ชีวิตนักเรียนทุน ADB – JSP : จุดเริ่มต้น

สวัสดีค่ะ

เราเพิ่งได้รับทุนการศึกษาของ ADB ーJSP ไปเรียนต่อปริญญาโท ด้าน Peacebuilding ที่มหาวิทยาลัยนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ในปีการศึกษา 2016 นี้ค่ะ (เว็บไซด์ของคณะค่ะ http://www.gsid.nagoya-u.ac.jp/global/index-en.html)

ทุน ADB – JSP เป็นทุนการศึกษาของ Asian Development Bank ที่มอบให้บุคคลทั่วไปในประเทศที่เป็นสมาชิกของ ADB ค่ะ มีทุนสำหรับหลายสาขาวิชา หลายมหาวิทยาลัย และหลากหลายประเทศ คิดว่าน่าจะครอบคลุมความสนใจของใครหลายๆคนเลยนะคะ

รายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซด์นี้นะคะ >>  http://www.adb.org/site/careers/japan-scholarship-program/main

เกริ่นก่อนนิดหน่อย เราชื่อ กุ๊ก ค่ะ จบปริญญาตรีจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกรดโอเคพอไปวัดไปวา ชีวิตการทำงานไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่ค่ะ เคยเป็นพนักงานจ้างเหมาบริการอยู่ที่กรมการกงสุล ปีนิดๆ ก่อนจะย้ายมาทำงานอยู่ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ช่วงเรียนหนังสือเคยทำงานอาสามาบ้างนิดหน่อย ไม่ได้เป็นเด็กกิจกรรมจ๋า ค่อนข้างตั้งใจเรียนนะ เป็นคนธรรมด๊าธรรมดา ที่อยากไปเรียนเมืองนอก (ฝันจะไปอยู่ต่างประเทศมาตั้งแต่ม.ต้นแล้ว ได้ไปสักที เย่ๆ) เมื่อปีก่อน เราสมัครทุนของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษไปสองสามทุนค่ะ และได้ทุนการศึกษาบางส่วน น่าเสียดายคุณพ่อไม่มีกำลังทรัพย์ส่งไปเรียน  แต่ปีนี้ ชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปอีกนิดนึงแล้วล่ะ เพราะเราได้ทุนไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นค่ะ

เราสมัคร Graduate School of International Development ด้าน International Cooperation Studies โปรแกรม Peacebuilding เปิดรับสมัครช่วงเดือนเมษายนถึงต้นเดือนกรกฎาคมของทุกปี (ปีนี้กำลังจะเปิดรับปีการศึกษา 2017 แล้วนะคะ สนใจดูรายละเอียดในได้เว็บเลยเนอะ )  ADB จะมอบทุนการศึกษาครอบคลุมค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมดเลยค่ะ  ไม่ว่าจะเป็น ค่าเทอม ค่าใช้จ่ายส่วนตัวรายเดือน อุปกรณ์การศึกษา หนังสือ และการทำธีสีส ค่าเดินทางไป – กลับ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยมีเงื่อนไขว่าให้กลับมาทำงานในประเทศของตนเองเป็นเวลา 2ปี (เหมือนเขาอยากให้เรากลับมาพัฒนาประเทศของตัวเอง แต่ไม่ได้บังคับว่าต้องไปทำที่หน่วยงานไหนนะคะ เขาเปิดกว้างพอสมควรเลยล่ะ)

ทุน ADB ーJSP จะให้เราสมัครโดยการส่งเอกสารไปที่มหาวิทยาลัยที่มีโปรแกรมที่เราอยากเรียน และทางมหาวิทยาลัยจะคัดเลือกจากเอกสาร และผู้ที่ผ่านเกณฑ์จะถูกส่งชื่อไปยัง ADB ーJSP เพื่อคัดเลือกผู้ที่ได้รับทุนอีกครั้งค่ะ การคัดเลือกจะวัดจากเอกสารที่เราเขียนไปทั้งหมดค่ะ คิดว่า Research Proposal เป็นส่วนสำคัญของการพิจารณาให้ทุนเลยล่ะ (ตอนนี้อยากยกมือขอเปลี่ยนหัวข้อใจจะขาดแล้วล่ะค่ะ หัวข้อเดิมนั้นน่าจะไม่จบในสองปีที่ได้ทุน ฮือๆ)

เอกสารสำคัญที่ต้องส่งไปยังมหาวิทยาลัย

  • Information Sheet เป็นฟอร์มของ ADB ーJSP โหลดได้ที่ http://www.adb.org/site/careers/japan-scholarship-program/procedures-applying
  • Application Form พร้อมรูปขนาดพาสปอร์ต 3 รูป
  • เอกสารแสดงรายรับของตัวเราและผู้ปกครอง หรือ ครอบครัว
  • เอกสารรับรองวุฒิระดับสูงสุด หรือระดับที่จะใช้สมัคร
  • ทรานสคริปตัวจริง
  • สำเนาหนังสือเดินทาง
  • Curriculum Vitae
  • คะแนน TOEFL IELTS หรือ TOEIC
  • จดหมายแนะนำ 2 ฉบับ
  • งานวิจัยและประสบการณ์ทำงาน
  • Research Proposal (ประมาณ 800 คำ)

