สวัสดีคันไซ (การเดินทางวันที่ 2)

วันที่ 2 (Shinkansen – Kyoto -Kyoto Tower -Toji Temple – Imperial Palace – Namba – Remm Osaka)

การเดินทางวันที่สอง ผิดพลาดจากการวางแผนไว้นิดหน่อย ตอนแรกเราตั้งใจจะรีบออกจากที่พัก เพราะวันนี้เราจะต้องเดินทางไกลไปถึงเกียวโต หลังจากที่เราตื่นมางัวเงีย นอนดูรายการทีวีญี่ปุ่นอยู่สักพัก เราก็นึกขึ้นได้ว่าต้องเช็ครอบ  Shinkansen เผื่อเอาไว้ จะได้กะเวลาการทานอาหารเช้าและการเดินทางได้

เราเลือกที่จะเดินทางด้วยรถไฟ Shinkansen เที่ยว 11 โมง

โดยปกติแล้ว การเดินทางจากโอซาก้าไปเกียวโต คนญี่ปุ่นและนั่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่เดินทางด้วย Shinkansen เพราะค่าโดยสารรถไฟความเร็วสูงนั้น สูงพอตัวเลยทีเดียว และหากเดินทางด้วยรถไฟปกติ ก็ใช้เวลามากกว่านั่ง Shinkansen เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง

อาหารเช้า

การเดินทางที่เอื่อยเฉื่อยในช่วงเช้า ทำให้อาหารเช้าวันนี้ ได้คัดสรรขนมปัง (มิรุกุโรล) และโกโก้กล่อง (ใหญ่) จากร้านสะดวกซื้อ ชื่อ Daily Yamazaki ร้านนี้ปิดบริการช่วง 22.00 น. มีสินค้าคล้าย 7-11 บ้านเรา แต่ขนมปังอร่อยกว่ามากเลยล่ะ ราคาทั้งหมด 248 เยน

Shinkansen

เราจองตั๋ว Shinkansen ผ่านเครื่องจองตัวอัตโนมัติ แต่บริษัทมีช่องจำหน่ายตั๋วสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแยกให้นะ ถ้าอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก ก็ไปต่อแถวที่ช่องจำหน่ายตั๋วได้ (แต่แถวยาวมาก) ราคาตั๋วจาก Shin Osaka ไป Kyoto อยู่ที่คนละ 2,810 เยน

ตอนที่จองจะมีที่นั่งให้เลือกที่หน้าจอได้เลย ของเราได้นั่งที่ตู้ 6 ซึ่งเป็นตู้จอง และเมื่อลงมาที่ชานชาลา เราก็ไปยืนรอตำแหน่งที่บอกว่าเป็นตู้ 6 ได้เลยล่ะ การเดินทางระหว่าง Shin Osaka ไป Kyoto ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ประมาณว่าทานอาหารเช้ายังไม่ทันเสร็จ รถไฟก็พาเรามาถึงอีกเมืองแล้วนั่นล่ะ Shinkansen จอดเพียงไม่กี่สถานี ซึ่งเวลาจองก็ต้องดูให้แน่ใจว่าสายที่เรานั่งนั้น จอดที่สถานีที่เราจะไปหรือเปล่า

บรรยากาศบนรถไฟเงียบสงบ บรรยากาศรอบรอบตัวเหมือนรถไฟนำเที่ยวทางธรรมชาติเสียมากกว่า เราไม่ได้สังเกตสิ่งต่างๆบนรถไฟสักเท่าไหร่ เพราะตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศชานเมืองโอซาก้าอยู่ไม่น้อย

สวัสดีเกียวโต

เกียวโต ไม่ใช่โอซาก้า เกียวโตยืนชิดซ้าย เดินชิดขวา เกียวโต เสียงรอข้ามถนนดังว่า “ติ้ด ตี่ ตี่ ตี่ ติ้ด” เกียวโตมีฝาท่อรูปร่างสวยงาม

เมืองมาถึงเมืองเกียวโต เราเดินทางออกมาจากสถานีเกียวโต ที่ “ใหญ่ และ สวย มาก” ก็จะพบสถานีจอดรถเมล์ สถานีรถเมล์เป็นที่จอดรถเมล์หลายๆสาย มีป้ายบอกว่าตรงนี้จอดรถเมล์สายอะไร เดินทางไปไหนบ้างและรถจะเข้าจอดเวลากี่โมง คนต่อแถวกันค่อนข้างยาว แต่เราไม่มีประสบการณ์การขึ้นรถเมล์ เลยไม่รู้ว่าจะสนุกสนานเท่ารถเมล์ที่เมืองไทยหรือเปล่า

หากมองจากหน้าสถานีรถไฟเกียวโต ฝั่งซ้ายจะเป็นที่ทำการไปรษณีย์ขนาดใหญ่ ตรงข้ามเยื้องไปทางขวาของสถานีรถไฟจะเป็นจุดที่เราจะเดินทางเป็นที่ต่อไป คือ เกียวโต ทาวเวอร์

Kyoto Tower

เกียวโต ทาวเวอร์อาจจะหน้าตาไม่น่ารักเท่าโตเกียวทาวเวอร์ และไม่โด่งดังเท่าโตเกียวทาวเวอร์สีแดงที่กรุงโตเกียว แต่สิ่งที่อาจจะทำให้หลายหลายคนหลงรักเกียวโตทาวเวอร์ได้ไม่ยากคือ เจ้าทาวาวะจัง มาสคอตของเกียวโตทาวเวอร์

เกียวโตทาวเวอร์ ตั้งอยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟเกียวโต แต่ทางเข้าจะอยู่ในซอยด้านข้าง เมื่อเดินทางเข้าไปจะเป็นคล้ายๆห้างสรรพสินค้า ด้านข้างจะมีเคาน์เตอร์ขายบัตรเข้าชม ราคาเข้าชมของผู้ใหญ่อยู่ที่คนละ 770 เยน การซื้อบัตรเข้าชมมีทั้งการหยอดเหรียญ และซื้อที่เจ้าหน้าที่ขายบัตร ในความคิดเรา ไม่มีค่อยต่างกันสักเท่าไหร่ เพราะยังไงก็มีแต่ภาษาญี่ปุ่น

เมื่อได้ตั๋วก็ขึ้นลิฟต์ไปชั้นบน จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการเป็นรอบๆ เพื่อไม่ให้เกิดความแออัดจนเกินไป เมื่อขึ้นลิฟต์ไปจนถึงชั้นบนสุด จะเป็นห้องกระจก 360 องศา มีกล้องส่องทางไกลเป็นจุดๆ และมีป้าย tourist attraction ไว้ ทำให้เราได้ส่องดูรอบๆเมือง

บนเกียวโตทาวเวอร์ มีทีวัดอุณหภูมิและความเร็วลมด้วยล่ะ ทำให้รู้ว่าอากาศวันที่เราไปเยือนยอดตึกอยู่ที่ 7 องศาซี (ว่าทำไมหนาวจัง) เราเก็บภาพกันอยู่สักพัก เอามือชี้ชี้ว่าพรุ่งนี้จะไปเยือนยอดภูเขาลูกนู้นลูกนี้ บ่นบ่นอยากไปที่นู่นที่นี่ แล้วเราก็เดินกลับลงมา แอบทานไอติมสุดอร่อย

จากนั้นเราก็เดินทางไป To-ji Temple โดยเดินไปทางที่ทำการไปรษณีย์ และเลาะถนนไปลอดใต้สะพานรถไฟ ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีคนญี่ปุ่น

To-ji Temple (Kyo-o-gokoku-ji)

เราเดินทางถึงวัดเวลาบ่าย อากาศค่อนข้างอบอุ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากเลยล่ะ คนไม่ค่อยเยอะ เพราะส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาช่วงซากุระบาน หรือมาช่วงมืด ที่จะมีการประดับไฟอย่างสวยงาม ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่อยู่ที่ 800 เยน

วัดนี้มีเป็นมรดกโลกที่จัดโดย UNESCO  เป็นวัดที่มีมาตั้งแต่สมัยที่นาราเป็นเมืองหลวงก่อนจะเปลี่ยนเป็นเกียวโต มีเจดีย์ที่สูงที่สุดของญี่ปุ่น เป็นเจดีย์ 5 ชั้น อยู่ด้านในของบริเวณวัด ภายในประดับด้วยต้นซากุระ ซึ่งจะสวยงามในช่วงประมาณเดือนเมษายนของทุกปี

บรรยากาศรอบๆ

ซากุระบาบ้างแล้ว

ถังน้ำสีแดง – ถังน้ำเอาไว้ดับไฟ บริเวณวัดไม่สามารถต่อน้ำดับเพลิงเข้ามาได้เพราะเป็นพื้นที่อนุรักษ์ ทำให้มีการวางถังน้ำเอาไว้เผื่อว่าเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้

หลังจากนั้น เราเดินทางกลับมาดูเครื่องราง มีสายห้อยรูปซากุระหน้าตาน่ารัก และเครื่องรางราคา 500 – 1,000 เยน เครื่องรางที่ราคาแพงจะเป็นเครื่องรางเกี่ยวกับการสอบเข้าเรียน ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับเด็กๆที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย

แล้วเราก็ออกเดินทางไป Imperial Palace ที่เพิ่งรู้ว่าปิดเวลา 17.00 น. งานวิ่งได้เริ่มต้นขึ้นแล้วล่ะ การเดินทางเริ่มต้นจากการวิ่งกลับมาขึ้นรถไฟที่สถานีเกียวโต ลง metro ไป marutamachi จากสถานีเราเดินกันไปอีกหน่อยหนึ่ง เพราะทางเข้ามีสองฝั่งซึ่งไกลจากพระราชวังทั้ง 2 ประตู

Imperial Palace

เราเดินทางมาทันเวลา แต่ป้ายข้างหน้าบอกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้องมีไกด์นำชม เรางอแงนิดหน่อยเพราะอยากเข้ามาก เป็นจุดที่คาดหวังไว้ค่อนข้างสูง แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ เราเลยได้แค่เดินมองซากุระ มองดอกไม้ข้างทาง เป็นอันว่า ผิดหวังที่เดินทางมาเอง

 

แล้วเราก็ลบความผิดหวังด้วยอาหารเย็น

เป็นครั้งแรกที่สั่งอาหารที่ตู้ในร้านก่อนนำตั๋วมายื่นให้คุณลุงที่เตรียมอาหารให้เรา ที่ตู้อัตโนมัติมีแต่ภาษาญี่ปุ่น เราอ่านไม่ออกหรอก ต้องมองเมนูแล้วจำตัวอักษรข้างๆมาหาตัวหนังสือที่คล้ายๆกัน

