ชีวิตนักเรียนทุน ADB – JSP : การเตรียมตัว(ตอนที่ 2)

 

 

หลังจากที่เราตอบรับทุนการศึกษาของ ADB ไปแล้วนั้น ทางมหาวิทยาลัย จะให้เรากรอกเอกสารเพื่อส่งไปที่สำนักตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่น ให้ออก Certificate of Eligibility (COE) เพื่อเอาไว้ขอวีซ่า ซึ่งกระบวนการนี้ ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน

เรารอเอกสารฉบับนี้อยู่ประมาณหนึ่งเดือนนิดๆ ก็ได้เอกสารมา พร้อมกับเอกสารรับรองการเข้าเรียน และหนังสือเชิญ (Invitation Letter) ซึ่งต้องใช้กรอกในเอกสารขอวีซ่า

การขอวีซ่า

ตอนแรกเราจะไปยื่นวีซ่าที่ศูนย์รับยื่นวีซ่า สีลม ซึ่งต้องจองคิวล่วงหน้า เราลองจองออนไลน์แล้ว แต่ว่าไม่ได้รับการยืนยันอะไรเลย สุดท้าย เราเลือกที่จะไปขอวีซ่าที่ศูนย์รับยื่นวีซ่า นานา

การเดินทางไปที่ศูนย์รับยื่นวีซ่า นานา นั้นค่อนข้างสะดวก เรานั่ง BTS ลงสถานีนานา ลงที่ทางออก 3 จากนั้น เดินไปทางตึกทูแปซิฟิก (ไม่เกิน 100 เมตร) เดินเข้าตึกทูแปซิฟิกทะลุไปข้างหลัง จะเป็นอาคารวันแปซิฟิกเพลส กดลิฟต์ขึ้นไปชั้น 9 พอถึงชั้น 9 เลี้ยวซ้ายแล้วศูนย์จะอยู่ขวามือ เมื่อเดินเข้าไปถึง ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ด้านหน้าว่ามาขอวีซ่า แล้วเขาจะมีคิวให้ พร้อมแจ้งห้ามใช้โทรศัพท์ภายในศูนย์

เอกสารสำหรับขอวีซ่านักเรียน (ข้อมูลจาก http://www.th.emb-japan.go.jp/th/consular/visa9.htm )

  • หนังสือเดินทางตัวจริง มีหน้าว่างมากกว่า 2 หน้า
  • ใบคำร้องขอวีซ่า (http://www.th.emb-japan.go.jp/img/visaform.pdf) จะกรอกหรือพิมพ์ไปก่อนก็ได้ เรากรอกไปก่อน จะได้ไม่เสียเวลาและสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่เราไม่รู้ก่อนได้ด้วย เช่น ข้อมูลของผู้ที่เชิญเราไป หรือที่อยู่ที่ญี่ปุ่น
  • รูปถ่าย 2*2 นิ้ว ติดลงในใบคำร้องขอวีซ่า (ที่ศูนย์ไม่มีกาวให้แปะนะ ต้องให้เจ้าหน้าที่แปะให้เลย ถ้าแปะไปก่อนก็จะสะดวกกว่า)
  • แบบสอบถามเพื่อขอวีซ่า มีเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สามารถเลือกกรอกได้เลยตามสะดวก
  • Certificate of Eligibility ตัวจริง พร้อมสำเนา (เอกสารตัวจริงจะติดกับหนังสือเดินทางกลับมา และทางตม. ญี่ปุ่นจะเป็นคนดึงเก็บไว้ตอนเราเข้าประเทศค่ะ)
  • ทะเบียนบ้านตัวจริง พร้อมสำเนา 
  • สำหรับคนที่ขอเดินทางไปญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก เขาอาจจะขอเอกสารเพิ่มเติมนะคะ ยังไงใครเคยเปลี่ยนชื่อ นามสกุล จดทะเบียนสมรส หรือเอกสารสำคัญอย่างอื่น ก็เตรียมไปเผื่อนะคะ ไม่เสียหลายเนอะ

* สำหรับคนที่มีทะเบียนบ้านอยู่ต่างจังหวัด อยากให้ลองเช็คดูก่อนว่าต้องไปขอที่ต่างจังหวัดหรือเปล่า มีพี่คนที่ไปกับเรา เขามีทะเบียนบ้านอยู่ภาคเหนือ ทางศูนย์บอกว่าต้องไปขอวีซ่าที่เชียงใหม่ ยกเว้นว่า มีเอกสารยืนยันว่า ทำงานหรือเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯ ยังไงก็เตรียมเอกสารที่มีที่อยู่ยืนยันว่าอยู่ในกทม. ไปด้วยนะคะ เช่น หนังสือรับรองการทำงาน หนังสือรับรองการเรียน

* วีซ่า จะอยู่ได้ 90 วันหลังจากที่ได้รับวีซ่า เราต้องคำนวณว่าเราขอแล้วจะครอบคลุมเวลาที่จะเดินทางเข้าประเทศหรือเปล่า