เราส่งเอกสารไปช่วงเดือนกรกฎาคม 2558  ค่าไปรษณีย์ด่วนไปญี่ปุ่น 450 บาท (แต่ตอนนี้ค่าส่งไปรษณีย์แบบด่วนขึ้นค่าธรรมเนียมเป็น 850 บาทแล้วนะคะ) เอกสารใช้เวลาเดือนทางประมาณ 4 วันก็ถึงมหาวิทยาลัย และมีเจ้าหน้าที่ส่งอีเมลมาบอกว่าได้รับเอกสารแล้ว เราโดนขอเอกสารเพิ่มเติมค่ะ เพราะคุณพ่อกับคุณแม่แยกกันอยู่ ทำให้มีเอกสารรายรับเฉพาะของคุณพ่อและของเราค่ะ พอส่งเอกสารไปทางอีเมลแล้ว ทางมหาวิทยาลัยก็แจ้งให้รอผลการคัดเลือกทางไปรษณีย์ค่ะ

เราได้จดหมายฉบับแรกจากมหาวิทยาลัย ช่วงกลางเดือนกันยายน 2558 แจ้งว่าผ่านการคัดเลือกระดับมหาวิทยาลัย และจะแจ้งผลการคัดเลือกจาก ADB ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2559 ค่ะ ระหว่างนั้น ก็รอการคัดเลือกไปเรื่อยๆ รออีเมล ช่วงนั้น เราสอบนักการทูตพอดี ทำให้มุ่งไปเรื่องการทำงานมากขึ้น ไม่ได้ตามผลการคัดเลือกสักเท่าไหร่ และจากการที่หาข้อมูลเกี่ยวกับคนที่ได้ทุนนี้ก็มีน้อยมาก จนทำอะไรไม่ได้นอกจากรออย่างเดียวเลยล่ะค่ะ

ช่วงปลายเดือนตุลาคม 2558 จดหมายฉบับที่สองเดินทางมาถึงมือเรา ครั้งนี้ ความหนาเพิ่มจาก 1 แผ่น เป็น 3 แผ่น ใบแรกเป็นใบแจ้งผลการคัดเลือกว่า เราได้ทุนการศึกษา ใบที่สองเป็นรายละเอียดทุนและแบบตอบรับทุน และใบสุดท้ายเป็นใบตอบรับการเข้าเรียน เอกสารเป็นแผ่นบางบางสีน้ำตาล ประทับตราอย่างประณีต น้ำตาเราซึมนิดหน่อย ในตอนที่ได้รับผลทุนเหมือนทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่งไปหมด มันอึ้งนะ ที่เราจะได้คัดเลือกเป็นนักเรียนทุนที่ญี่ปุ่น

เราเซ็นเอกสารสองฉบับนั้น ส่งไปรษณีย์กลับไปที่ญี่ปุ่น เราเป็นนักเรียนทุนแล้วนะ เราจะได้เรียนต่อแล้ว ดีใจที่สุดเลยล่ะ

หลังจากนั้นไม่นาน Tajima-san ที่เป็นผู้ประสานงานโครงการ ก็ส่งอีเมลมาแนะนำตัว และอธิบายสิ่งที่เราจะต้องทำ ต้องเตรียมตัว คุณคนนี้แหละ ที่จะเป็นคนที่ให้ความช่วยเหลือเราในทุกทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเอกสาร การเตรียมตัว และปัญหาเรื่องการปรับตัว เธอคนนี้บอกว่า เราต้องกรอก COE  ของญี่ปุ่นเพื่อส่งไปให้ทางรัฐบาลญี่ปุ่นออกเอกสารมาให้เราขอวีซ่า ซึ่งเจ้า COE นี้จะใช้เวลาดำเนินการอย่างน้อย 1 เดือน ซึ่งเขาจะดำเนินการให้เราในช่วงเดือนธันวาคม 2558 พร้อมเพื่อนๆ ที่ได้รับทุนเดียวกันกับเรา

ระหว่างนั้น เราได้เจอพี่แชมป์ที่ตอนนี้กำลังเรียนโปรแกรมเดียวกันอยู่ พี่เขาก็แนะนำให้เรารู้จักกับพี่คนไทยอีกคนที่จะไปด้วยกัน คือ พี่หนุ่ย พี่สาวคนนี้จะไปเรียนคณะเดียวกัน แต่คนละโปรแกรม พอได้เจอเพื่อนที่จะเดินทางไปด้วยกัน ก็ทำให้โล่งใจไปในระดับหนึ่ง เราปรึกษากัน คุยกัน แชร์ความรู้สึกกัน ทำให้รู้ว่าอย่างน้อยที่ญี่ปุ่น เราจะยังมีรุ่นพี่ และพี่หนุ่ยที่จะอยู่ข้างๆกัน

ต้นเดือนมกราคม 2559 มหาวิทยาลัยส่งเอกสารรับรองการได้รับทุนการศึกษามาให้ เผื่อบางคนต้องใช้เอกสารตัวนี้ยื่นที่ทำงานเพื่อลาเรียนต่อ หรือบางประเทศต้องใช้ยื่นตอนขอวีซ่า ในเอกสารจะระบุวันเวลาเดินทางไปกลับ ( เมษายน 2559 –  มีนาคม 2561) และเงินทุนที่ได้ในแต่ละเดือน (ทุน ADB จะได้เงินรายเดือนเท่าทุนรัฐบาลญี่ปุ่น หรือทุนมงค่ะ)

จากนั้น ทางมหาวิทยาลัยจะจองตั๋วเครื่องบินให้ เพราะเขาบังคับให้เราเดินทางไปญี่ปุ่น ในวันที่ 1 เมษายน 2559 (เน้นด้วยว่า “บังคับ” ขีดเส้นใต้ว่า ไม่ให้ไปถึงเร็วหรือช้ากว่านั้น และไม่ให้เปลี่ยนสายการบิน) ของเราได้บิน การบินไทย เที่ยวบินช่วงเช้าของวันที่ 1 เมษายน 2559