อุด้งอร่อยนะ อุด้งที่ญี่ปุ่นอร่อยมาก ทานกี่ครั้งก็ได้ลิ้มรสอุด้งที่แตกต่างกันไปในแต่ละร้าน บางร้านน้ำซุปจะเข้มข้น แต่ไม่เค็มนะ บางร้านเส้นจะเหนียวนุ่ม บางร้านเต้าหู้อร่อยแบบ เห่ย อร่อยอะไรขนาดนี้ ราคาก็มีตั้งแต่ 250 – 400 เยน แล้วแต่ว่าเราจะไปซื้อที่ไหน ร้านหรูหรือเปล่า ส่วนอุด้งถ้วยนี้ราคา 390 เยน

หลังจากนั้น เรานั่งรถไฟไป Namba

Namba

Namba แหล่งช้อปปิ้งสินค้า duty free ชั้นนำของโอซาก้า เมื่อเดินออกมาจากสถานีรถไฟ เราจะเจอ Loft และ Muji ร้านใหญ่ ช่วงที่เดินทางไปนั้น สามารถใช้หนังสือเดินทางเป็นส่วนลดได้ 5% เราแวะซื้อของฝากเป็นสมุดเล่มน้อยให้เพื่อนๆ และเดินทางเข้าไป Namba เพื่อซื้อของที่ได้รับการฝากซื้อมาจำนวนหนึ่ง แวะร้าน Duty free ร้าน Hello Kitty ร้านขนม และร้านคีบตุ๊กตา 100 เยน

เมื่อข้ามไปฝั่งที่เลยโซนนักท่องเที่ยว การเดินซื้อของก็ทำได้ง่ายขึ้น ร้านที่ Namba ส่วนใหญ่เปิดถึง 20.00 น. และจะปิดตรงเวลามาก ตอนที่เราแวะร้าน Hello Kitty เราพยายามบิดไข่เอาพวงกุญแจ ยังโดนเร่งให้รีบเล่นและเขาจะรีบปิดร้าน และทางปลายสุดของ Namba ก่อนออกไปสู่สถานีรถไฟ เป็นโซนที่มียากุซ่า เราแอบกลัว เลยหิ้วของเดินเร็วๆ ที่จริงอาจจะมีท้องร้องเป็นตัวเร่งอีกอย่างด้วยล่ะ ^^

มื้อเย็น (ดึก) เราก็ได้ทานอุด้ง (อีกแล้ว) เป็นร้านเล็กๆที่มีคุณลุงกับคุณน้าขายอุด้งกันสองคน มาช่วงดึกร้านใกล้ปิดก็จะได้ราคาพิเศษ

การเดินทางทั้งวันข้ามเมืองไปข้ามเมืองมา ขึ้นรถไฟไม่รู้กี่สาย ทำให้เราเหนื่อยนิดหน่อย แต่ก็ยังยิ้มและวิ่งเข้าร้าน Yamazaki เพื่อจับจองมิรุกุโรลและน้ำผลไม้ไว้เป็นอาหารเช้า วันนี้กุ๊กได้จ่ายค่าของเองด้วยนะ ได้หัดนับเหรียญที่หน้าตาคล้ายกันไปหมดเอง ทั้งทั้งที่ก่อนหน้านี้จ่ายแต่แบงค์ใหญ่เพราะนับเหรียญไม่เป็น นี่ไง วันนี้มีพัฒนาการ

เมื่อเดินทางถึงที่พัก เราต้องวางแผนเรื่องการเดินทางกันนิดหน่อย พรุ่งนี้ (วันที่ 3 ) เราจะเดินทางไปเกียวโตกันอีกรอบ และจะเดินทางไปหลายที่ เมื่อวางแผนกันเสร็จนอนดูทีวีแปบนึง แล้วก็กล่าวราตรีสวัสดิ์คุณชินโอซาก้า

เรื่องของเขา และเงาของเธอ

กาลครั้งหนึ่งคนที่คิดว่าตัวเองไม่น่ารัก เดินออกตามหาสิ่งที่เรียกว่า หัวใจ
กาลครั้งนั้น เขาได้พบกับสิ่งที่ตัวเขาเรียกว่า หัวใจ น่าเสียดายที่เขา เรียกแบบนั้นอยู่ฝ่ายเดียว

เขาเดินตามหาด้วยความหวัง บางครั้งเขาก็เหงา บางครั้งเขาก็มีน้ำตา
เขาคิดครั้งแล้วครั้งเล่าว่าคนที่เข้ามาคือ คนที่ใช่ แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่าย ไม่ได้เรียกเขาว่า หัวใจ

เขามีน้ำตา

วันหนึ่ง เขาได้รับคำว่า “หัวใจ” จากคนคนหนึ่ง
คนที่บังเอิญก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา
เขาพยายามเรียนรู้และพยายามเติบโต
เขาพบว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ “หัวใจ” ที่เขาตามหา

เขามีน้ำตา

เขาเก็บตัวเงียบ มองหาสิ่งที่เขาเรียกว่าหัวใจ
เขาคิดว่าการเดินทางไกล อาจจะทำให้หัวใจของเขาเดินเข้ามา
เขาเปิดโอกาสให้หัวใจของตัวเขาเอง
เขารับรู้ว่าการแสวงหาหัวใจที่ตรงกันนั้นช่างยากเย็น
เขาบอกว่าจะไม่ลดละความพยายาม เขาอยากครอบครองสิ่งที่เรียกว่า “หัวใจ”

เขาแอบมีน้ำตา

เขาได้รับคำถามเกี่ยวกับหัวใจอยู่บ่อยบ่อย
เขายิ้ม เขาแกล้งทำเป็นเข้มแข็ง เขาคิดว่าเขาไม่เหงา เขาคิดว่า หัวใจ รอเขาอยู่
เขายิ้มให้กับสิ่งต่างต่างรอบตัว เขามองหัวใจในมุมมองใหม่ เขาเปิดหัวใจของเขาให้ตามหาสิ่งที่เขาเรียกว่าหัวใจ

เขามีความหวัง

เขาไม่เคยรับรู้ถึงหัวใจที่เวียนอยู่รอบรอบ
เขารับรู้เพียงความรู้สึกเพียงน้อยนิดของคนที่เดินเข้ามา
เขาอาจจะไม่รับรู้ความรู้สึกบางบางของหัวใจที่รอคอยเขาอยู่

เธอมีน้ำตา

วันหนึ่ง เธอได้มอบคำว่า “หัวใจ” ให้คนคนหนึ่ง
คนที่เธอบังเอิญก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา
เธอพยายามเรียนรู้และพยายามเติบโต
เธอพบว่า สิ่งที่เกิดขึ้น คือ “หัวใจ” ที่เธอตามหา

เธอมีน้ำตา

เธอพยายามชวนเขาคุย เธอมอบสิ่งที่เรียกว่าหัวใจ
เธอคิดว่าการเดินทางไกลร่วมกัน อาจจะทำให้หัวใจของเขาเปิดรับหัวใจของเธอ
เธอเปิดโอกาสให้หัวใจของตัวเธอเอง
เธอรับรู้ว่าการแสวงหาหัวใจที่ตรงกันนั้นเป็นเรื่องยากเย็น
เธอบอกว่าจะไม่ลดละความพยายาม เธออยากให้เขาครอบครองสิ่งที่เรียกว่า “หัวใจ”

เธอแอบมีน้ำตา

เธอได้ถามคำถามเกี่ยวกับหัวใจอยู่บ่อยบ่อย
เธอยิ้ม เธอแกล้งทำเป็นเข้มแข็ง เธอคิดว่าเธอไม่เหงา เธอคิดว่า หัวใจของเธอ รอเขาอยู่
เธอยิ้มให้กับสิ่งต่างต่างรอบตัวของเขา เธอมองหัวใจในมุมมองใหม่ของเขา เธอเปิดหัวใจของเธอให้เขาตามหาสิ่งที่เธอคิดว่าเขาเรียกว่าหัวใจ

เธอมีความหวัง

เธอรับรู้ว่าเขาไม่เคยรับรู้ถึงหัวใจที่เวียนอยู่รอบรอบ
เธอรับรู้ว่าเขารับรู้ความรู้สึกเพียงน้อยนิดของเธอที่เดินเข้ามา
เธอรับรู้ว่าเขาอาจจะไม่รับรู้ความรู้สึกบางบางของหัวใจของเธอที่รอคอยเขาอยู่

เธอมีน้ำตา
กาลครั้งหนึ่งคนที่คิดว่าตัวเองไม่น่ารัก เดินออกตามหาสิ่งที่เรียกว่า หัวใจ
กาลครั้งนั้น เธอได้พบกับสิ่งที่ตัวเธอเรียกว่า หัวใจ น่าเสียดายที่เธอ เรียกแบบนั้นอยู่ฝ่ายเดียว

เธอเดินตามหาด้วยความหวัง บางครั้งเธอก็เหงา บางครั้งเธอก็มีน้ำตา
เธอคิดครั้งแล้วครั้งเล่าว่าคนที่เข้ามาคือ คนที่ใช่ แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่าย ไม่ได้เรียกเธอว่า หัวใจ

สวัสดีคันไซ (การเดินทางวันที่ 1)

วันที่ 1 (KIX – Universal Studio – Remm Shin Osaka – Osaka University)

การเดินทางครั้งใหม่ ในประเทศที่ไม่คุ้นเคยกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

เมื่อเดินพ้นสนามบินออกมาสู่สถานีรถไฟ Kansai Airport เราก็เหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกหนึ่ง โลกที่มีแต่ภาษายึกยือน่ารัก แต่อ่านไม่ออก โลกที่มีประกาศเสียงตามสายเป็นทำนองเพลง แต่ฟังไม่ออก โลกที่มีคนเยอะแยะวุ่นวาย แต่ไม่มีใครสักคนที่พูดภาษากลางของโลกได้ โลกที่ให้ความสำคัญกับคนพิการทางสายตา มากกว่าคนต่างประเทศ (อันนี้ชอบแฮะ)

เราขึ้นรถไฟสายสีเขียวเพื่อไปต่อรถไฟ JR ที่ Tsuruhashi ตามแผนที่จะมุ่งหน้าไป USJ

การเดินทางจากสนามบินเข้ามาในเมืองใช้เวลาค่อนข้างนาน (เกือบชั่วโมง)

รถไฟญี่ปุ่น

DSC_0138140219

มีหลายประเภท ทั้ง local / express / reserved และอีกมากมาย ถ้าขึ้นรถไฟผิดสายอาจจะไม่จอดในสถานีที่เราต้องการจะไป หรือถ้าไปขึ้นรถ reserved ก็อาจจะถูกปรับในอัตรา ( 2-3 เท่าของราคาจองเลยล่ะ) รถไฟญี่ปุ่นมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ และมีวัฒนธรรมการใช้รถไฟฟ้าที่แตกต่างจากเมืองไทย ยกตัวอย่างเนอะ

