี้ว่าพรุ่งนี้จะไปเยือนยอดภูเขาลูกนู้นลูกนี้ บ่นบ่นอยากไปที่นู่นที่นี่ แล้วเราก็เดินกลับลงมา แอบทานไอติมสุดอร่อย

จากนั้นเราก็เดินทางไป To-ji Temple โดยเดินไปทางที่ทำการไปรษณีย์ และเลาะถนนไปลอดใต้สะพานรถไฟ ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีคนญี่ปุ่น

To-ji Temple (Kyo-o-gokoku-ji)

เราเดินทางถึงวัดเวลาบ่าย อากาศค่อนข้างอบอุ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากเลยล่ะ คนไม่ค่อยเยอะ เพราะส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาช่วงซากุระบาน หรือมาช่วงมืด ที่จะมีการประดับไฟอย่างสวยงาม ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 800 เยน

วัดนี้มีเป็นมรดกโลกที่จัดโดย UNESCO  เป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยที่นาราเป็นเมืองหลวงก่อนจะเปลี่ยนเป็นเกียวโต มีเจดีย์ที่สูงที่สุดของญี่ปุ่น เป็นเจดีย์ 5 ชั้น อยู่ด้านในของบริเวณวัด ภายในประดับด้วยต้นซากุระ ซึ่งจะสวยงามในช่วงประมาณเดือนเมษายนของทุกปี

บรรยากาศรอบๆ

ซากุระบาบ้างแล้ว

ถังน้ำสีแดง – ถังน้ำเอาไว้ดับไฟ บริเวณวัดไม่สามารถต่อน้ำดับเพลิงเข้ามาได้เพราะเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ทำให้มีการวางถังน้ำเอาไว้เผื่อว่าเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้

หลังจากนั้น เราเดินทางกลับมาดูเครื่องราง มีสายห้อยรูปซากุระหน้าตาน่ารัก และเครื่องรางราคา 500 – 1,000 เยน เครื่องรางที่ราคาแพงจะเป็นเครื่องรางเกี่ยวกับการสอบเข้าเรียน ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับเด็กๆที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

แล้วเราก็ออกเดินทางไป Imperial Palace ที่เพิ่งรู้ว่าปิดเวลา 17.00 น. งานวิ่งได้เริ่มต้นขึ้นแล้วล่ะ การเดินทางเริ่มต้นจากการวิ่งกลับมาขึ้นรถไฟที่สถานีเกียวโต ลง metro ไป marutamachi จากสถานีเราเดินกันไปอีกหน่อยหนึ่ง เพราะทางเข้ามีสองฝั่งซึ่งไกลจากพระราชวังทั้ง 2 ประตู

Imperial Palace

เราเดินทางมาทันเวลา แต่ป้ายข้างหน้าบอกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้องมีไกด์นำชม เรางอแงนิดหน่อยเพราะอยากเข้ามาก เป็นจุดที่คาดหวังไว้ค่อนข้างสูง แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ เราเลยได้แค่เดินมองซากุระ มองดอกไม้ข้างทาง เป็นอันว่า ผิดหวังที่เดินทางมาเอง

 

แล้วเราก็ลบความผิดหวังด้วยอาหารเย็น

เป็นครั้งแรกที่สั่งอาหารที่ตู้ในร้านก่อนนำตั๋วมายื่นให้คุณลุงที่เตรียมอาหารให้เรา ที่ตู้อัตโนมัติมีแต่ภาษาญี่ปุ่น เราอ่านไม่ออกหรอก ต้องมองเมนูแล้วจำตัวอักษรข้างๆมาหาตัวหนังสือที่คล้ายๆกัน

อุด้งอร่อยนะ อุด้งที่ญี่ปุ่นอร่อยมาก ทานกี่ครั้งก็ได้ลิ้มรสอุด้งที่แตกต่างกันไปในแต่ละร้าน บางร้านน้ำซุปจะเข้มข้น แต่ไม่เค็มนะ บางร้านเส้นจะเหนียวนุ่ม บางร้านเต้าหู้อร่อยแบบ เห่ย อร่อยอะไรขนาดนี้ ราคาก็มีตั้งแต่ 250 – 400 เยน แล้วแต่ว่าเราจะไปซื้อที่ไหน ร้านหรูหรือเปล่า ส่วนอุด้งถ้วยนี้ราคา 390 เยน

หลังจากนั้น เรานั่งรถไฟไป Namba

Namba

Namba แหล่งช้อปปิ้งสินค้า duty free ชั้นนำของโอซาก้า เมื่อเดินออกมาจากสถานีรถไฟ เราจะเจอ Loft และ Muji ร้านใหญ่ ช่วงที่เดินทางไปนั้น สามารถใช้หนังสือเดินทางเป็นส่วนลดได้ 5% เราแวะซื้อของฝากเป็นสมุดเล่มน้อยให้เพื่อนๆ และเดินทางเข้าไป Namba เพื่อซื้อของที่ได้รับการฝากซื้อมาจำนวนหนึ่ง แวะร้าน Duty free ร้าน Hello Kitty ร้านขนม และร้านคีบตุ๊กตา 100 เยน

เมื่อข้ามไปฝั่งที่เลยโซนนักท่องเที่ยว การเดินซื้อของก็ทำได้ง่ายขึ้น ร้านที่ Namba ส่วนใหญ่เปิดถึง 20.00 น. และจะปิดตรงเวลามาก ตอนที่เราแวะร้าน Hello Kitty เราพยายามบิดไข่เอาพวงกุญแจ ยังโดนเร่งให้รีบเล่นและเขาจะรีบปิดร้าน และทางปลายสุดของ Namba ก่อนออกไปสู่สถานีรถไฟ เป็นโซนที่มียากุซ่า เราแอบกลัว เลยหิ้วของเดินเร็วๆ ที่จริงอาจจะมีท้องร้องเป็นตัวเร่งอีกอย่างด้วยล่ะ ^^

มื้อเย็น (ดึก) เราก็ได้ทานอุด้ง (อีกแล้ว) เป็นร้านเล็กๆที่มีคุณลุงกับคุณน้าขายอุด้งกันสองคน มาช่วงดึกร้านใกล้ปิดก็จะได้ราคาพิเศษ

การเดินทางทั้งวันข้ามเมืองไปข้ามเมืองมา ขึ้นรถไฟไม่รู้กี่สาย ทำให้เราเหนื่อยนิดหน่อย แต่ก็ยังยิ้มและวิ่งเข้าร้าน Yamazaki เพื่อจับจองมิรุกุโรลและน้ำผลไม้ไว้เป็นอาหารเช้า วันนี้กุ๊กได้จ่ายค่าของเองด้วยนะ ได้หัดนับเหรียญที่หน้าตาคล้ายกันไปหมดเอง ทั้งทั้งที่ก่อนหน้านี้จ่ายแต่แบงค์ใหญ่เพราะนับเหรียญไม่เป็น นี่ไง วันนี้มีพัฒนาการ

เมื่อเดินทางถึงที่พัก เราต้องวางแผนเรื่องการเดินทางกันนิดหน่อย พรุ่งนี้ (วันที่ 3 ) เราจะเดินทางไปเกียวโตกันอีกรอบ และจะเดินทางไปหลายที่ เมื่อวางแผนกันเสร็จนอนดูทีวีแปบนึง แล้วก็กล่าวราตรีสวัสดิ์คุณชินโอซาก้า

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s