ช่วงสิ้นเดือนมกราคม 2559 มหาวิทยาลัยก็ส่ง COE พร้อมกับ Invitation letter มาเพื่อให้เราขอวีซ่า ในนั้นจะระบุ ที่อยู่ของเราช่วง 6 เดือนเเรก (เราเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้อยู่หอนี้จริงๆหรือเปล่า เอาไว้มาเล่าต่อนะคะ)

Tajima-san นัดแนะให้ไปขอวีซ่า ถามไถ่เรื่องเอกสารว่ามีปัญหาอะไรบ้างไหม เขาดูแลค่อนข้างดีเลยทีเดียวล่ะ

ปีนี้ มีผู้ได้รับทุนการศึกษานี้ทั้งหมด 6 คน เป็นคนไทย 2 คน คนเวียดนาม 1 คน และคนฟิลิปปินส์ถึง 3 คน เป็นผู้หญิงทั้งหมด (อ่อ แอบไปดูข้อมูลย้อนหลัง รู้สึกว่าเขาสนับสนุนให้ผู้หญิงมาเรียนมากขึ้น มีสัดส่วนนักเรียนหญิงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์เลยล่ะ และปีก่อนๆ จะมีผู้ได้รับทุนประมาณ 6-7 คน ผู้สมัครอยู่ที่ประมาณ 20-30 คน)

พอทราบว่าได้รับทุน เราก็เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตนเอง ถึงแม้ว่าเราจะไปเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ แต่การใช้ชีวิตในประเทศที่ไม่ค่อยใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันก็ทำให้กังวลเรื่องภาษาอยู่ไม่น้อย ตอนนี้ พูดได้นิดนึง นิดเดียวจริงๆ และเราเพิ่งลาออกจากงานที่กำลังทำอยู่ เราขอลาออกมาเตรียมตัวก่อนเดินทางประมาณ 1 เดือน ตอนนี้ทำงานเดือนสุดท้ายแล้วล่ะ :)

อยากให้มาสมัครทุนนี้กับเยอะๆ โอกาสของคนไทยมีไม่น้อยเลยนะ เรามีศักยภาพที่จะไปเรียนต่อได้ มีเงินทุนสนับสนุนทุกอย่าง เตรียมเอกสารเยอะนิดหน่อยแต่ก็สนุกดีนะ ใครมีคำถามติดต่อมาได้เลย พร้อมตอบทุกคำถามค่ะ

Twitter : @kooktfc

Facebook : https://web.facebook.com/kooktfc

 

ขอให้มีวันดีดีนะคะ

 

 

#2 a day that changed my life. 

ตัวที่ขยับคลายเมื่อยบนที่นั่งลายไม้ของขบวนรถไฟมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ ลมกระทบใบหน้า เสียงหัวเราะและมิตรภาพเพิ่มความอบอุ่นให้ฤดูหนาว
หนุ่มสาวกว่าสามสิบชีวิต แววตามุ่งมั่นจากเมืองหลวง กับแผนการส่งมอบความสุข โอกาส และจุดประกายความฝันให้ชาวบ้าน สานฝันคนรุ่นเก่า ต่อยอดสู่คนรุ่นใหม่
แดดฤดูหนาวเป็นนั้นร้อนเป็นพิเศษ เพิ่มเติมหยาดเหงื่อด้วยการตัดไม้ สานเหล็ก ผสมปูน ปีนป่ายมุงหลังคา น้ำใจที่หยิบยื่นแก่กันสร้างความชุ่มฉ่ำหัวใจไม่มากแต่ไม่น้อย
ค่ำคืนของฤดูหนาว ประดับด้วยเสียงหัวเราะของเหล่าดวงดาว หนุ่มสาวก่อไฟเสวนา ไม่นานนักความเหน็ดเหนื่อยก็จางหายไปกับไอควัน
การเดินทางในฐานะอาสาครั้งแรก เปลี่ยนมุมมองในการใช้ชีวิต เพิ่มเติมมุมมองของชาวบ้านชายขอบชายแดน รวมไปถึงชนกลุ่มน้อย มองเห็นเด็ก ๆ อนาคตของครอบครัว ของหมู่บ้าน ของสังคม หรือแม้กระทั่งของประเทศที่มีศักยภาพ หากแต่ขาด “โอกาส”
“โอกาส” เป็นของผู้แสวงหา

“โอกาส” เป็นจุดประสานความฝันเข้ากับความเป็นจริง

“โอกาส” เป็นสิ่งที่เราควรขอบคุณ
ขอโอกาสที่ดีสถิตอยู่กับท่าน

แล้วอย่าลืมส่งต่อโอกาสด้วยนะคะ
#adaythatchangedmylife
ปล. ขอบคุณ ค่ายรัฐฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกคุณเจ๋งที่สุดไปเลย

 

 

ขอบคุณ campaign  #adaythatchangedmylife ของ aday ด้วยค่ะ ที่สร้างแรงบันดาลใจ :)

#1 กล่องของฝัน.