– บนรถไฟญี่ปุ่น สามารถทานอาหารได้ (ลืมประกาศยาวๆบนบีทีเอสบ้านเราไปได้เลย) แต่ทานแล้วก็เก็บเอาขยะลงมาทิ้งด้วยนะ :)

– มีที่นั่งพิเศษ เรียก priority seat สำรองไว้สำหรับหญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ แม้ว่าที่นั่งจะว่าง คนปกติทั่วไปก็จะไม่นั่ง ปล่อยให้ว่างไว้แบบนั้น ส่วนผู้สูงอายุหลายๆคน ก็มักจะไม่นั่ง จะยืนราวกับว่า เขายังอายุน้อยๆเหมือนวัยรุ่น

– อย่าเสียงดัง แม้ว่าเราจะตื่นเต้นกับบรรยากาศบ้านเมืองระหว่างการเดินทางสักเพียงใด การตะโกนโหวกเหวก การหัวเราะเสียงดัง เป็นอากัปกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ของชาวญี่ปุ่น แต่จะพูดในอีกแง่นึง รถไฟโอซาก้า (เน้นว่าโอซาก้า) จะมีเสียงดังกว่ารถไฟวิ่งระหว่างเมือง หรือรถไฟเมืองอื่นๆ เพราะ คนโอซาก้า คือ คนโอซาก้า

– โอซาก้า ขึ้น/ลง บันไดเลื่อนยืนให้ชิดขวา เดินให้ชิดซ้าย

เกียวโตและโตเกียว ขึ้น/ลง บันไดเลื่อนยืนให้ชิดซ้าย เดินให้ชิดขวา

– เอาของชิ้นใหญ่ขึ้นรถไฟฟ้าได้ตลอดสาย ได้ทุกสถานี แต่เอาขึ้นมาแล้วต้องวางแอบๆ

– อย่าโดนตัวเพื่อนร่วมทาง (ยกเว้นคนที่ไปด้วย แฮะ ~) คนญี่ปุ่นมีความเป็นส่วนตัวสู๊งสูง การโดนตัว การถ่ายภาพคนอื่นเป็นเรื่องที่ไม่มีมารยาทเป็นอย่างมาก และการแอบถ่ายรูปคนอื่นโดยไม่ขออนุญาต อาจจะทำให้โดยโยนเข้าคุกได้โดยไม่รู้ตัว

– มีลิฟต์สำหรับคนพิการและขนของหลายจุด ลิฟต์เหล่านี้มักจะว่าง คนที่ไม่มีความจำเป็นจะไม่ใช้

– ถ้ามีการเปลี่ยนสายรถไฟ ต้องเสียบบัตร 2 ใบ

เราไป transfer  เป็น JR สาย Yumesaki Line ที่สถานี Tsuruhashi  มุ่งหน้า Universal City Station (190 เยน)

DSC_0141140219

วันที่ไปนั้นเป็นวันตรุษจีน นักท่องเที่ยวชาวจีนค่อนข้างเยอะ เราได้นั่งบ้างยืนบ้างเบียดกันบ้างตามปริมาณคนขึ้นลงแต่ละสถานี การเดินทางไป USJ บรรยากาศค่อนข้างน่ารัก เปลี่ยนจากเมืองเป็นชนบทแล้วเปลี่ยนเป็นเมืองอีกครั้ง ได้มองเห็นบรรยากาศบ้านเรือนของชาวญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา สนุกดีนะ

เมื่อเดินทางมาถึง Universal City Station เราเดินตามนักท่องเที่ยวไป ทางเข้า

มีลูกโลกเขียนคำว่า Universal ไม่ต่างจากสวนสนุกที่สิงคโปร์ มีทางเข้าที่ไม่ต่างอะไรเลยจากสวนสนุกอื่น จะต่างก็คงมีเพียงแค่ อากาศวันนั้น มีลมกรรโชกแรงจนหนาวไปถึงหัวใจ

เราจองตั๋ว USJ จากประเทศไทยก่อนไป ราคา 7,200 เยน เมื่อเข้าไปสู่สวนสนุก เราเดินหาที่จอดกระเป๋าเดินทาง แต่ว่าวันนั้นนักเดินทางเยอะ จนทำให้ล็อคเกอร์เต็มทุกล็อคเลยล่ะ สุดท้ายต้องจำใจลากกระเป๋าเดินทางไปเที่ยวด้วย T^T)

USJ ที่ดูมีชีวิตชีวามากกว่าทุกวัน นักท่องเที่ยวเคลื่อนตัวไปตามท้องถนนก่อนจะแยกกันไปเล่นเครื่องเล่นตามโซนต่างๆ โซนที่คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ ก็น่าจะเป็น Harry Potter

แนะนำสำหรับคนที่อยากจะเข้าปราสาท Harry Potter ให้รีบไปเช้าๆ ถ้าไปสายจะเป็นแบบเรา คือ ต้องจองคิวเข้าปราสาท

เวลาบนบัตร 13.20 น. – 14.20 น.

ระหว่างรอให้ถึงเวลา เราก็ไปเดินถ่ายภาพบรรยากาศรอบๆ และหาอาหารมื้อแรกของวันทาน ใน USJ อาหารราคาค่อนข้างสูง และปริมาณมักจะแปรผกผันกับราคา เราแวะร้าน fast food ทานอาหารอเมริกันมื้อแรกในราคา 1,500 เยน

บรรยากาศรอบๆ USJ

DSC_0164140219DSC_0152140219DSC_0174140219

เมื่อถึงเวลาเข้า Harry Potter ทางเข้าจะมีเจ้าหน้าที่คอยบรรยายเป็นภาษาญี่ปุ่น (และเราฟังไม่ออกเลยสักนิดเดียว) ก่อนจะเดินผ่านเข้าเขาวงกต มีเสียงนกเสียงเพลงบรรเลงเหมือนในหนังที่เราจะเดินทางเข้าสู่ปราสาทฮอกวอร์ต พอสุดทางก็เลี้ยวขวาเข้าสู่ปราสาท

DSC_0180140219

เมื่อเดินทางมาใกล้ประตูปราสาทจะเห็นรถที่รอนและแฮร์รี่ขับมาปราสาทเมื่อภาค 2 จะมีคนถ่ายรูปกันเยอะแยะไปหมดเลยล่ะ พอเดินพ้นเข้าประตู ขวามือจะเป็นรถไฟจาก ชานชาลา 9 3/4

DSC_0181140219

บรรยากาศในโซน Hogsmeade Village : (Hogwarts Express – Owl Post & Owlery – Honeydukes – Ollivanders)

DSC_0184140219DSC_0187140219DSC_0191140219DSC_0192140219DSC_0195140219DSC_0201140219

USJ ตกแต่งภายในเหมือนในหนังเลยล่ะ เก็บรายละเอียดได้สวยงามและหลายๆคนก็แต่งชุดเป็นนักเรียนบ้านต่างๆเดินกันเต็มไปหมด

เราเดินอยู่ในร้าน Owl Post & Owlery อยู่นาน จนในที่สุดก็ได้โปสการ์ด (มาฝากคุณชูครีม) ในราคาแพงลิบ 700 เยน เป็น postcard set (โปสการ์ด 1 แผ่น และแสตมป์ 52 เยน 2 ดวง)

จากนั้นเราไปต่อแถว(แสนยาว) รอซื้อ Butterbeer เครื่องดื่มยอดนิยม เจ้าเครื่องดื่มยอดนิยมแบ่งราคาเป็น ร้อน 600 เยน เย็น 700 เยน ถ้าอยากได้แก้วที่ระลึกต้องเพิ่มอีก 500 เยน

Butterbeer เป็นน้ำขิงใส่คาราเมล น้ำขิงของญี่ปุ่นรสชาติเข้มมาก ถ้าไปกันหลายๆคนอยากให้ลองซื้อมาชิมก่อนสักแก้ว เพราะบางทีรสชาติอาจจะไม่ถูกปาก

เราเองจิบไปอึกเดียว แล้วส่งให้เพื่อนร่วมทานจัดการส่วนที่เหลือ

ที่นี่มีขายสินค้า Harry Potter เยอะแยะไปหมด ราคาค่อนข้างสูงตามความเป็น Harry Potter ยกตัวอย่างเช่น ผ้าพันคอผืนเล็ก ราคา 4,800 เยน sweater ราคาเหยียบหมื่นเยน

แพงจนต้องแอบเก็บกระเป๋าตังค์ไว้ไกลๆมือเลยล่ะ ><)

หลังเหนื่อยๆมาค่อนวัน เราก็แวะทานอาหารญี่ปุ่นมื้อแรก (และประทับใจจนเป็นอาหารหลักของทุกวัน) คือ “อุด้ง”

คงดูไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ที่จะเปรียบเทียบอาหารญี่ปุ่นที่ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น แต่อุด้งญี่ปุ่นอร่อยกว่าจริงๆนะ เส้นเหนียวนุ่ม น้ำซุปกลมกล่อม มื้อแรกเป็นน้ำซุปวากาเมะ (ยังหาร้านที่ขายอุด้งวากาเมะที่ไทยไม่เจอเลย) มีหอมญี่ปุ่นซอยอย่างบรรจง รสชาติดีกว่าหอมไทย เศษแป้งทอดสีเหลืองกรอบ น้ำซุปให้กดได้เอง อยากกดมากน้อยแค่ไหนก็ตามใจเลยล่ะ แถมน้ำเปล่ามีให้เลือกทั้งร้อนและเย็น มีน้ำชาให้เลือกดื่มได้ฟรี

หลังอิ่มท้อง เราเดินทางด้วยรถไฟย้อนกลับมาทางเดิมแต่สถานีปลายทางเป็น Shin Osaka ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงแรมของเรา

ที่พักที่จองเอาไว้ ชื่อ Remm Shin Osaka อยู่ในตัวสถานีรถไฟ Shin Osaka ทางขึ้นโรงแรมอยู่ทางออกทิศเหนือของสถานีรถไฟ JR  เราต้องขึ้นไป check-in ที่ชั้น 12 ก่อนจะรับบัตรเข้าห้องพัก ที่เราจองไว้เป็น 3 คืน 32,100 เยน ชั้น 17

ห้องพักค่อนข้างดี บรรยากาศชั้น 17 มองออกไปเป็นตัวเมืองโอซาก้า บรรยากาศดีมากเลยล่ะ

ส่วนที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นห้องน้ำล่ะ

เครื่องอาบน้ำ มีผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเป็นกลิ่นของแชมพูและสบู่จาก MUJI

และสบู่ล้างหน้าจาก shiseido

ช่วงเย็น เราออกเดินทางไป Osaka University ที่อยู่ไกลออกไปจากที่พักประมาณ 1 ชั่วโมง เราเดินทางด้วยรถไฟเหมือนเดิมไปจนสุดสายเลยล่ะ (จำชื่อสถานีไม่ได้ล่ะ) แล้วเดินขึ้นเขาไปอีกประมาณ 700 เมตร

