สวัสดีคันไซ (การเดินทางวันสุดท้าย)

วันที่ 4 หรือว่าวันสุดท้ายของชีวิตเล็กๆในญี่ปุ่น (Osaka Castle – Marathon – Kansai Airport – Bangkok)

เวลาที่ญี่ปุ่นเดินเร็วกว่าเวลาที่ประเทศไทยหรือเปล่านะ หากเทียบตามเวลาสากล ประเทศญี่ปุ่นมีเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง แต่อัตราการเดินคงเท่ากัน หากแต่ว่าความสุขของเราคงจะเร่งอัตราการเดินของเวลาไม่มากก็น้อย

เราตื่นเช้ามาอย่างงัวเงีย การเดินทางอย่างหนักหน่วงของเราเมื่อวานทำให้ร่างกายงอแงนิดหน่อย เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าและเก็บกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เราก็เตรียมเอากระเป๋าเดินทางทั้งหมด (3 ใบ) ไปฝากไว้ที่สถานี Umeda ต่อจากนั้น เราจำได้แค่ว่ารถไฟไปปราสาทโอซาก้าได้ 2 สาย คือ สายสีเขียวและสายสีเขียวอ่อน (เรานั่งสายสีเขียวอ่อนทั้งขาไปและกลับเลยล่ะ) เราต้องมาลงที่สถานี Osakajokoen และเดินต่อไปอีกประมาณ 15 นาทีของคนญี่ปุ่น ก็จะถึงบริเวณปราสาท

พยากรณ์อากาศเป็นจริงอย่างที่บอกไว้ ฝนตกหนัก และฝนก็เบาลงเมื่อเดินทางถึงปราสาท

Osaka Castle 

Osaka Castle เป็นสัญลักษณ์ของเมืองโอซาก้า มีประวัติยาวนานมาก และด้านหน้ามีสวยดอกไม้สวยงาม ด้านนอกเข้าชมฟรี แต่ถ้าจะเข้าปราสาทต้องเสียค่าธรรมเนียม 600 เยน

บรรยากาศเนอะ

วันที่ไปมีการจัดแข่งมาราธอน มีร้านค้าในสนาม เราได้ทานขนมแล้วเดินเล่นกันสักพัก

หลังจากนั้นเราก็ออกเดินทางไป Kansai Airport

ตอนที่มาเช็คอิน เจ้าหน้าที่ขอให้เปลี่ยนจาก flight เดิมไปขึ้นของการบินไทยช่วงเที่ยงคืน หรือว่าเปลี่ยนเป็นพรุ่งนี้แทน โดยมีเงินคืนให้ 40000 เยน เพราะผู้โดยสารเยอะ เมื่อชั่งใจระหว่างค่าตอบแทนและการเปลี่ยนเที่ยวบินแล้ว เราเลือกที่จะทำตามแผนเดิม ขากลับต่างจากขามา เหมือนเรากลับวันเดียวกับการสิ้นสุดวันหยุดเทศกาลตรุษจีนของชาวจีน ทำให้เราต้องต่อแถวยาวมากๆ ตั้งแต่เข้าตม. หลังจากนั้น ก็ต้องรีบวิ่งซื้อของฝากใน duty free ก่อนไป gate 30 ก่อนเวลาแค่สามสี่นาที เราพยายามเอาของฝากทั้งหมดที่ซื้อมายัดลงกระเป๋า แต่ไม่สำเร็จ เพราะของมีเยอะและขนาดใหญ่เกินไป =_=

เวลาตามหน้าตั๋วบอกไว้ว่า Boarding time คือ 17.00 น. ขั้นตอนการขึ้นเครื่องไม่ต่างจากเดิมสักเท่าไหร่ เราเดินทางคนเดียวเหมือนเดิม และก็เหงาเหมือนเดิม ต่างไปนิดหน่อยแค่ เราได้รู้ว่าสี่วันที่ผ่านมา มีความรู้สึกที่แปลกไปจากชีวิตยี่สิบกว่าปีที่เมืองไทย และต่างจากความรู้สึกตอนที่ไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ความรู้สึกเศร้าปนสุข เป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน และหาคำมาบรรยายได้ค่อนข้างยาก

เมื่อขึ้นเครื่องบินและจัดแจงนั่งเรียบร้อย เราได้นั่งข้างคุณลุงมาดนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง เราไม่มีบทสนทนากัน มีแค่มองหน้าแล้วยิ้มกันนิดหน่อย และนั่งดูหนังแข่งกันว่าใครจะง่วงและเผลอหลับไปก่อนเท่านั้นเอง

เครื่องบินขากลับนั้น พอเครื่องบินขึ้นเรียบร้อยแล้วนั้น ก็เริ่มแจกขนม

ขนมอร่อยกับน้ำส้ม

หลังจากนั้นจะมีชาร์ตอาหารให้เลือก มีข้าวราดไก่ผัดเห็ดและข้าวหน้าเนื้อ เราเองนั้น ทานไม่ได้ทั้งสองอย่าง เลยสั่งข้าวราดไก่มา แล้วทานเครื่องเคียง

เราทานอะไรไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ ได้แค่แทะสลัดและขนม เราสั่งชาเขียวเป็นเครื่องดื่มเพราะอยากลองเครื่องดื่มอื่นบ้าง และผลก็เป็นอย่างที่คิดคือรสชาติขมไป เราทานไม่ได้

ขนมปิดท้ายอาหารมื้องอแงของเราคือ ไอติม

 

อันสุดท้ายนี่แหละ งำๆๆๆ อร่อย ><

จากนั้นเราก็ดู gone girl และการ์ตูนโคนัน แล้วก็ยอมแพ้คคุณลุงหลับตลอดการเดินทาง ตื่นมาอีกทีก็ตอนเครื่องปรับลดระดับ และเจ็บในหูมากๆ (เป็นแบบนี้ตั้งแต่ไปสิงคโปร์แล้ว ตอนนี้ก็ยังเป็นทุกครั้งที่เครื่องบินปรับระดับ)

หลังจากนั้น เครื่องบินก็ถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ตรงตามเวลาที่แจ้งไว้หน้าตั๋ว ขึ้นตอนการผ่าน ตม. กลับมาไทยเป็นเรื่องง่าย และเพราะกลับเที่ยวบินดึก เจ้าหน้าที่ศุลกากรไม่ทำงานกันแล้ว เรารอกระเป๋าอยู่นาน ต่างจากขาที่ไปรับที่ KIX

ทริปญี่ปุ่นจบโดยสมบูรณ์ครั้งแรก และขอให้เป็นครั้งแรกที่มีครั้งต่อๆไป

เพราะการเดินทาง ไม่มีวันสิ้นสุด

 

ขอบคุณ

1. แรงบันดาลใจที่ทำให้เราพยายามเก็บเงิน ออมแรง และมีพลังในการออกเดินทางครั้งนี้

2. คันไซที่อากาศหนาวเย็น แต่ทำให้หัวใจอุ่นอุ่นได้

3. อุด้งที่ทำให้เราอิ่มท้องและร่างกายอบอุ่นตลอดการเดินทาง

4. คุณบุรุษไปรษณีย์ที่ส่งโปสการ์ดไปไกลถึงเยอรมัน

5. ความรักของเรา

DSC_0339

(นัทนัทหลับตาทำไม ><)

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s