“อยากวิ่งมาราธอน”

คนเราย่อมมีความใฝ่ฝันของแต่ละคน เป็นเหมือนกล่องของขวัญส่วนตัว บางคนอยากรวยพันล้าน (เราคนนึงแหละที่อยาก) บางคนอยากเที่ยวรอบโลก (อันนี้เราก็อยาก) บางคนอยากอุทิศชีวิตช่วยเหลือคนอื่น ใช่ เราต่างมีความฝัน อาจเป็นความฝันชิ้นน้อยๆ หรือความฝันชิ้นใหญ่บะเร่อ และหลายๆคน อาจมีกล่องของ “ฝัน” หลายชิ้น หลายขนาด หลากสีสัน

เมื่อตอนเด็กๆ เราเป็นเด็กซนคนหนึ่ง เราหัดวิ่งทุกเช้า ปั่นจักรยานทุกเย็น (เพื่อไปฝึกเล่นว่าว) วันไหนฝนบังเอิญตก เราก็ยังมีกิจกรรมสำรอง วิ่งเล่นกลางฝนตามประสาเด็กๆ

เราวิ่งมินิมาราธอนครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 11 ขวบ เป็นการวิ่งรายการแรก และรายการเดียวของช่วงชีวิตนั้น เพราะอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าและเข่า

เราวิ่งไม่เร็วสักเท่าไหร่ เราหายใจไม่ค่อยทัน เราเพียงแค่วิ่งเพื่อจะได้วิ่ง เพียงเท่านั้น  วันนั้น เราตัดสินใจว่า ถ้าข้อเท้าหายเจ็บเมื่อไหร่ อยากจะลองวิ่งมาราธอนสักครั้ง

ความโชคร้ายของความฝันครั้งนั้น คือ เรื่องราวของข้อเท้าเป็นเรื่องเรื้อรัง บางครั้งปวดขึ้นมาถึงเข่า คุณหมอแนะนำให้เลิกเล่นกีฬาที่ต้องใช้ข้อเท้าเยอะๆ คุณแม่ขีดระเบียบข้อใหม่ขึ้นมาเป็นของขวัญเฉพาะของเรา     เราห่างหายจากกิจกรรมที่คุ้นเคยไปคล้ายกับการหักดิบการสูบบุหรี่ เราเริ่มผันตัวเองไปเป็นหนอน(ที่มักจะนอนหลับบนกอง)หนังสือ  ความฝันค่อยๆ จางหายไป จากเป็นไฟที่ลุกโชน กลายเป็นถ่านไฟร้อน ไม่นานควันก็เริ่มจางหายไป คงเหลือไว้เพียงเถ้าของความฝัน

เขาว่ากันว่า ในความโชคร้ายย่อมมีความโชคดี

เมื่อวันหนึ่ง การปั่นจักรยานได้กลับเข้ามาเป็นสาระสำคัญของชีวิต แน่นอนล่ะ การปั่นจักรยานส่งผลต่อข้อเท้าน้อยกว่าการวิ่ง และยังช่วยรักษาอาการเจ็บปวดที่เข่าได้ระดับหนึ่ง (แต่ก็ปวดอยู่หลายทริปกว่าจะอาการดีขึ้น) เราพยายามแก้ไขจุดอ่อนของร่างกายทีละจุด อาการยังพอมีให้รู้สึกบ้าง แต่ก็เหมือนมีเพื่อให้รู้สึก แต่ไม่ได้ทรมานกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราเริ่มเดินป่าและปีนเขา ซึ่งทำให้รู้จักจังหวะการเดิน และการหายใจได้ดีขึ้นอีกระดับหนึ่ง จากคนที่ไม่ควรจะใช้งานข้อเท้าและเข่า กลายเป็นคนที่ปีนเขาได้ในอัตราเร็วเดียวกับเพื่อนร่วมทางที่แข็งแรง พอข้อเท้าไม่งอแงแล้ว เราก็ดีใจ

. . กล่องความ”ฝัน” . .

“พรุ่งนี้ไปวิ่งกันไหม”

เจ้าความกังวล ที่เป็นจิตใต้สำนึกของเราทุกคนนี่แหละ ที่ห้ามเราไว้ ไม่ให้ส่งตัวเองไปสุ่มเสี่ยงกับอาการบาดเจ็บ 

“ไปค่ะ” กล่องความฝันตะโกนแทรกขึ้นมา

ไปสิ จะรออะไร เชื่อเถอะว่า ความพยายามจะทำให้เราเอาชนะความเจ็บปวดทุกอย่างได้ง่ายขึ้น เชื่อเถอะว่า ถ้ายังไม่หมดลมหายใจ ไม่มีอะไรที่เกินความพยายามของเราหรอก

ในวันที่ ความพร้อมของหัวใจ เต้นจังหวะเดียวกับ ความพยายาม อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ (ถ้ามีปาปริก้า) อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็น แต่หากเราพยายามอย่างสม่ำเสมอ ความสำเร็จจะต้องก้าวเข้ามาในจังหวะเดียวกับ หัวใจยิ้มกว้างเป็นแน่

เราวิ่งไม่เร็วสักเท่าไหร่ เราหายใจไม่ค่อยทัน เราเพียงแค่วิ่งเพื่อจะได้วิ่ง เพียงเท่านั้น

วันนี้ เราเพิ่งจบ CU FUN RUN 2015 การวิ่งรายการแรกในรอบ  10 ปี ด้วยระยะทางเพียง 5.5 กิโลเมตร รอบจุฬาฯ เทียบไม่ได้เลยกับมาราธอนหรือ มินิมาราธอน

เราเหนื่อย แต่เราสนุก เราวิ่งบ้าง แต่ก็แอบเดินบ่อยๆ เรามีเหงื่อออก แต่พออาบน้ำแล้วกลับสดชื่นกว่าที่เคย เราขยับช้า แต่ความฝันเราวิ่งเร็ว เรากังวล แต่เราจะพยายาม.