ระหว่างเปลี่ยนเส้นรถไฟ ได้เจอกับห้องพักผู้โดยสาร ระหว่างรอรถไฟ ในห้องมี heater ทำให้การรอรถไฟเป็นช่วงเวลาที่ดีขึ้นเยอะเลยล่ะ

ทางเดินไปมหาวิทยาลัยค่อนข้างเงียบสงบ เป็นเส้นทางที่ไม่อนุญาตให้ปั่นจักรยานผ่าน เพราะเป็นเส้นทางขึ้นและลงเขา ถ้าปั่นจักรยานจะเป็นอันตราย แต่ข้อห้ามนี้ไม่เป็นผลต่อความเป็นโอซาก้าสักเท่าไหร่ ระหว่างเดินก็จะพบจักรยานปั่นผ่านไปหลายคัน ท้องฟ้าที่ชานเมืองญี่ปุ่นเห็นดาวเป็นประกายระยิบระยับเต็มไปหมด เงียบสงบและมีลมเย็นพัดผ่าน

หลังจากที่เสร็จธุระที่ Osaka University เราเปลี่ยนเส้นทางไปทางหน้ามหาวิทยาลัย เพราะได้ยินคำร่ำลือมาว่า อุด้งอร่อย แต่…. ร้านปิดก่อนเราเดินทางมาเพียงครึ่งชั่วโมง เลยต้องหิ้วท้องกลับมาทานที่โรงแรม ขากลับเราเดินทางโดยรถไฟใต้ดินกลับถึงสถานี Shin Osaka เวลาประมาณ 23.00 น. ตัวเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือ แมคโดนัลด์

การทานอาหารอเมริกันระหว่างการท่องเที่ยวในประเทศที่มีอาหารที่อร่อยมากมายขนาดนี้ เราถือว่าเป็นความผิดหวังเล็กๆ เราสั่งเฟรนช์ฟรายส์ พายแอปเปิ้ล โค้ก ข้าวโพดหวาน แฮมเบอร์เกอร์ ราคา เจ็ดร้อยกว่าเยน พนักงานพูดภาษาอังกฤษแทบจะไม่ได้เลยล่ะ พอมาเปิดทานบนห้อง ก็เจอนักเกตแทนเฟรนช์ฟรายส์ (แง้)

การเดินทางในวันแรกจบลงหลังทานอาหารมื้อสุดท้ายของวัน และจัดตารางการเดินทางของวันรุ่งขึ้น กะเวลาการเดินทาง และเตรียมของให้พร้อมสำหรับการเดินทางวันที่ 2 ต่อไป

ราตรีสวัสดิ์

สวัสดีคันไซ (เตรียมตัวเตรียมหัวใจ)

กาลครั้งหนึ่ง เมื่อไม่ค่อยนานสักเท่าไหร่ การเดินทางของมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งเริ่มต้นขึ้น การเดินทางไกลที่มีข้อจำกัดทางด้านการเงิน ระยะเวลา และภาษา การเดินทางที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ การเดินทางที่คำว่า “สวัสดี” ในภาษาไทย ไปดังไกลถึงประเทศญี่ปุ่น

กาลครั้งเดียวกันนั้นเอง ชีวิตที่วุ่นวายถูกแต่งแต้มด้วยความตื่นเต้น ความวิตกกังวลแปลงร่างเป็นการค้นคว้าหาข้อมูล และการเตรียมตัววางแผน ในใจยังอวดตัวเองลึกๆว่า การเดินทางครั้งนี้ จะต้องหลงทางด้วยความตั้งใจ จะต้องได้ยิ้มให้สิ่งที่แปลกและแตกต่าง จะต้องได้หัดพูดภาษาที่น่ารักดั่งจังหวะดนตรี

การเดินทางครั้งนี้ถูกลงตารางเวลาไว้เป็น “สวัสดีคันไซ ด้วยคำว่า “สวัสดี”” ระหว่างวันที่ 19 – 22 ก.พ. 2558

ตั๋วเครื่องบิน

การเดินทางที่ไกลกว่าครั้งไหนๆ เริ่มต้นจากการจองตั๋วเครื่องบิน เราเลือกบิน Japan airlines (หรือที่คนทั่วไปเรียกติดปากว่า JAL) สายการบินอันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่น ราคาสูงลิบ (ราคาแพงกว่าการบินไทยในหลักพัน) แลกกับเวลาบินที่เหมาะสมกับคนที่มีเวลาการเดินทางน้อย และอบอุ่นด้วยการบริการที่ดีเยี่ยม พร้อมน้ำหนักกระเป๋าที่จุใจ

เราเดินทางออกจากสุวรรณภูมิด้วย Flight JL 728 เดินทางจากกรุงเทพฯ วันที่ 19 ก.พ. 2558 เวลา 00.40 น. และตามกำหนดการจะถึงสนามบินคันไซในวันเดียวกัน เวลา 07.50 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น (เร็วกว่าเวลาไทย 2 ชั่วโมง)

และ Flight ขากลับจากสนามบินคันไซ คือ JL 727 เดินทางจากญี่ปุ่น วันที่ 22 ก.พ. 2558 เวลา 17.20 น. และถึงกรุงเทพฯ เวลา 21.25 น. ตามเวลาประเทศไทย

สายการบิน JAL อนุญาตให้โหลดกระเป๋าลงใต้เครื่องได้ 2 ใบ ใบละ 23 กิโลกรัม (รวม 46 กิโลกรัม) และมีกระเป๋า carry-on ได้ 2 ใบ น้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับสายการบินอื่นๆแล้ว JAL เป็นสายการบินที่เอื้อน้ำหนักกระเป๋าให้ซื้อของฝากและฝากซื้อเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

การเลือกที่นั่ง เป็นไปอย่างง่ายดายสำหรับคนที่ชื่นชอบการมองท้องฟ้า ดวงดาวและแสงจันทร์ ที่นั่งริมหน้าต่าง ที่นั่งฝั่งที่มองเห็นยอดภูเขาฟูจิยามเช้า ที่นั่งที่คุยกับคุณดวงดาวได้ใกล้ขึ้นกว่าเดิม 47A

สายการบิน JAL เปิดให้ web check-in ได้ 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง เมื่อ check-in เรียบร้อยแล้วจะพิมพ์ boarding pass เพื่อมายื่นที่เคาน์เตอร์ในวันเดินทางได้เลย

เสื้อผ้าหน้าผม

ผู้หญิงที่รูปร่างค่อนไปทางบาง ตัวสั่นบ่อยบ่อยเวลาเจออากาศหนาว มีความกังวลกับการเดินทางไปเมืองหนาวช่วงปลายฤดูหนาว

เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับอุณหภูมิที่แกว่งระหว่าง 2 – 11 องศาเซลเซียส เป็นเรื่องยากสำหรับคนกระเป๋าแฟบ เราซื้อเสื้อใหม่สองสามตัว ซื้อถุงเท้าใหม่สองสามคู่ ซื้อถุงมือใหม่อีกคู่ และขอยืมกระเป๋าเดินทางจากพี่สาวแสนใจดี จากนั้น จัดแจงเตรียมเครื่องบำรุงผิว ไม่ว่าจะเป็นครีมทาหน้า ครีมทาตัว ครีมกันแดด ให้พร้อมสำหรับการเดินทาง

เอกสาร

สิ่งที่กลัวที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ อาจจะไม่ใช่ความหนาวเหน็บ แต่กลับเป็นความแตกต่างทางวัฒนธรรม เพราะถึงเราจะมีความคุ้นเคยกับอาหารญี่ปุ่น และได้ศึกษาข้อมูลความเป็นญี่ปุ่นมาในระดับหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ จะเป็นสิ่งไร้ค่าทันทีเมื่อเราไม่สามารถสื่อสารให้เข้าใจกันได้ “ภาษาญี่ปุ่น” และด้วยความกลัวทั้งหมดทั้งมวลที่มี เราเตรียมเอกสารค่อนข้างเยอะ ตัวอย่างเช่น

– itinerary receipt ของสายการบิน เป็นการแจ้งเจ้าหน้าที่ตม. ว่าเราเตรียมกลับวันที่นี้นะ

– ใบจองที่พัก (อันนี้เพื่อนจองให้)

– โปรแกรมการท่องเที่ยว เราใช้เวลาเลือกสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ค่อนข้างนาน (เมื่อเปรียบเทียบกับการท่องเที่ยวอื่นๆ) และการเดินทางท่องเที่ยว 3 เมือง ในเวลา 4 วันเป็นเรื่องที่เหนื่อยแต่คุ้มค่า โปรแกรมไม่ควรจะอึดอัดเกินไป แต่ก็ไม่ควรจะหลวมจนเกินไป

และเตรียมคู่มือการท่องเที่ยวคันไซที่ได้มาจากงานท่องเที่ยวญี่ปุ่นเมื่อสิ้นปีที่แล้ว

วันที่ 18 ก.พ. 2558

1 วันก่อนเดินทาง กระเป๋าทั้ง 4 ใบถูกบรรจุเตรียมความพร้อม กระเป๋าเดินทาง 2 ใบ กระเป๋าเป้ 1 ใบ และกระเป๋ากล้องตัวน้อย 1 ใบ ส่วนหัวใจถูกเติมเต็มด้วยความตื่นเต้น ความสุขและการรอคอย

เราเดินทางด้วยพี่แท็กซี่ใจดี (ไม่บวก 50 บาทแม้ว่าจะมาส่งถึงสนามบินสุวรรณภูมิ) ตั้งแต่ยังไม่สามทุ่ม สายการบิน JAL อยู่ตรงกับประตู 8 จากนั้นเข็นกระเป๋าไป check-in ที่เคาน์เตอร์ ตามเวลาหน้าตั๋ว แจ้งเวลา boarding time คือ 00.30 น. ที่ gate G2 เจ้าหน้าที่ให้ใบขาออกมาเพื่อกรอกเตรียมไว้ก่อนผ่านตม.