หลังจากยื่นเอกสารทั้งหมดไปแล้ว พอเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเสร็จ ก็จัดแจงจ่ายค่าธรรมเนียมตามลิ้งค์นี้เลย (http://www.jp-vfsglobal-th.com/thai/news.html) บวกกับค่าธรรมเนียมการยื่นวีซ่าอีก 535 บาท ถ้าจะส่งเป็นไปรษณีย์กลับบ้านมีเพิ่มอีกประมาณ  150 บาท ของเราไปยื่นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาค่ะ และนัดรับวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ส่วนพี่ที่ไปด้วยกันให้ส่งกลับทางไปรษณีย์ ได้เล่มกลับก่อนเรา 1 วัน

การแจ้งประกันตนเอง ตามมาตรา 39 ของประกันสังคม  

หลังจากเราออกจากงานแล้ว เรายังจะจ่ายเงินประกันสังคมเพื่อคงสิทธิรักษาพยาบาลตามที่ประกันสังคมกำหนดไว้ และแอบหวงสิทธิการรักษาที่เราได้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ด้วยนิดนึง เลยตั้งใจจะไปต่อประกันสังคม ซึ่งต้องเปลี่ยนเป็นการประกันตนเองตามมาตรา 39 มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 432 บาท โดยที่ประกันสังคมแจ้งให้ชำระภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน

เอกสารที่ต้องเตรียมมา

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • กรอกแบบฟอร์มที่ประกันสังคม
  • สำเนาหน้าสมุดธนาคาร (ถ้าอยากให้ตัดบัญชีธนาคารให้เตรียมสำเนาไปด้วยเลย พอพี่เจ้าหน้าที่ถามบอกว่าจะตัดบัญชี จะมีค่าธรรมเนียมธนาคารนิดหน่อย)

 

การแจ้งว่างงาน ของประกันสังคม 

(ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.sso.go.th/wpr/category.jsp?cat=874)

เรามีประกันสังคมอยู่ ซึ่งถ้าว่างงาน และจ่ายเงินเข้าประกันสังคมมามากกว่า 6 เดือน เราแจ้งว่างงานเพื่อรับเงินชดเชยการว่างงานได้ 3 เดือน

การยื่นว่างงานนั้น ไม่ได้ไปยื่นที่ประกันสังคมนะคะ แต่ต้องไปที่กรมจัดหางาน ในกทม. มี 10 เขต (http://www.jobdoe.com/office6/index.php/2012-09-19-08-28-50) เราสะดวกไปที่เขต 9 อยูที่ซอยนวมินทร์ 98 (ลงรถเมย์ป้ายไปรษณีย์จรเข้บัว เดินเข้าซอยนวมินทร์ 98 มาไม่ถึง 100 เมตร ศูนย์อยู่ซ้ายมือเลย

เราแจ้งประชาสัมพันธ์ว่ามาแจ้งว่างงาน และถามรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะเราจะไม่สามารถมารายงานตัวได้ตามที่กรมจัดหางานกำหนด ซึ่งจะทำให้สิทธิการรับเงินว่างงานเราไม่ครบเหมือนคนอื่น

เอกสารที่ต้องเตรียมมา

  • แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส.2-01/7) http://www.sso.go.th/sites/default/files/2017_2.pdf 
  • แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน (มีสองหน้า http://www.sso.go.th/wpr/category.jsp?cat=813
  • บัตรประชาชน ตัวจริงพร้อมสำเนา
  • สำเนาสมุดธนาคาร (ตามที่เขากำหนดไว้นะคะ)

จากนั้น เอกสารยื่นให้เจ้าหน้าที่ และพอลงทะเบียนเสร็จ จะมีใบนัดรายงานตัวของผู้ประกันตนให้ พร้อมวันที่ในการรายงานตัวทั้งสามครั้ง การรายงานตัวนั้น เขาให้เราเอาใบนัด กับบัตรประชาชนไปรายงานตัวที่สำนักจัดหางานที่ไหนก็ได้ และไปล่วงหน้าได้ไม่เกิน 7 วันเท่านั้น

ตอนแรกกังวลว่าจะใช้เวลานาน แต่จริงๆ แล้วใช้เวลาไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็เรียบร้อย เป็นที่น่าสังเกตุว่า มีคนมาขึ้นทะเบียนว่างงานกันเยอะมากๆ ส่วนใหญ่เป็นลาออกจากที่ทำงานแบบเรา แต่ก็มีบางคนที่ถูกเลิกจ้าง มานั่งหางานกันที่ศูนย์หลายต่อหลายคน