เราวิ่งไป 5.78 กิโลเมตร ได้เหรียญที่ระลึกจากงาน เราเข้าเส้นชัยคนที่สามร้อยนิดๆ เราใช้เวลาไปตั้ง 45 นาที

เราเชื่อว่าคุณมีกล่องของ”ฝัน” อย่ารอช้า อย่าคิดว่าทำไม่ได้ กล่องนั้นเป็นของคุณ เป็นกล่องเฉพาะตัวด้วยนะ คุณมอบให้แฟน ให้ลูก ให้คนอื่นทำแทนคุณไม่ได้หรอก เชื่อเถอะว่าไม่ภูมิใจหรอก มาเถอะ เรามาแกะกล่องของฝันไปด้วยกันนะ :)

อยากวิ่งตามความฝันด้วยกันไหมล่ะ

ภูสอยดาว ในวันที่ไร้แสงดาว

DSC_9775150822

การปีนเขา เข้าป่าในฤดูฝน อาจเป็นเรื่องน่าแปลกใจ น่ากังวลสำหรับคนรอบตัว แต่สำหรับเราแล้ว ฤดูฝน เป็นฤดูที่เขียวชะอุ่ม น่าตื่นเต้น และเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ได้สัมผัสกับภาพที่แตกต่างจากช่วงฤดูหนาว  (ที่แอบไปปีนยอด 2,100 มาแล้ว)

การเดินทางในช่วงฤดูฝน เต็มไปด้วยความพิถีพิถัน เครื่องนอน เสื้อผ้า และอุปกรณ์ทุกอย่างที่น้ำฝนอาจทำให้เสียหายได้ จะถูกบรรจงห่อด้วยถุงพลาสติก และกระเป๋าเป้ของใครหลายคนก็ยังคลุมด้วยผ้ากันฝนอีกครั้งหนึ่ง การเตรียมพร้อมทั้งหมด ไม่ใช่เราเข้าป่าฤดูฝน แต่ไม่อยากเปียกฝนหรอก ร่างกายเราพร้อมจะเปียกฝน แต่ที่นอนก็ควรจะอุ่นมากกว่าชื้นชุ่มไปด้วยน้ำสิถึงจะถูก จริงไหมล่ะ

เรามาพร้อมกันที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาวประมาณ 6 โมงเช้าของวันที่ 22 สิงหาคม 2558 อุณหภูมิเย็นกว่าที่นึกไว้นิดหน่อย คือ 19 องศา จัดแจงทานอาหารเช้าให้อิ่ม รอเริ่มลุยไต่เขาช่วง 9 โมงนิดๆ

ระยะทางจากอุทยานไปถึงยอดภูสอยดาว ไม่ใกล้ไม่ไกล 6.5 กม. ค่าเฉลี่ยของการเดินขึ้นมักอยู่ที่ 6 ชั่วโมง และขาลงประมาณ 4 ชั่วโมง ระหว่างทางบรรยากาศเต็มไปด้วยธรรมชาติ ไม่มีร้านอาหาร ไม่มีห้องน้ำ ส่วนใหญ่พี่ผู้ชายจะวิ่งเข้าป่า พร้อมบอกว่า “ขอทำธุระแป๊บ”

ครั้งนี้ เราแบกเป้และกล้องเอง น้ำหนักของสัมภาระอยู่ที่ 9 กิโลกรัม (พี่ลูกหาบได้ประหยัดแรงไป 9 กิโลกรัมเลยนะคะ) สิ่งของที่แบกไว้บนไหล่ก็เปรียบเหมือนการที่เรารับภาระอะไรสักอย่าง เรารู้ว่าจุดหมายอยู่ที่ไหน เราได้เรียนรู้ว่าสิ่งของที่ไม่จำเป็นในกระเป๋าคืออะไร และควรจะนำอะไรมาเพิ่ม เราเลือกได้ว่าจะโยนของบางอย่างออกจากกระเป๋าหรือไม่ เราเลือกที่จะจัดกระเป๋าให้มีความสมดุลได้

เราเอง ที่เป็น “คนเลือก”

การเดินในช่วงแรกนั้น จะเป็นป่าทึบสลับทุ่งหญ้า เดินผ่านป้ายเนินแล้วเนินเล่าไป เส้นทางข้างหน้าดูเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุด ลูกอมรสหวาน น้ำหวานที่เตรียมมาค่อยๆหมดไปทีละนิด (เราแนะนำสำหรับมือใหม่หัดเดินป่าว่าควรมีลูกอมหวานๆ กล้วยลูกเล็ก ขนมปังติดไปนิดหน่อยค่ะ เวลาเหนื่อยๆ ทานแล้วจะมีแรงเดินต่อ เราเรียกของพวกนี้ว่า “Booster” ล่ะค่ะ )

พอเราเดินถึงเนินมรณะ เนินที่เป็นที่กล่าวขานว่า โหด (และมันส์ ฮาด้วย) ทางเดินจะค่อนข้างชัน และตอนที่เราไปฝนตกนิดหน่อยด้วย เลยทำให้ทางค่อนข้างลื่น หลายคนเริ่มถอดใจเมื่อเห็นเนินนี้ แต่. . . อะไรที่ได้มาด้วยความยากลำบาก มักน่ารักเสมอเลยล่ะ . . .