ระหว่างรอเวลาเดินทาง เราเริ่มบันทึกความทรงจำในสมุดเล่มน้อย และหวังว่าจะเป็นสมุดเล่านิทานที่น่ารักเล่มแรกของปี

23.30 น. ลองเดินไป gate ก่อนเวลา ระหว่างทางก็ยิ้มให้ผู้คนที่กำลังจะเดินทางไปต่างจุดหมายปลายทาง บางคนกำลังจะเดินทางกลับบ้านไปพบครอบครัวในวันตรุษจีน บางคนกำลังจะเดินทางไปทำงานแม้เป็นคืนวันพุธ หลายๆคนกำลังจะเริ่มต้นนิทานของตนเองในต่างแดน ส่วนเรา กาลครั้งหนึ่ง ได้ผ่านไปหลายนาทีแล้ว

ระหว่างตม. กับ gate G2 อยู่ไกลกันพอสมควร ตม. จัดการตรวจสอบสิ่งของในกระเป๋าผ่านเครื่องสแกน(ที่ไม่ใจว่ามีคนมองเครื่องหรือเปล่า) เจ้าหน้าที่แจ้งให้แยกกล้องและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ออกจากสิ่งของอย่างอื่น และผ่านตม. มีการสแกนพาสปอร์ต เก็บใบขาออก ถ่ายภาพและสแกนนิ้วชี้ขวาก่อนเข้าเขต duty free และแบ่งทางเดินไปตาม gate

เมื่อเดินทางมาถึงจุดปลายทาง(ของสนามบิน) กลับพบความแปลกใจแรกของการเดินทางครั้งนี้

“คนไทย” เดินทางด้วย JAL เยอะกว่าที่คิด คนญี่ปุ่นที่นั่งอยู่กับจำนวนคนไทยที่กำลังถ่ายภาพเซลฟี่ก่อนเดินทางมีจำนวนเกือบจะแบ่งเป็น 50/50 ได้ด้วยสายตา คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นั่งอ่านหนังสือ หรือบางคนนั่งคุยเรื่องราวอะไรบางอย่างเป็นภาษาน่ารัก ส่วนเรายืนเกาะหน้าต่างสนามบิน ยืนยิ้มให้เจ้านกเหล็กสีขาว ที่หางมีสัญลักษณ์ของบริษัทสัญชาติแดนอาทิตย์อุทัยที่กำลังทดสอบการทำงานครั้งท้ายท้ายก่อนจะออกเดินทาง

JAL เปิดให้ผู้โดยสารชั้นธุรกิจ และกลุ่ม priority (สมาชิก) รวมถึงผู้โดยสารพิการและผู้โดยสารที่เดินทางพร้อมเด็กเล็กขึ้นเครื่องบินก่อน ตามด้วยผู้โดยสารชั้นประหยัดที่เหลือ เที่ยวบินที่เดินทางมีผู้โดยสารเต็มลำ (อันนี้ก็ผิดคาด เพื่อนที่เคยนั่งสายการบินนี้บอกว่าปกติ JAL ไม่เคยเต็ม) เราได้นั่งข้างคนญี่ปุ่นที่นอนหลับตลอดทาง ที่นั่งแบ่งเป็น 2-4-2 ทุกที่นั่งมีจอสำหรับดูภาพยนตร์เป็นของตัวเอง บนเครื่องบินมีประกาศภาษาญี่ปุ่น สลับภาษาอังกฤษเป็นระยะ

เราเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ ตื่นขึ้นมาอีกทีตอนที่เริ่มแจกอาหาร ตอนนั้นมีความคิดหนึ่งว่า ดีแล้วล่ะที่เราเผลอหลับตอนที่เครื่องบินขึ้น ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะว่าเรากลัวเครื่องบิน ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้น – – เรารักเครื่องบิน แต่ก็กลัวเครื่องบินมากๆ ทำไมสิ่งที่ชอบที่รักมากที่สุดมาอยู่รวมกับสิ่งที่กลัวที่กังวลมากที่สุดได้นะ

เวลาตี 2 บนเครื่องแจกน้ำขวดสิงห์ และผ้าขาวอุณหภูมิอุ่นกำลังน่ารักสำหรับเช็ดมือ ระหว่างรออาหารมีเวลานั่งคิดๆเขียนๆ พลางนึกถึงเวลาที่เปลี่ยนไป ก็เริ่มไม่แน่ใจว่าเวลาของคุณและเราต่างกันกี่นาที หรือว่าจริงๆแล้วแค่หัวใจเราใกล้กัน เวลาที่ต่างกันก็ตรงกันแล้ว คิดไปก็เขินกับความคิดตัวเองไป ก่อนถูกรบกวนด้วยกลิ่นอาหาร

เวลา 03.30 น. แสงไฟและวีดีโอบนเครื่องสร้างบรรยากาศการออกกำลังกายขยับแข้งขยับขาบนเครื่องบิน ชาวญี่ปุ่นหลายคนตื่นมาขยับแขนขาตามวีดิโอที่ฉายอยู่ เป็นบรรยากาศที่น่ารักดี คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับสิ่งเล็กๆจนรู้สึกว่าทุกสิ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ไปเลยล่ะ

เวลา 04.00 น. อาหารเช้า อาหารง่ายๆดูสะอาดตา มี omelette ไส้กรอก มะเขือและมะเขือเทศนึ่ง มีสลัดผัก ซุป และผลไม้แบ่งใส่เป็นกระปุกเล็กๆ และมีขนมปัง เนย และชีส ส่วนเครื่องดื่มสั่งเป็นน้ำส้ม

เมื่อนานมาแล้วเคยอ่านเกี่ยวกับอาหารบนเครื่องบิน เขาบอกไว้ว่า อาหารบนเครื่องบินเป็นอาหารรสชาติเบาเบา เป็นรสชาติกลางกลางที่คนทุกชาติทานได้ และอาหารเช้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นเซท omelette

เวลา 04.40 น. คุณพระอาทิตย์ขึ้นทางขวาของเครื่องบิน ส่วนเราที่นั่งด้านซ้ายของเครื่องมองเห็นแสงสีส้มส้มกระทบกับเมฆและปีกเครื่องบิน อาจจะเห็นไม่ชัด แต่รอยยิ้มเปื้อนหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า

เวลา 07.25 น. เครื่องลดระดับ ล้อเครื่องบินแตะพื้นสนามบิน การเดินทางวันนี้ไม่มี delay  ประกาศเสียงตามสายแจ้งว่าเวลาที่โอซาก้าเร็วกว่ากรุงเทพฯ 2 ชั่วโมงและอุณหภูมิ 5 องศาซี

เราเอื้อมมือหยิบกระเป๋า ยิ้มให้คนข้างๆ เสียดายที่ตลอดการเดินทางเราไม่ได้คุยกันเลยสักคำเดียว T^T)

เมื่อลงจากเครื่องเดินตามทางไป transfer จาก terminal 3 เป็น terminal 1 ประมาณ 110 วินาที (ตามประกาศป้ายบนรถไฟ) อากาศเช้าวันนี้มีแดดจ้า อุณหภูมิบนรถไฟถูกปรับแต่งทำให้อบอุ่นกำลังพอดี

จากนั้นก็เดินทางผ่าน ตม. ด้านหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำการเดินทางเข้าประเทศ (เป็นภาษาญี่ปุ่น) เจ้าหน้าที่ตม. ถามเกี่ยวกับการเดินทาง โรงแรม และบุคคลที่รู้จักที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น และเขาแก้ชื่อโรงแรมของเราให้ถูกต้องตามใบจองห้องพัก ในใจกังวลไม่น้อยเลยล่ะ เราพอจะมีข้อมูลการส่งคนไทยกลับประเทศอยู่มากพอสมควร ครั้งนี้เดินทางคนเดียว พกเงินมาจำนวนหนึ่งพอที่จะอยู่กินในญี่ปุ่นได้ราวๆ 1 สัปดาห์ พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้สักคำ แต่เราตั้งใจเตรียมเอกสารทุกอย่างและตั้งใจว่าถ้านิทานเรื่องนี้จะจบส่งเพียงแค่หน้าประตูตม. เราก็คงจะโทรหาเพื่อนที่ญี่ปุ่นและขอให้เขาช่วย ถึงแม้ไม่รู้ว่าจะทำได้มากน้อยเพียงใด

หลังเจ้าหน้าที่มองแสตมป์สิงคโปร์อยู่สักพัก ถามเกี่ยวกับสิงคโปร์อยู่นาน เราก็ได้รับอนุญาตให้ถ่ายภาพและสแกนนิ้ว ก่อนได้เห็นภาษาไทยบนหน้าจอกล่าว “ยินดีต้อนรับ”

จุดต่อมา ศุลกากร

อยู่ห่างออกมาประมาณ 500 เมตร เจ้าหน้าที่แจ้งให้เขียนเอกสารว่าเราไม่ได้นำสิ่งของผิดกฎหมายเข้าประเทศ และโดนรีรีนด้วยคำถามเดียวกับที่ตอบไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ขอรื้อกระเป๋า ขอเรียกว่า “รื้อ” เพราะเอาทุกอย่างในกระเป๋าออกมา แล้วตรวจสอบริมกระเป๋า ก่อนค่อยๆบรรจงจัดเสื้อผ้ากลับเข้าที่ เราเขินเจ้าหน้าที่ที่แอบรื้อชุดและเสื้อผ้าที่เป็นของส่วนตัว พลางช่วยเจ้าหน้าที่เก็บเสื้อผ้าแล้วพอว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องเก็บเรียบร้อยก็ได้เดี๋ยวก็ใช้แล้ว ><

เดินทางพ้นศุลกากรออกมา คือบริเวณชั้น 1 ของสนามบิน เพื่อนที่มารับยืนคุยกับไกด์ชาวไทยอยู่ไกลๆ อากาศในสนามบินอยู่ในอุณหภูมิกำลังสบาย เครื่องดื่มแรกของประเทศญี่ปุ่น เป็นโกโก้ร้อนง่ายๆ พอให้ร่างกายอบอุ่น

 

วันที่เดินทางนั้น อาจจะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่แน่ใจ ที่การเดินทางของสายการบินไทยและ JAL มีผู้โดยสารล้นเครื่องทั้ง 2 สายการบิน ทำให้เกิดการเกลี่ยผู้โดยสารกันไปมา และ… คนไทยเลยมาล้นที่สายการบิน JAL ของเรา

หลังจากนั้นติดต่อเคาท์เตอร์เพื่อซื้อ Kansai Thru Pass 3 days (5,200 เยน) ตรงนี้ ถ้าพูดญี่ปุ่นไม่ได้ให้ชี้รูปที่อยู่บนเคาท์เตอร์เลย เพราะคนขายตั๋วไม่พูดภาษาอังกฤษ บัตรจะมาพร้อมกับbooklet เล่มเล็กและแผนที่รถไฟ

ประเทศญี่ปุ่นมีรถไฟหลายบริษัท แต่ละบริษัทจะข้อจำกัดของบัตรเป็นของตัวเอง ก่อนซื้อต้องเลือกว่าแบบไหนเหมาะกันการท่องเที่ยวของเรา ถ้าเป็น JR จะเน้นเดินทางตามหัวเมืองหลัก และสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ส่วน Kansai Thru Pass จะเป็นการเดินทางตามพื้นที่ที่ไกลออกไปอีกหน่อย

ก่อนไปศึกษาเกี่ยวกับเส้นทางและการจัดเส้นทางเดินทางนิดหน่อยน่าจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้พอสมควร