เปลี่ยนโปรโมชั่นกับ DTAC

เราใช้โทรศัพท์แบบรายเดือยของดีแทก และตั้งใจว่าจะไม่เปลี่ยนเบอร์ เลยไปติดต่อเจ้าหน้าที่ขอคำแนะนำว่า จะทำยังไงดีถ้ายังอยากจะคงเบอร์เอาไว้ ตอนแรก เขาแจ้งว่า มีค่ารักษาสภาพเบอร์เดือนละประมาณ 99 บาท (ยังไม่รวมภาษี) เราคิดว่าแพงไป เลยตั้งใจจะเปลี่ยนเป็นแบบเติมเงิน พอจะไปเปลี่ยนจริง ๆ เจ้าหน้าที่อีกคน ได้เสนอโปรโมชั่น ค่ารักษาสภาพเบอร์เดือนละ 59 บาท และโทรได้เดือนละ 40 นาที ทดเอาไว้ใช้ตอนกลับมาได้อีกด้วย คำนวณดูแล้ว ไม่ต่างจากที่ต้องเติมเงินทุก ๆ เดือนสักเท่าไหร่ เลยตกลงปลงใจเลือกโปรโมชั่นนี้ ขอให้ทางดีแทกเปลี่ยนโปรโมชั่นวันที่เดินทางได้เลยด้วย ตอนนี้ก็ยังใช้โปรโมชั่นเดิมไปก่อนได้

จากนั้นก็ติดต่อขอตัดค่าบริการผ่านทางบัญชีธนาคาร ก็ให้ติดต่อที่ดีแทก แต่กว่าธนาคารจะอนุมัติก็ใช้เวลาประมาณ 3 รอบบิลล่ะ

เอกสารที่ต้องเตรียมมา

  • บัตรประชาชน
  • สมุดธนาคาร

เสื้อผ้า กระเป๋า และอะไร อะไร ที่กังวลไปหมด

เราเริ่มจัดกระเป๋าเดินทางแล้วล่ะ แอบเห่อและกังวลไปพร้อมกัน เราซื้อกระเป๋าเดินทางขนาด 29″ เพียงหนึ่งใบ มีเสื้อผ้าไปไม่กี่ชุด มีหลายคนบอกให้ไปซื้อที่ญี่ปุ่นจะดีกว่า เหมาะกับสภาพอากาศมากกว่า และราคาถูกกว่า เราตระเตรียมซื้ออุปกรณ์การเรียนใหม่ แต่โทรศัพท์จะไปซื้อใหม่ที่ญี่ปุ่น เตรียมสมุดบันทึก และรูปถ่ายของคนในครอบครัว เตรียมกล้องตัวโปรดให้พร้อม เตรียมอาหารไทยบางอย่างที่จะเอาไปด้วย และเตรียมเคลียร์ของที่บ้าน ถึงแม้ว่าจะเหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนก็จะเดินทางแล้ว แต่เรายังจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูก ตอนนี้ก็คุยกับรุ่นพี่ที่อยู่ที่นู่นว่าควรเตรียมตัวยังไง

เรื่องเงินๆ ทองๆ เราไปเพิ่มวงเงินให้บัตร Master Card ของเราให้สามารถกดเงินจากไทยได้มากขึ้น ซึ่งธนาคารก็แนะนำให้เปิดเต็มวงเงินไปเลย คือ 200000 บาท และมีธรรมเนียมการถอนเงิน หรือตรวจสอบยอดเงินอยู่ที่ครั้งละ 100 บาท

ตอนนี้เรายังไม่ได้แลกเงินเลยล่ะ ค่าเงินเยนแพงมาก แลกไม่ลงเลยทีเดียว ตั้งใจว่าจะแลกไป 50000 เยนตามที่มหาวิทยาลัยแนะนำมาว่า จะต้องมีเงินมาใช้ก่อนที่เงินทุนจะออก (ไม่เกินอาทิตย์ที่สองของเดือน) ประมาณเท่านี้ หวังว่าจะถูดลงสักครึ่งบาท จะได้แลกได้อย่างสบายใจ :”)

เมื่อต้นเดือนมีนาคม ทางมหาวิทยาลัยเพิ่งแจ้งหอพักที่ได้ เป็นหอพักในมหาวิทยาลัย และให้อยู่ได้ 4 เดือน  ก่อนจะต้องหาหอพักใหม่อยู่เอง ตอนนี้ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นยังไง เรื่องที่พักก็เป็นเรื่องที่กังวลมากเรื่องนึงเลย แบบพอจะรู้ว่าที่พักญี่ปุ่นราคาค่อนข้างแพง กลัวเงินทุนที่ได้จะไม่พอ แต่ก็มีรุ่นพี่แนะนำให้รีบไปจองหอพักในมหาวิทยาลัยตั้งแต่เดินทางไปถึงเลยล่ะ

 

ตอนที่มาเขียนครั้งหน้า คงเป็นตอนที่อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว ยังไงถ้ามีคำแนะนำก่อนเดินทาง จะยินดีมากเลย ตอนนี้ตื่นเต้นด้วย กังวลก็เยอะ

(Check list ของก่อนเดินทางของเรามีอยู่นะ ยังไงหลังไมค์มาได้นะคะ)

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s