DSC_9709150822

DSC_9729150822

จากจุดชมวิวเดินตามทางราบอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็เป็นหนึ่งใน “ผู้พิชิตลานสนภูสอยดาว” ที่ 1,633 เมตรจากระดับน้ำทะเลแล้วล่ะ

ฤดูฝน ฤดูที่เต็มไปด้วยหยดน้ำ ความชื้น และไอหมอก ท้องฟ้าที่ปิดเกือบตลอดเวลาทำให้หน่วยตามล่าทางช้างเผือกและดวงดาวต้องรอกลับมาอีกครั้งในช่วงฤดูหนาว แสงแดดที่นานนานจะแทรกตัวผ่านหมอกเมฆลงมานั้น ทำให้ในช่วงเช้า เย็น และกลางคืน เป็นสีหม่น กว่าจะดอกหงอนนาคจะยิ้มแย้มก็ได้เวลาทานอาหารมื้อเที่ยง

เมื่อเดินทางไปลานกางเต้นท์ เรากับพี่ๆเพื่อนๆ ก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ บางคนกางเต้นท์ บางคนผูกเปล บางคนเริ่มตั้งเตาทำอาหาร – – ที่ลานสนมีเต้นท์ เครื่องนอน และอุปกรณ์ทำอาหารให้เช่า และมีน้ำฝนที่ทางอุทยานรองไว้เป็นน้ำดื่ม

บรรยากาศรอบตัวเป็นสีขมุกขมัว แต่หลายคนก็คว้ากล้องออกไปเดินเก็บภาพกัน

ช่วงเช้าของวันที่ 23 ส.ค. 2558

ไปเดินเล่นที่น้ำตกกัน การเดินทางเข้าไปค่อนข้างชันและลื่น เส้นทางทำให้รู้สึกเหมือนจะหลงทางตลอดเวลา ภาพน้ำตก ต้นไม้สีเขียวและเสียงน้ำกระทบก้อนหิน ภาพที่ประทับใจทำให้การเดินทางสดชื่นกว่าเดิม ทำให้รู้ว่าป่าฤดูฝนน่ารักอย่างไร

DSC_9933150823

DSC_9961150823

ดอกหงอนนาค ดอกไม้ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ลุยป่า ลุยโคลน ลุยฝน ขึ้นมาถึงภูสอยดาว ดอกไม้ที่จะเป็นเพียงแค่ทุ่งสีน้ำตาลในช่วงฤดูหนาว ดอกไม้ที่จะบานเมื่อเจอแสงแดด

 เราเก็บสัมภาระและเริ่มเดินลงภูช่วงเกือบบ่ายโมง เขาว่ากันว่า การเดินขาขึ้นย่อมเหนื่อยกว่าขาลง  (ตรงข้ามกับการเปรียบเทียบช่วงชีวิต ที่เรามักจะรักช่วงขาขึ้นมากกว่าช่วงขาร่วง) แต่สำหรับเรา ที่มีประสบการณ์เกือบลื่นตกเขาเมื่อตอนพิชิตยอด 2,100 การเดินขาลงเป็นเรื่องยาก . . .

-เรื่องยากของหัวใจ-

การเอาชนะความกลัวที่จะก้าวเท้า ทิ้งน้ำหนัก กระโดด หรือวิ่งลงเขา เป็นเรื่องที่หนักหนาสำหรับเรา เราไม่ปฏิเสธความกลัวนี้ และหลายครั้งที่หลีกทางให้คนที่เก่งกว่า กล้ากว่า เดินแซงหน้าไปอย่างไม่รีรอ ประสบการณ์ที่ต่างกัน ทักษะที่ต่างกัน ทำให้คนแต่ละคนเติบโตและตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวต่างกัน และการที่เราเผลอหลงรักทางเดินขาขึ้น มากกว่าขาลงก็เป็นเรื่องราวคล้ายๆแบบนั้น

แต่ครั้งนี้ เราวิ่งลงภูสอยดาว . . .

เมื่อเปิดเพลง สวมหูฟัง ดึงเชือกรองเท้าให้แน่น และขยับกระเป๋าให้กระชับตัว เราเริ่มวิ่ง จังหวะการวิ่งสลับเดินนั้นเป็นจังหวะเดียวกับเพลงที่บรรเลงก้องอยู่ เพลงจังหวะช้า จังหวะการเดินก็ชะลอลงนิดหน่อย เพลงจังหวะเร็ว ฝีก้าวก็จะถี่ขึ้น การเดินที่เป็นจังหวะ ช่วยคลายความกังวลของการไต่(ลง)เขาได้มาก อาจเป็นเพราะเราผ่อนคลาย หรืออาจเป็นเพราะนั่นเป็น หน้าที่ของเพลงบรรเลง

ขากลับ เราใช้เวลา 3 ชั่วโมง กับกระเป๋า 11 กิโลกรัม และกล้องของพี่ร่วมทางที่ฝากเอาไว้อีก 1 ตัว (แอบคิดว่าตัวเองเทอะทะตอนที่แบกกล้อง 2 ตัว แต่คงไม่หรอกมั้ง อาจแค่คิดไปเอง)

จบทริปการเดินขึ้นภูสอยดาวฤดูฝนครั้งแรก  ภูสอยดาวในวันที่ไร้แสงดาว

 ขอให้พบกับการเดินทางที่อบอุ่นนะคะ

Lost Stars

“Take my hand let’s see where we wake up tomorrow
Best laid plans sometimes are just a one night stand.” – Lost stars, ost. Begin Again

คุณคิดว่า เราจะสามารถหลงรักคนในบทเพลงได้หรือเปล่า คนที่เราไม่เคยแม้จะพบเจอ สัมผัส หรือแม้แต่ได้ยินเสียงของเขา คนที่ในครั้งหนึ่ง เป็นเพียงตัวอักษร เมโลดี้ดนตรี รูปภาพอาหารมื้อหลัก ร้านหนังสือร้านโปรด. . . คุณอาจไม่เคยคิดฝันว่า คนแปลกหน้าในบทเพลงจะกลับกลายเป็นคนพิเศษในชีวิตจริง. . .