บัตรมีสัญลักษณ์และวิธีการใช้และใส่เครื่องและมุมล่างขวาจะเป็นจุดที่บอกว่าใช้งานมากี่วันแล้ว แต่เครื่องรับบัตรของรถไฟญี่ปุ่นมีความฉลาดเฉพาะตัวกว่านั้น คือ ถ้าเราใส่บัตรผิดข้าง เครื่องจะพลิกบัตรให้เอง และเจ้าเครื่องตรวจตั๋วสามารถแยกตั๋วได้ว่า เป็นตั๋วของรถไฟสายไหนบ้าง

แล้วเราก็พร้อมจะออกเดินทางแล้วล่ะ…

ทาเคะกับกุญแจ

เมื่ออาทิตย์ก่อน เจ้าของทาเคะปั่นเจ้าตัวเล็กไปซ่อมเบรกที่เสียมาหลายสัปดาห์ และพามาจอด ณ จุดจอดเดิมกลางเมืองหลวง
เราบังเอิญผ่านไปทำธุระไม่ไกลจากที่ทาเคะจอดอยู่ เลยถือโอกาสแวะไปเยี่ยมเจ้าตัวเล็ก…
ทาเคะสบายดีแล้ว เบรกใช้งานได้ดี แถมยังมีไฟท้ายอันเล็กๆขันแนบเปรี๊ยะเพิ่มมา ทาเคะยังต้องเปลี่ยนยางแฮนด์ที่ฉีกขาดไป เรากระซิบคุยกับทาเคะอยู่ไม่นาน ก็บอกลาก่อนไปทำงาน

ก่อนหน้านั้นประมาณหนึ่งสัปดาห์ เจ้าของทาเคะได้เอากุญแจทาเคะคืนไป เพราะจำเป็นจะต้องใช้จักรยานคันน้อย เราเศร้านิดหน่อย จริงๆแล้วก็เป็นสิทธิ์ของเขาน่ะ จักรยานของเขา แต่ความจริงอีกอย่าง คือ ความเศร้าก็ไม่เข้าใครออกใคร ความรักก็เช่นกัน ห้ามกัน บังคับกันไม่ได้หรอก

ความเหงาเดินเข้ามาเงียบๆ เราส่งกุญแจคืน บอกตัวเองให้เข้มแข็ง ยิ้มให้ทาเคะ ทาเคะยิ้มตอบ :)

ความเหงาไม่น่ากลัวเท่าความคิดถึง ความคิดถึงไม่น่ากลัวเท่าความโหยหา…

เราเริ่มหาจักรยานถูกๆสักคัน แต่จักรยานที่ตรงใจมักจะไม่ได้เดินเข้ามาอย่างง่ายๆ ความรักก็ยากประมาณนั้น

อะไรที่ง่ายมักมีคุณค่าน้อยกว่าสิ่งที่ยาก หรือ ในความเป็นจริงแล้ว คุณค่าถูกตัดสินด้วยความยาก ความง่าย หรือ คุณค่าอาจไร้ค่าถ้าหากมันง่ายจนเกินไป

วันนี้ กุญแจทาเคะกลับมาเจอเพื่อนๆในพวงกุญแจพวงน้อยของเรา “เราอยากพาทาเคะไปเที่ยว ” อาจจะเป็นข้ออ้างที่ตรงกับความรู้สึกที่สุด อาจจะผิดไปนิดหน่อยตรงที่ จริงๆแล้ว ทาเคะต่างหากที่พาเราไปเที่ยว

ปกติ เราเป็นคนพกพวงกุญแจพวงนี้ติดตัวตลอด เรายิ้มให้กุญแจทาเคะเป็นประจำ เหมือนมีทาเคะติดตัวไปด้วย
หรือเราเสพติดสิ่งที่เป็น”สัญลักษณ์”
สัญลักษณ์ของทาเคะ คือ กุญแจ
สัญลักษณ์ของกล้อง คือ พวงกุญแจ
สัญลักษณ์ของความรัก คือ ความทรงจำ
สัญลักษณ์ของคนบางคน คือ แหวน

เราพกสิ่งเหล่านี้ เราพกตัวแทนของความรู้สึก

ยิ้มยิ้มเนอะ

ว่าแต่ ทาเคะ เราไปเที่ยวไหนกันดี …

[Kuk’s Diary][01-03.01.15] ทริปฉุกเฉินรับปีใหม่ รถไฟฟรีเที่ยวเชียงใหม่ (ตอนจบ)

การเดินทางของเราเริ่มต้นจากการไม่ได้วางแผนที่ดี เราตัดสินใจกลับกรุงเทพฯ ในเช้าวันที่ 3 ด้วยรถไฟฟรี ขบวนที่ 102 ออกจากสถานีเชียงใหม่ เวลา 05.45 น.

เราตื่นจากความฝันตอนตี 3 ของวันที่ 3 ค่อยๆ แอบแง้มประตูไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมตัวออกไปรับตั๋วรถไฟ เรา check – out แบบง่วงๆ ตอนตี 3. 30 น. พี่ที่ฟร้อนยังทักเลยว่าทำไมวันนี้ไม่สดใสเหมือนเมื่อวาน

ถ้าพี่เป็นหนูพี่จะเข้าใจ….

เราเป็นคนที่ชอบจังหวัดเชียงใหม่มาเกือบตลอดช่วงชีวิต แม้ว่าจะเติบโตมาด้วยริมชายหาดที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของจังหวัดตรัง แต่ความฝันของเราก็ยังคือ จังหวัดเชียงใหม่ การเดินทางระยะสั้น (มากๆ) ครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย เรามีพลังที่จะลุยทุกม่อนทุกดอยของเชียงใหม่ เราแค่เสียดายที่ต้องเลื่อนเวลากลับให้เร็วขึ้นอีก 1 วัน

เราเหมารถกลับมาที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ในราคา 40 บาท แพงกว่าขามา 10 บาท ถือว่าสมเหตุสมผลในช่วงเช้าที่ความต้องการซื้อมากกว่าความต้องการขาย เรามาถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ตอน 03.40 น.

สถานีเชียงใหม่ตอนตีสามกว่าไม่ได้เงียบเหงาเท่าที่เราคิดในตอนแรก มีคนจำนวนมากนอนรอรถไฟอยู่ตามเก้าอี้และชานชาลา เราเดินไปต่อแถวรับตั๋วรถไฟฟรี มีคนมาก่อนหน้าเราเยอะเหมือนกันนะ แต่ก็มั่นใจว่าจะได้ตั๋วนั่ง (:

รถไฟเชียงใหม่ – กรุงเทพฯ เป็นขบวนที่ 102 ออกเดินทางจากสถานีรถไฟเชียงใหม่เวลา 05.45 น. และจะถึงสถานีกรุงเทพฯ ตอน 21.10 น. ขบวนนี้จะมีรถไฟฟรีทั้งหมด 4 คัน (คันที่ 4,5,7,8) และคันที่ 9 เป็นคันที่เสริมนครลำปางเหมือนเดิม โดยที่แต่ละคันนั้นมีทั้งหมด 75 ที่นั่ง รวมๆแล้ว เที่ยวหนึ่งจะมีที่นั่งสำหรับรถไฟฟรี 300 ที่นั่ง

และสถานการณ์ก็เป็นอย่างที่เราคิดไว้แต่แรก คือวันที่ 3 จะมีคนมาต่อแถวรอตั๋วฟรีจำนวนมาก

ตอนตี 5 มีคนมาต่อแถวรอรถไฟฟรีจำนวนมากจนทำให้ปลายแถวเลยออกมาบริเวณที่จอดรถ อากาศที่ค่อนข้างเย็น (16 องศา) ทำให้หลายๆคนต้องเอาผ้าห่มหรือถุงนอนมาห่มระหว่างรอตีตั๋ว

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถไฟฟรีนิดนึง

รถไฟฟรี คือคนขึ้นรถไฟฟรี และหากมีสัมภาระชิ้นใหญ่ เช่น จักรยาน จักรยานยนต์  หรือสัตว์เลี้ยง ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมตามประกาศของการรถไฟแห่งประเทศไทยนะ

รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานีเชียงใหม่ตรงเวลาดีจัง อากาศที่กำลังเย็นสบาย ท้องฟ้าฝั่งตะวันออกเริ่มมีแสงสว่าง ทำให้หัวใจเราเริ่มปลิวอีกครั้ง คนที่นั่งตรงข้ามกันเป็นครอบครัวใหญ่เพิ่งลงมาจากดอยอินทนนท์ เขาเหมารถไปกันสองวัน 4000 บาท และจะลงที่สถานีบางเขน

หกโมงสี่สิบสองนาที พระอาทิตย์ขึ้น

เราเพลิดเพลินกับแสงแรกของวันที่ 3 มกราคม เราประทับใจแสงเล็กๆนี้ ที่กำลังจะกลายเป็นแสงใหญ่ๆในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า เราชอบสีส้มของแสงยามเช้า เราชอบขอบสีฟ้าที่ปลายของแสงสีส้ม ทำไมสองสีนี้ถึงอยู่ด้วยกันได้นะ หรือความรักจะทำให้สองสีนี้อยู่ด้วยกันได้ โดยที่ไม่กลืนกันจนกลายเป็นสีดำ

ความรู้สึกปลิวไปพร้อมเวลา ความรู้สึกที่ดี เร่งให้วันเวลาหมุนเร็วขึ้นกว่าปกติ ใจอยากจะหยุดเวลาสักเท่าไหร่ ยิ่งเป็นตัวเร่งให้เวลาดีดตัวไปเร็วขึ้นเท่านั้น

07.10 น. ขบวนรถไฟเทียบสถานีขุนตาน (บางป้ายเขียนว่า ขุนตาล) ที่สถานีขุนตานนี้เป็นอุทยานแห่งชาติขุนตานด้วยล่ะ พอเลยจากสถานีขุนตาน เราจะพบกับอุโมงค์ขุนตาน ยาว 1352.10 เมตร ทั้งตื่นเต้นทั้งน่ากลัว ระหว่างทางมีคุณลุงขายข้าวผู้เต็มไปด้วยมุกตลกๆมาตลอด เรานั่งยิ้มตามความตลกของคุณลุง หลายๆครั้งก็เห็นลูกค้าเย้าคุณลุงกลับด้วยเรื่องรสชาติอาหาร หลายครั้งลุงก็แซวผู้โดยสารกลับ

หลังจากออกเดินทางมาหลายสถานี ผู้โดยสารทยอยเพิ่มเติมขึ้นมาบนรถไฟเรื่อยๆ จนทำให้รถไฟของเรากลายเป็นรถไฟปลากระป๋อง

หลายๆ คนเดินทางไกลไปลงถึงสถานีดอนเมือง หรือหัวลำโพง การยืนบนรถไฟกว่า 10 ขั่วโมงไม่ใช่เรื่องตลกสำหรับพวกเขา แต่การเดินทางครั้งนี้ ความอดทนเท่านั้นที่จะทำให้เราไปถึงจุดหมายปลายทางได้