การพบเจอของดวงดาวที่หลงทางที่ถูกพัดพาจากละอองของฝุ่นผงในอากาศ ต่างคนต่างที่มา ต่างหัวใจต่างความฝัน เมื่อดวงดาวขยับเข้าใกล้กัน ความสวยงาม ความตื่นตาก็เกิดขึ้น

เมื่อไม่เกินเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์ดาวพฤหัสขยับใกล้ดาวศุกร์ หรือ ดาวศุกร์ขยับเข้าใกล้ดาวพฤหัส หรือ ดาวทั้งสองขยับตัวเข้าหากัน มีแรงดึงดูดกันและกัน แต่ในแรงดึงดูดนั้น ก็มีแรงผลักต่อกันซ่อนอยู่

จินตนาการของผู้พบเห็นนั้น เกิดขึ้นในหลายทิศหลายทาง นักเขียนมองเห็นบทกวี นักดาราศาสตร์มองเห็นวงโคจร นักเดามองเห็นโชคชะตา นักรักมองเห็นคนรัก ส่วนเรา มองเห็นเป็นเธอ

ความรักที่เกิดขึ้นระหว่างดวงดาวทั้งสอง อาจเป็นความรักของดวงดาวเพียงดวงเดียวที่บังเอิญมีแรงดึงดูดเพียงพอจะให้ดาวอีกดวงอยู่ข้างกัน อย่างน้อยก็ในช่วงการโคจรหนึ่ง หากเราเป็นดาวพฤหัส  คุณก็คงเป็นดาวศุกร์ เราคิดเอาเองว่าดาวพฤหัสมีแรงดึงดูดที่มากกว่าดาวศุกร์ เรามีความรักที่พยายามดึงดูดความน่ารักของดาวศุกร์เอาไว้ ดาวพฤหัสแอบรัก. . .

ดาวศุกร์ เป็นดวงดาวน่ารักแต่แรกเริ่ม แค่คิดว่า เป็นชื่อของวันศุกร์ วันสุดท้ายของการทำงานของสัปดาห์ มนุษย์เงินเดือนแบบเราเราก็ยิ้มแก้มปริกันแล้ว ยิ่งเป็นวันศุกร์สิ้นเดือนแล้วละก็ ร้านรวงและถนนหนทางต่างแน่นไปด้วยความสุข เสียงหัวเราะ ดาวศุกร์เป็นตัวแทนของความสุข เพราะเขาเป็นดวงดาวแห่งความสนุกสนาน มีชีวิตชีวา หากมีดวงตา ดวงตาของเขาย่อมส่องประกายเป็นแน่

เพียงไม่นานที่ดาวทั้งสองได้พบกัน ใกล้ชิดกัน ดาวทั้งสองรู้ว่าสักวันต้องโคจรห่างกันไกล การจากลาทำให้เกิดความกังวลบ้างหรือเปล่า การพลัดพรากทำให้การรอคอยเป็นเรื่องที่ทรมานบ้างหรือไม่ ดวงดาวไม่เคยเปล่งเสียงถามเรื่องเหล่านี้ต่อกัน ดวงดาวเพียงเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้ ภาวนาว่าสักวันการโคจรของเราจะเคลื่อนที่ไปในอัตราเร็วที่ทำให้เราสามารถเดินเคียงคู่กันไปได้ตลอด
เพียงแค่เสียงภาวนานั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิด วงโคจรที่มีขนาดแตกต่างกันย่อมไม่สามารถเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นได้ดั่งใจ หน้าที่ของดวงดาวที่จะเคียงข้างกันไปนิรันดร์อาจเป็นของดวงจันทร์ที่โคจรรอบดวงดาวอย่างสัตย์ซื่อสม่ำเสมอ เราต่างแต่งนิทานเพื่อให้การจากลาเป็นเรื่องสนุกสนานเคล้าเสียงหัวเราะ แต่หลายครั้งเสียงหัวเราะนั้นเคล้าอยู่ด้วยน้ำตา

เสียงดนตรีก็เป็นดั่งแรงโน้มถ่วงที่ดึงดูดคนสองคน (หรือมากกว่านั้น) ให้มีความรัก มีความสุข มีเสียงหัวเราะ มีรอยน้ำตา มีความเศร้า มีความเสียใจ สรรค์สร้างความรู้สึกมากมายระหว่างความสัมพันธ์ที่มีพันธะแนบแน่น หรือแม้จะเปราะบาง แต่เรื่องราวที่ก่อตัวขึ้นจากเสียงดนตรี เสียงที่ทำให้การมองตาคนที่อยู่ตรงข้ามมีความหมายมากขึ้นไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย
หากพระเจ้าสร้างจักรวาล สร้างดวงดาว สร้างบทกวี สร้างเสียงเพลง สร้างความสัมพันธ์ระหว่างดวงดาว สิ่งมีชีวิต บุคคล และสิ่งของ หากพระเจ้ามีตัวตนดังที่ใครใครได้วาดเอาไว้ เสียงสรรเสริญควรส่งเสียงก้องไปแด่ท่าน หากความมหัศจรรย์สร้างความรักในแบบที่ยากเกินจะเข้าใจ ความมหัศจรรย์ได้ทำหน้าที่ของเขาอย่างสมบทบาท อย่างเต็มภาคภูมิแล้ว

หากคุณมีความรักเพียงสักนิด ขอให้เข้าใจว่าบทความนี้เป็นบทความของคุณ
แต่หากคุณไม่มีความรักต่อกันเพียงสักน้อยนิด ขออวยพรให้ความรักของคุณเป็นเมโลดี้เพลงรักที่แสนไพเราะดั่งที่ใจคุณต้องการ