บรรยากาศระหว่างทาง

การเดินทางด้วยรถไฟตอนกลางวันสนุกและมีความสุขกว่าเดินทางช่วงกลางคืน ระหว่างทางมีอะไรให้มอง มีอะไรให้เก็บเกี่ยว มีอาหารให้ทาน มีพระอาทิตย์ขึ้นและตกให้คอยมองหา ส่วนมีคนให้คิดถึงนั้น จะเป็นช่วงกลางวันหรือกลางคืน เราก็ยังคิดถึงเขาอยู่จับหัวใจ

พระอาทิตย์ตกดินที่บ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี

การเดินทางไกลครั้งนี้

เป็นทริปร่างกายปลิวตามหัวใจ หัวใจต้องการอะไรร่างกายก็ขยับไปตามอย่างนั้น ความรู้สึกที่มีต่อรถไฟ เพื่อนร่วมทาง พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาวและจักรยานเปลี่ยนไป ถ้าสิ่งต่างๆรอบตัวมีชีีวิตและตอบคำถามต่างๆของใจเราได้ โลกนี้อาจจะยังต้องตอบอะไรอีกมากมายที่ไม่ค่อยมีเหตุผล หรือจริงๆแล้ว โลกนี้ก็ควรจะละเว้นเหตุผลในการกระทำบางอย่าง เรายิ้มเพราะเราอยากยิ้ม ถามว่าเรามีความสุขมากพอให้ยิ้มหรือเปล่า บางครั้งก็ใช่ แต่บางครั้งก็ไม่ใช่ ความรู้สึกกับการแสดงออกบางครั้งก็ต่างกัน

หัวใจเราเติบโตขึ้นเพราะเราได้ออกไปค้นหาคำตอบของคำถามที่ค้างคาในหัวใจ คำถามบางอย่างเกิดเพราะความเงียบ บางอย่างเกิดขึ้นเพราะความวุ่นวาย การเดินทางอาจจะไม่ใช่หรือใช่การหนีปัญหา แต่การเดินทางเป็นการเปิดโลกใหม่ อย่างน้อยๆ ก็เปิดให้ความรู้สึกเล็กๆ ดวงใจน้อยๆ ได้สัมผัสสิ่งที่ยิ่งใหญ่

และเราเชื่อเสมอว่า ยิ่งไปได้ไกล ยิ่งรู้จักสิ่งต่างๆ และยิ่งจะทำให้เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เราชอบหรือไม่ชอบ บางครั้ง การค้นหาตัวเองก็ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเสมอไป และหลายๆครั้ง ความสนุกก็เกิดจากประโยคที่ว่า “พรุ่งนี้ เราออกเดินทางกันเถอะ”

 

 

เพิ่มเกร็ดความรู้เรื่องรถไฟอีกนิดนึง ไว้เป็นข้อสังเกต

รถไฟขาขึ้น เลขขบวนจะเป็นเลขคี่ เช่น รถไฟกรุงเทพฯ – เชียงใหม่ ขบวนที่ 109

รถไฟขาล่อง เลขขบวนจะเป็นเลขคู้ เช่น รถไฟเชียงใหม่ – กรุงเทพฯ ขบวนที่ 102

สรุปค่าใช้จ่ายทริปเชียงใหม่ 3 วัน 2 คืน

ค่าที่พัก 263 บาท

ค่าอาหาร 345 บาท

ค่ารถ 120 บาท (ค่ารถไฟฟรี)

รวม 728 บาท

[Kuk’s Diary][01-03.01.15] ทริปฉุกเฉินรับปีใหม่ รถไฟฟรีเที่ยวเชียงใหม่ (ตอนที่สอง)

สวัสดีเชียงใหม่

เราขึ้นรถสามล้อ ออกจากสถานีรถไฟเชียงใหม่ มาลงตลาดวโรรส ต่อราคาจนได้ราคา 30 บาท อยู่ในอัตราที่น่าพอใจ ลมที่แรง อากาศที่เย็น ทำเอาตัวสั่น เสื้อแขนยาวตัวเดียวที่เอาไป เหมือนจะสั่นตามร่างกาย อากาศเช้านี้ ไม่ถึงกับหนาวมาก แต่เพราะเจ้าลมที่พัดแรงตลอดเวลา ทำให้เราเริ่มหวั่นใจ เมื่อถึงตลาดวโรรส เราก็แวะถามไถ่เส้นทางไปที่พัก

ที่พักตั้งอยู่ตรงข้ามวัดลอยเคราะห์ เราสอบถามข้อมูลเรื่องเวลา check – in และการเช่าจักรยาน

เราจะมา check- in ได้ประมาณ บ่ายสองโมง มีค่ามัดจำ keycard เพิ่มอีก 200 บาท และถ้าจะเช่าจักรยาน สามารถติดต่อได้หลัง 8 โมง ค่าเช่าวันละ 50 บาท โดยเก็บมัดจำไว้เพิ่มอีก 500 บาท

(โรงแรมไว้รีวิวทีหลังเนอะ)

เราเดินเรียบถนนลอยเคราะห์มาจนถึงวันทรายมูล (พม่า) ซุ้มประตูมีบอกพ.ศ. 2536 และเมื่อเข้าไปด้านใน เราอ่านอะไรไม่ออกเลย เพราะทุกอย่างเป็นภาษาพม่า เราหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป นั่งพัก เฝ้าดูกรุ๊ปทัวร์ชาวพม่าที่มาสักการะบูชาพระพุทธรูปด้านใน เราแอบสงสัยว่าเวลาที่คนต่างชาติไปเที่ยววัดพระแก้วแล้วอ่านอะไรไม่ออกเลยแบบเรา เขาจะสงสัยแบบที่เราสงสัยบ้างหรือเปล่า

จากนั้น ก็เดินกลับเข้าถนนราชดำเนินผ่านไปวัดพันอ้นที่เคยมากับน้าเมื่อหลายปีก่อน วัดพันอ้นสร้างเมื่อปี 2044 สมัยพระเมืองแก้วแห่งราชวงศ์มังรายเป็นเจ้าผู้ครองเมือง

พระเจดีย์สารีริกธาตุสิริรักษ์ ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2550

ช่วง 8 โมงเช้าเราไปหม่ำข้าวเช้าที่ร้านมังสวิรัติใกล้ๆวัดพระสิงห์ เพราะร้านอาหารส่วนใหญ่ยังไม่เปิดกัน บ้านเมืองเชียงใหม่ช่วงเช้าช่างเงียบสงบน่าหลงใหลเสียจริงๆ

เส้นเล็กน้ำข้น รสชาติดี :)

หลังจากท้องอิ่ม การเดินทางก็เป็นไปอย่างหนักหน่วง เริ่มจากไหว้พระที่วัดพระสิงห์ เราเพิ่งรู้ว่าวัดพระสิงห์เป็นวัดประจำปีมะโรง และช่วงปีใหม่แบบนี้ คนมาสักการะ สะเดาะเคราะห์กันเยอะแยะเลย

หลังจากนั้นไปต่อกันที่วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

หลังจากผ่านไปแค่ 2 วัด เราเริ่มรู้สึกถึงความเป็นพุทธพาณิชย์ของวัดในเชียงใหม่ เราเริ่มรู้สึกว่าวัดที่นี่ไม่ใช่วัด แต่เป็นสถานที่แลกความเชื่อด้วยตัวเงิน ทำไมการเดินเข้าวัดถึงเป็นการปลดเงินออกจากกระเป๋าได้ง่ายดายเพียงนี้ หลายคน ทำไปเพียงเพราะต้องการให้ชีวิตมีแต่สิ่งดีๆ เราไม่อาจปฏิเสธได้หรอกว่าการเข้าวัดเข้าวาเป็นเรื่องที่ดี แต่การเข้ามาด้วยกรอบความเชื่อว่า เข้าวัดแล้วจะเป็นคนดีนั้น ไม่น่าจะสร้างความดีอะไรได้ นอกจากชุดความเชื่อที่ว่า “ฉันดี” เราเดินออกมาจากวัด และหวังว่าทริปนี้คงจะไม่ต้องต่อสู้กับความรู้สึกแบบนี้อีก เราแค่หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น

เรากลับมาถึงที่พักราวๆ 9 โมง ทำเรื่องเช่าจักรยาน จักรยานที่ได้มาเป็นจักรยานแม่บ้าน น่าจะหนักกว่าทาเคะหลายกิโลกรัม โซ่เจ้านี่ไม่มีน้ำมันเลยแม้แต่น้อย ปรับที่นั่งจนสุดแล้วก็ยังไม่พอดีกับช่วงขาของเรา ถึงจะไม่มีส่วนไหนพร้อมเลยแต่จักรยานก็ทำให้เราเพลิดเพลินได้พอสมควร

ช่วงเช้าเราตั้งใจปั่นไปนั่งตากอากาศที่ริมแม่น้ำปิง โดยมีจุดมุ่งหมายที่สะพานนวรัฐ แต่เพราะยังไม่ค่อยชำนาญทาง และถนนเชียงใหม่เต็มไปด้วยการเดินรถทางเดียว เราหลงทาง ปั่นวนไปวนมา สุดท้ายเราเลยแวะตลาดประตูเชียงใหม่ ซื้อน้ำและข้าวเหนียว ก่อนจะปั่นไปนั่งหม่ำมื้อสายที่สะพานนวรัฐ ที่ริมแม่ปิง มีชาวบ้านมาเหวี่ยงแหตกปลา มีฝรั่งมานั่งทอดสายตาให้แม่น้ำ ส่วนเรานอนมองท้องฟ้า หม่ำขนม และถ่ายรูป

ลมที่พัดผ่านเราไป เหมือนจะกระซิบบอกว่า เชียงใหม่ก็มีมุมสงบ สบาย และน่าสัมผัส เราชอบการนอนลงบนพื้นหญ้า เราใช้เวลาคุยกับสายลมและท้องฟ้าอยู่สักพัก ก็เดินไปหากล้องถ่ายรูปฟิล์มแบบใช้แล้วทิ้ง แต่ก็ไม่มีขาย พี่ที่ร้ายถ่ายรูปแนะนำให้ไปร้าน photo bug ตรงตลาดสมเพชร เราจดชื่อร้านใส่ไว้ในสมุดก่อนกล่าวลาร้านถ่ายรูป และออกมานอนดูแผนที่ เตรียมแผนช่วงบ่าย

การปั่นจักรยานหลงทางในช่วงเช้า ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะเราได้ไปเกือบทุกถนนเขตเมือง นั่นทำให้เรารู้ว่าทางไหนเป็น one-way และทางไหนวิ่งไม่ได้ การเดินทางช่วงบ่ายจึงค่อนข้างราบรื่น  และที่สนุกกว่านั้น คือ เราได้เจอร้านรวงแปลกๆ มากมาย ร้านอาหารที่น่าแวะ และ ได้คุยกับชาวบ้านระหว่างทางอีกด้วย มีป้าหลายๆคนพูดคุยด้วยความเป็นห่วงต่างๆนานา เช่น มาจากไหน ทำไมไม่ไปเที่ยวที่นู่นที่นี่ด้วยล่ะ อากาศวันนี้ร้อนหรือเปล่า พักทานน้ำก่อนได้นะ