ครบรอบ 365 วันแล้วนะคุณ ครบรอบปีแล้วที่เรานั่งฟังเพลงรักเพลงนี้ด้วยกัน
ขอบคุณที่เข้ามาเป็นจังหวะแห่งความสุขของคนหม่นหม่นคนนี้

ฉันเรียกคุณว่า “ความรัก”

ฉันเรียกคุณว่า “ความรัก”

มือข้างซ้ายของคุณ มือข้างขวาของฉัน เราประสานมือข้างที่เราถนัดเข้าด้วยกัน มือคุณมีอุณหภูมิอุ่น และนิ่มกำลังพอดี มือของฉันจะทำให้คุณรู้สึกอะไรแบบนี้บ้างหรือเปล่า

มือของคุณและฉัน เปรียบเสมือน สัญลักษณ์ของการฝ่าฟันอุปสรรคและปัญหา ในวันที่ฉันเหนื่อยจนอยากจะวิ่งหนี คุณก็ใช้มือนั้น โอบกอดฉันไว้ ในวันที่คุณท้อแท้อยากจะเดินจากไป มือของฉันนี่แหละที่จะพยุงหัวใจของคุณ

เราสองคน มีความสนใจในคนละเรื่อง แต่มือของเราก็ยังประสานกันอยู่ แม้ในวันที่เราแยกย้ายไปทำสิ่งที่ต่างคนต่างสนใจ

คุณเป็นคนเงียบและชอบรับฟัง ฉันเป็นคนเสียงดังและชอบให้คุณแสดงความคิดเห็น

คุณเป็นคนติดบ้าน ฉันหลงรักการเดินทาง

คุณชอบทานเนื้อสัตว์ ฉันไม่ทานเนื้อสัตว์

คุณชอบดูหนังที่บ้าน ฉันชอบดูหนังในโรงภาพยนตร์

คุณชอบเล่นเกม ฉันติดโซเชียล

คุณชอบดูรายการนอกกระแส ฉันติดละครบางเรื่อง

คุณไม่ดูฟุตบอล ฉันติดฟุตบอล

คุณฟังเพลงเก่า ฉันฟังเพลงใหม่

คุณชอบอยู่กับครอบครัว ฉันชอบเวลาส่วนตัวของเรา

คุณชอบส้ม ฉันชอบสีฟ้า

เราแตกต่างกัน ทั้งท้ศนคติการใช้ชีวิต และความชอบส่วนตัว แต่เราก็ยังเดินไปด้วยกัน จังหวะการก้าวขายังเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและไม่เหน็ดเหนื่อย เรายังประสานมือกัน ยิ้มให้กัน และยังพร้อมจะเดินไปพร้อมกันเสมอ

หากความรักเป็นเรื่องราวง่ายๆ เราก็คงจะไม่เห็นความพิเศษของความรักที่แสนธรรมดาครั้งนี้

เขาว่ากันว่า ความรัก คือ ความเข้าใจ แต่สำหรับความรักของเรา ฉันขอนิยามคำว่า “ความรัก” ว่า “คุณ”

คุณผู้เป็นหัวใจ ผู้เป็นความรัก

ขอบคุณนัทนัท

บันทึก คาโมะเมะ

บันทึก
22.12.14
02.27 น.
ถอดเลนส์ออกจากกล้องเรียบร้อยแล้ว
ดูสภาพกล้องน่าจะซ่อมไม่ได้ล่ะ
กล้องเสียหายมากกว่าที่คิดคราวแรก

กล้องแตกและร้าวไปฝั่งนึง ยังไม่แน่ใจว่าเลนส์จะเสียหายมากแค่ไหน
ถอดพลังงานน้อยๆและสมองเล็กๆมาเก็บไว้

คิดถึง 3 เดือนของเรา คิดถึงวันแรกที่เราเจอกัน คิดถึงรอยยิ้ม คิดถึงเสียงพูดที่เราสื่อถึงกัน สัญญากับปั้นคุงจะไม่ร้องไห้แต่น้ำตากับเสียงสะอื้นยังมีอยู่

ถามว่าเราจะเสียใจไปอีกนานแค่ไหน
ก็คงนานจนกว่าเราจะหากล้องสักตัวมาแทนเจ้าตัวนี้ได้ (ทั้งในเชิงสัญลักษณ์และความรู้สึก)

ถามว่าจะมีกล้องตัวไหนมาแทนเจ้าตัวนี้ได้มั้ย
แน่นอนล่ะว่า”ไม่มี”

เช้าวันนี้ความรู้สึกหนึ่งย้อนแย้งกับอีกความรู้สึกหนึ่ง

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ แต่ก็ระวังได้
ทำไมเราเหยียบเท้าคนอื่นแล้วยังต้องขอโทษล่ะ เหตุผลง่ายๆ เพราะเรารู้ว่าการเหยียบเท้าทำให้คนอื่นเจ็บ
และ”ความรู้สึก”ของแต่ละคนก็แตกต่างกัน

ขอโทษนะเจ้าตัวเล็ก ที่เค้าไม่เคยปกป้องดูแลหนูได้ดีเท่าที่ควร
ขอโทษนะ ที่เราต้องมาเสียใจกันอยู่แค่ 2 คน

แด่ เจ้าคาโมเมะ กล้องที่บินได้ :’)

ปล. แค่รูปแรกของเรา เราสองคนก็ยิ้มไปได้หลายวันแล้วเนอะ

โพสต์วันที่ 22 ธันวาคม 2557