เมืองเชียงใหม่น่ารักขึ้นทุกครั้งที่เราได้มาสัมผัส

ช่วงเที่ยง เราแวะทานราดหน้าที่ถนนท่าแพ  (ราคา 40 บาท)

เราสั่งราดหน้าไข่ ไม่ใช่เนื้อหมู เลยได้ราดหน้าโปะไข่เจียว พอโรยน้ำตาลแล้วเจ้าอาหารจานน้อยก็อร่อยกำลังพอดี

เวลาประมาณ บ่าย 2 เราก็ปั่นจักรยานกลับมาที่พัก เตรียม check – in และเอาของเข้าห้องพัก

ที่พักค่อนข้างโอเคสำหรับเรา บรรยากาศและเครื่องอำนวยความสะดวกค่อนข้างประทับใจ :)

เรานอนพักห้อง 6 คน พอเข้าพักกันครบ ก็ยังมีเตียงว่างอีก 2 เตียง

ที่ SOHO เรารู้สึกว่ามีการบริการที่ดี และเพื่อนร่วมห้องก็ดี การเดินทางครั้งนี้แทบจะสมบูรณ์แบบเลยล่ะ :)

คะแนนบวกให้ SOHO

1. มี wifi มีค่อนข้างแรง (เราใช้ video call คุยกับนัทได้เกือบตลอด) ซึ่งเราขอรหัสwifi ได้ตอนที่ check – in

2. ห้องน้ำ มีน้ำอุ่นให้อาบ (อันนี้ฟินเบาๆ)

3. ห้องค่อนข้างใหม่ และสภาพดีมาก

4. ใกล้แหล่งกิน แหล่งช้อป (เดินไปนิดเดียวก็ถึงไนท์พลาซ่าแล้วล่ะ)

5. scan บัตรเข้าออก มีความปลอดภัยค่อนข้างสูง

6. ถ้าเรามาถึงช่วงเช้าแล้วยัง check – in ไม่ได้ เราฝากกระเป๋าไว้ได้

7. มีครัวส่วนกลาง สามารถซื้อของมาทำอาหารที่ครัวได้

ส่วนคะแนนลบ (นิดหน่อย)

1. ห้องน้ำไม่ค่อยสะอาด (ห้องน้ำรวมสำหรับคนพัก dorm)

2. ที่เตียงมีที่เต้าเสียบแค่ 1 ตัว อันนี้จริงๆแล้วอาจจะเป็นปกติสำหรับ hostel ล่ะ แต่เราอาจจะเตรียมพร้อมด้วยการเอาปลั๊กสามตาติดไปด้วยก็ดีนะ :)

3. เตียงไม่มีที่กั้น คนนอนดิ้น ถ้าเจอเตียงบน มีตกเตียงแน่ๆเลย

4. ลิฟต์น่ากลัว (อันนี้เรากลัวเป็นทุนเดิมยู่ด้วย) คือ ลิฟต์ที่นี่เวลาเปิดปิดจะช้ามากๆ จนทำให้รู้สึกว่าลิฟต์ค้างอยู่ตลอดเวลา ><

5. เวลา check – in บ่ายสอง อาจจะช้าไปนิดหน่อย

ช่วงบ่ายเราแพลนจะไปลุยถนนนิมมานเหมินต์ ถนนที่ใครๆก็ต้องไป วันนี้เราจะกระแสนิยมกับเขาบ้างแล้วล่ะ

เราเริ่มปั่นออกจากถนนลอยเคราะห์ด้วยอัตราเร็วคงที่ ปั่นจักรยานที่กรุงเทพฯว่ายากแล้ว เจอปั่นจักรยานในเชียงใหม่ไป เรากรี๊ดตลอดทางเลยล่ะ รถในเชียงใหม่ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจจักรยานเลย ยิ่งรถแดงแล้วนะ อยากจะเบียดก็เบียด อยากจะจอดก็จอด เราเองที่ยังไม่ชำนาญทางและยังคุยกับจักรยานไม่ค่อยรู้เรื่อง เลยต้องปั่นช้าๆ ไปเรื่อยๆ สัญญาณมือที่เรียนมาจากทาเคะพอจะช่วยให้เราขอทางได้บ้าง เราแอบมองจักรยานเสือภูเขาหลายคันที่แซงเราไป เราคิดถึงทาเคะ และพยายามจะคุยกับจักรยานแม่บ้านคันที่ปั่นอยู่

เราเปิดมือถือดูแผนที่ครั้งสุดท้ายก่อนเปิดแอปจักรยานที่ใช้เป็นประจำ ในใจแอบยิ้มที่ปีนี้ ได้เริ่มให้แอปจักรยานตั้งแต่ต้นปี เรามั่นใจในการปั่นครั้งนี้พอสมควร เอามือลูบเจ้าจักรยานแม่บ้าน แล้วเร่งความเร็ว

การปั่นถนนเลียบคูเมืองเป็นเรื่องที่สนุก แม้ว่ารถจะขับกันเร็วจนน่ากลัว หัวใจของเราเริ่มเข้ากับจักรยานได้ จังหวะของเราเข้ากันมากขึ้น และเราก็แวะพักที่ กาดสวนแก้ว

เพราะเราเพิ่งหัดปั่นจักรยานละมั้ง การพบเจอที่จอดจักรยานเลยกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจ การแวะกาดสวนแก้วครั้งนี้น่าตื่นเต้นขึ้นเยอะเพราะเจอะเจอเพื่อนนักปั่นเยอะแยะมากมาย หลายๆคนมาพักทานอาหารก่อนจะปั่นไปดอยสุเทพ เราเองก็อยากไปทัวร์แบบนั้นบ้าง แต่คงต้องรอซื้อจักรยานดีๆสักคันมาเป็นเพื่อนคู่ใจ (:

จากนั้นไม่นาน ก็ปั่นไปนิมมานเหมินต์ เราไม่หลงทางเลยล่ะ หลังปั่นหาที่จอดรถอยู่สักพัก ก็ไปจอดที่นิมมานซอย 7 และเดินเท้าไปตาม #reviewchiangmai เราแวะทานน้ำที่ไมโลดิบ แล้วก็เดินเล่นไปทั่วก่อนจะไป “คั่วไก่ นิมมาน”

ร้านคั่วไก่ นิมมาน ตั้งอยู่ที่ ซอย 17 ติดกับร้าน iberry ของโน้ตอุดม พอเข้าซอยมา เดินมาจนถึงทางแยกแรก แล้วเลี้ยวขวา ก่อนจะเลี้ยวซ้าย เข้าซอยสายน้ำผึ้ง

เมนูคั่วไก่กระทะร้อน เหยาะซอสพริกลงไปนิดหน่อย รสชาติกำลังพอดี

เมนูมาม่าต้มยำทะเล กุ้งตัวใหญ่มากกกกกกกกกกกก รสชาติเข้มข้น ถ้าไม่ชอบเผ็ดแนะนำให้แจ้งพนักงานก่อนนะ เพราะรสชาติจัดจ้านจริงๆ

ร้านนี้ มีคนมาต่อแถวค่อนข้างเยอะ เราได้คิวที่ 6 แต่รอแปบเดียวก็ได้ทานแล้วล่ะ

ระหว่างนั้น เป็นช่วงอาทิตย์ตกดินพอดี เราเลยได้คุยกับคุณดวงจันทร์ไปด้วย และทานข้าวเย็นไปด้วย

ถือเป็นอาหารมื้อที่ดีที่สุดในรอบเดือนเลยก็ว่าได้ :)

เราถือโอกาสเดินชมร้านอาหารของโน้ตอุดมด้วยนิดหน่อย แต่ไม่ได้แวะทาน ร้านอาหารแนวนี้อาจจะไม่ใช่แนวของเราก็ได้ เราเดินเลียบริมถนนนิมมาน ไปเรื่อยๆ เจอะเจอร้านน่ารักๆหลายร้าน ตั้งใจไว้ว่าครั้งหน้าจะมาลองร้านอาหารเล็กๆ ร้านขนมที่ไม่ต้องต่อคิว

พอท้องฟ้าเริ่มมืด ดอยสุเทพเริ่มเปล่งแสง เราทำได้เพียงแค่มองตาม และเริ่มคุยกับท้องฟ้าและดวงดาว วันนี้พระจันทร์เกือบจะเต็มดวง แสงของพระจันทร์รบกวนการดูดาวของเราเป็นระยะๆ ผ่านไปไม่นาน เราก็เปลี่ยนใจมานั่งมองดูกระต่ายบนดวงจันทร์แทน เคยคิดไว้นานแล้วว่า สักวันอยากจะถามคนที่นั่งข้างๆ ว่า “พระจันทร์อร่อยไหม” แต่ก็ยังไม่เคยได้ถามใครจริงๆจังๆ นั่นสิ พระจันทร์จะอร่อยหรือเปล่า ทำไมถึงโดนเจ้าหนูแทะจนกลายร่างเป็นพระจันทร์เสี้ยว…. เพราะบางครั้ง ความรู้สึกและจินตนาการที่เปี่ยมล้น อาจทำให้ความรู้ไร้ความสำคัญ

และนั่น คือ ความสุข กล่องใหญ่ที่เรามักจะได้รับ

เราปั่นจักรยานกลับมาที่พัก ถืงก็เกือบสองทุ่ม การปั่นจักรยานยามค่ำคืนทำให้ลืมตัวมองท้องฟ้ามากกว่ารถยนต์ร่วมทางเสมอ หลายๆครั้งที่โดนเพื่อนเอ็ดว่า มีสติอยู่กับจักรยานหน่อย แต่ดูเหมือนท้องฟ้าจะทำให้ความรู้สึกของเราโบยบินเกินกว่าจะห้ามใจ

ณ ที่พัก เราได้พบกับเพื่อนร่วมห้องผู้หญิงคนนึง และผู้ชายคนนึง เพื่อนผู้หญิงมาจากฟิลิปปินส์ มาอยู่หลายวันแล้ว และกำลังจะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้นเหมือนกัน ส่วนเพื่อนผู้ชายได้ทราบแค่ว่าเขาเป็นคนอินเดียที่มาพักอยู่หลายคืนแล้ว และคืนนี้เขาจะไปข้างนอกไม่กลับมานอนที่โรงแรม เราได้คอลคุยกับนัทนิดหน่อย พอจะรู้ว่าญี่ปุ่นหิมะตก

อยากให้มีฝนดาวตกจัง อยากให้เธอมาอยู่ข้างๆกัน บางคำพูดที่เราไม่ได้บอกเธอไป ทำให้การเดินทางทุกครั้งไม่เคยถูกเติมเต็ม